หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

  • ซูเปอร์สตาร์ ฮาเฮ

จากสมาชิก

ที่สุดของเพลง

by ลูกหลานไหหลำ @September,07 2007 23.07 ( IP : 61...45 ) | Tags : จากสมาชิก
photo  , 68x50 pixel , 6,256 bytes.

ความหมายธงชาติ - ประวัติธงชาติไทย - ความหมายเพลงชาติ - ประวัติเพลงชาติไทย ธงชาติไทย - เพลงชาติ คือ เอกลักษณ์ของความเป็นไทย

ความหมายธงชาติ เป็นเครื่องหมายแสดงให้รู้ถึง ความเป็นเชื้อชาติของชนชาติใดชาติหนึ่งซึ่งรวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นหมู่คณะ ใช้เป็นสัญญลักษณ์แสดงความมีอิสระ เกียรติ อำนาจและการคุ้มครองอาณาบริเวณของแต่ละชาติ
ลักษณะ ส่วนมากมักทำด้วยผ้าในรูปลักษณะสี่เหลี่ยม มีความยาวมากกว่าความกว้าง ปลายแหลมก็มี ปลายหยักก็มี สุดแต่จะพอใจ จัดทำขึ้น สีก็มีต่างๆ กัน ตามความมุ่งหมายของแต่ละชาติ ทั้งนี้บางโอกาสอาจใช้กระดาษ หรือสิ่งอื่นแทนในคราวจำเป็นก็ได้ แต่จะต้องจัดประดับสีให้ถูกต้อง ในลักษณะสีธงที่ต้องการก็อนุโลมเป็นธงชาติได้ ความหมาย เป็นเครื่องแสดงเกียรติแห่งความมีอิสระภาพ ความเจริญด้วยวัฒนธรรม เป็นสัญญาณ ซึ่งสำแดงความทะนงและภาคภูมิในเกียรติศักดิ์แห่งประเทศชาติ
เป็นเครื่องบำรุงขวัญแห่งหมู่คณะในยามที่มีการต่อสู้ชิงชัย เช่น การแข่งขันกีฬา การทำศึกสงคราม คุณค่า เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจคนในหมู่คณะผู้ร่วมชาติ เป็นสัญญาณแห่งความสามัคคีพร้อมเพรียงทั้งกายใจและวิญญาณให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งเป็นเครื่องประดับประดาให้เกิดความสง่างามแก่กองทัพทั้งหลาย ขบวนแห่ หรือสถานที่ต่างๆ ในยามประดับธง
เป็นสัญญาณแห่งการสดุดีและเคารพ เป็นอาณัติสำหรับโบกสะบัดแสดงความปิติยินดี อวยพรต้อนรับ หรืออำลาอาลัยรัก

ธงชาติไทย ประเทศไทยดำรงความเป็นชาติอิสระมาเกือบตลอดเวลานับแต่สร้างชาติไทยเป็นต้นมาและเราก็มีการใช้ธงเป็นเครื่องหมายสัญญาณมาแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ รูปลักษณะของธงไทยสมัยโบราณเท่าที่ปรากฏในหนังสือวรรณคดีเก่าๆ มักเป็นรูปธงสามชายปลายงอนเป็นกนกและมีสีต่างๆ แต่ประเทศไทยเริ่มใช้ธงมาตั้งแต่สมัยใดยังไม่มีหลักฐานปรากฏ เท่าที่มีผู้ค้นคว้าพบว่ามีการใช้ธงเพียงสมัยกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น
บทสรุปธงชาติไทย 1. สมัยกรุงศรีอยุธยาใช้ธงสีต่างๆ เป็นเครื่องหมายสัญญาณในการจัดทัพไปทำสงครามกองทัพละสี ส่วนเรือกำปั่นเดินทะเลใช้ธงสีแดง แต่ยัง ไม่มีธงประจำชาติ
2. สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ มีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งให้บรรดาเรือหลวงทำรูปจักร อันเป็นนามสัญญาพระบรมราชวงศ์แห่งพระองค์ลงไว้ในกลางธงสีพื้นแดงเป็นเครื่องหมายใช้ในเรือหลวง
3. สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โปรดฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวติดไว้กลางธงแดง ใช้สำหรับเรือหลวง ส่วนเรือพ่อค้าไทยคงใช้ธงสีพื้นแดงอยู่อย่างเดิม
4. สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดฯ ให้ใช้ธงช้างที่ประดิษฐ์ขึ้นในรัชกาลที่ ๒ เป็นธงชาติ แต่ให้เอารูปจักรออกเสียแล้วทรงประดิษฐ์ธงขึ้นอีก 2 อย่าง อย่างหนึ่งเรียก "ธงมหามงกุฎ" สำหรับประจำพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน พื้นธงสีแดงเหมือนธงชาติ แต่มีพื้นสีขาวอยู่กลาง ในพื้นขาวนั้นมีรูปพระมหามงกุฎอยู่กลางฉัตร 2 ข้าง เป็นสีเหลือง อีกอย่างหนึ่งเรียก "ธงไอยราพต" พื้นแดงเหมือนธงชาติ มีรูปช้าง 3 เศียรสีขาว ผูกเครื่องยืนแท่น มีบุษบกตั้งบนหลังช้าง และมีรูปฉัตรตั้งข้างหน้าและข้างหลัง ข้างละ 4 คัน อยู่กลางธงสำหรับรัฐบาลสยาม
5.. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเหล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงตรา พ.ร.บ.ธงขึ้นเมื่อ ร.ศ.๑๑๘ (พ.ศ.๒๔๓๒) ตาม พ.ร.บ.นี้ ธงเรือหลวงและธงชาติมีลักษณะและสีใช้ดังนี้ :-     ธงเรือหลวง สีแดง กลางมีรูปช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่นหน้าเข้าข้างเสา สำหรับใช้ชักในเรือหลวงทั้งปวง กับทั้งใช้ชักที่ป้อม และที่พักที่พักทหาร บรรดาที่ขึ้นอยู่ในกรมทหารเรือทั้งสิ้น     ธงชาติ พื้นธงสีแดง กลางเป็นรูปช้างเผือก หน้าเข้าข้างเสา สำหรับใช้ชักในเรือทั้งหลายของพ่อค้าและของสามัญชนทั่วไป
6. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงเปลี่ยนธงชาติ ซึ่งพื้นธงสีแดง กลางมีรูปช้างปล่อย มาเป็นธงไตรรงค์ (สามสี) โดยกำหนดลักษณะของธงชาติ ดังนี้ :- " ธงชาติสยามรูปสี่เหลี่ยมมีขนาดกว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน มีแถบสีน้ำเงินแก่ กว้าง 1 ส่วน ซึ่งแบ่ง 3 ของขนาดกว้างแห่งธงอยู่กลาง มีแถบขาวกว้าง 1 ส่วน ซึ่งแบ่ง 6 ของขนาดกว้างแห่งธง ข้างละแถบ แล้วมีแถบสีแดงกว้างเท่าแถบสีขาว ประกอบชั้นนอกอีกข้างละแถบ " ใช้ชักในเรือพ่อค้าทั้งหลายและในที่ต่างๆ ของสาธารณชน บรรดาที่เป็นชาติสยามทั่วไป ต่อมาทรงมีพระราชดำริว่า ธงชาติควรจะใช้ผ้าชิ้นๆ เพลาะกันได้ง่ายๆ คือ     1) ราษฎรจะได้ไม่ลำบากที่จะทำใช้ได้เอง ทั้งไม่ต้องสั่งซื้อสำเร็จมาจากต่างประเทศ     2) ควรใช้สีที่มีความหมายในทางสามัคคีและยึดมั่นต่อชาติและเห็นได้แต่ไกล     3)ให้เกิดความสวยงามเมื่อเวลาประดับประดาตามที่ต่างๆพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ความหมายแห่งสีของธงไตรรงค์ไว้เมื่อคราวพระราชทานธงไชยเฉลิมพล ในคราวทหารอาสาไปในสงครามโลก ครั้งที่ 1 ไว้ดังนี้

  ขอร่ำรำพันบรรยาย ความคิดเครื่องหมาย
แห่งสีทั้งสามงามถนัด
  ขาว คือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์
และธรรมะคุ้มจิตไทย
แดง คือโลหิตเราไซร้ ซึ่งยอมสละได้ เพื่อรักษาชาติศาสนา
  น้ำเงิน คือสีโสภา  อันจอมประชา
ธ โปรดเป็นของส่วนพระองค์
  จัดริ้วเข้าเป็นไตรรงค์ จึงเป็นสีธง
ที่รักแห่งเราชาวไทย
  ทหารอวตารนำไป ยงยุทธวิชัย
วิชิตก็ชูเกียรติสยามฯ.

ความหมายเพลงชาติ เพลงชาติเป็นสัญญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสัญญลักษณ์ชั้นสูงของชาติ มากกว่าคุณค่าของความเป็นมนุษยชาติ เป็นสัญญลักษณ์ของความเป็นเอกราชที่ไม่เป็นเมืองขึ้นแก่ใคร การร้องเพลงชาติเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ และความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ เพลงชาติจึงเป็นเพลงแห่งความสุขของคนในสังคม
ความหมาย
1. เพลงชาติสามารถแสดงถึงความเป็นชาติของประชาชนในชาตินั้นๆ
2. เพลงชาติสามารถแสดงถึงฐานะทางการเมืองว่าเป็นประเทศที่มีเอกราชไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร
3. เพลงชาติเป็นสัญญลักษณ์หรือเครื่องหมายประจำชาติ
4. เป็นกลิ่นไอทางศิลปวัฒนธรรมของประชาชนในกลุ่มชนชาตินั้นๆ

ความสำคัญ เพลงชาติเป็นสัญญลักษณ์ของความเป็นเอกราชที่ไม่เป็นเมืองขึ้นแก่ใคร เป็นเพลงที่หลอมรวมจิตใจคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้เกิดความรักชาติ มีความเป็นพี่น้องกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สำหรับผู้ที่ได้ยินเพลงชาติ บ้างก็ยืนตรง บ้างก็ร้องตามต้นเสียง บ้างเอามือขวาจับหน้าอกตรงหัวใจเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีต่อชาติ

กำเนิดของเพลงชาติ
การเกิดของเพลงชาติมีลักษณะต่างๆ กัน 3 ลักษณะด้วยกัน คือ
1. เพลงชาติที่เกิดขึ้นจากเพลงที่ประชาชนนิยม เป็นเพลงที่ประชาชนมีความศรัทธานิยมชมชอบ นิยมร้องกันทั่วไปในทุกโอกาส เมื่อมีความทุกข์ก็ร้องเพลงนั้น เมื่อมีความสุขก็ร้องเพลงนั้น
2. เพลงชาติที่เกิดจากความกดดันทางการเมือง เพลงชาติประเภทนี้ เกิดขึ้นจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง
3. ทางการปกครองและทางวัฒนธรรมที่อาศัยมวลชนเพื่อการต่อสู้ และใช้เพลงในการปลุกเร้าใจ เพื่อให้เกิดความสามัคคี ความรักชาติ และร่วมกันสร้างชาติ เพลงชาติที่เกิดขึ้นโดยลัทธิชาตินิยม เป็นเพลงที่เกี่ยวกับการต่อสู้ เป็นการปลุกเร้าให้เกิคดวามรักชาติตามลัทธิชาตินิยม

เพลงชาติไทย
ไทยเป็นชาติมาช้านาน แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของเพลงชาติมากนัก สำหรับแนวคิดที่จะต้องมีเพลงประจำชาติไทยนั้น เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๔ โดยได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติอังกฤษ พบว่าเพลงไทยที่ถือเป็นเพลงประจำชาตินั้น เริ่มมีมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๙๓ ในปลายรัชกาลที่ ๔ และมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อร้องและทำนองให้เหมาะสมกับยุคสมัยมาโดยตลอด ซึ่งนับถึงปัจจุบันปรากฏว่าประเทศไทยมีเพลงประจำชาติใช้แล้ว 7 ฉบับด้วยกัน คือ
1. เพลงชาติไทยฉบับแรก คือ เพลงจอมราชจงเจริญ โดยใช้ทำนองเพลง God save the Queen ประพันธ์เนื้อร้องโดยพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.ศ.๒๓๙๓ - ๒๔๑๔
2. เพลงชาติไทยฉบับที่สอง คือ เพลงบุหลันลอยเลื่อน เป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ดัดแปลง เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยครูมรกฏ พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมี) และพระเสนาะดุริยางค์ (ครูขุนเณร) เรียบเรียงเสียงประสานโดย ฮวุดเซน (Heutsen) ชาวโปรตุเกส ใช้เป็นเพลงเกียรติยศระหว่างปี พ.ศ.๒๔๑๔ - ๒๔๓๑
3. เพลงชาติไทยฉบับที่สาม คือ เพลงสรรเสริญพระบารมี (ฉบับปัจจุบัน) ประพันธ์ทำนองโดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ ชาวรัสเซีย คำร้องเป็น พระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ใช้เป็นเพลงชาติระหว่างปี พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๔๗๕ 4. เพลงชาติไทยฉบับที่สี่ คือ เพลงชาติมหาชัย ทำนองเพลงมหาชัย คำร้องประพันธ์โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ใช้เป็นเพลงชาติ ระหว่างการปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕
5. เพลงชาติไทยฉบับที่ห้า ประพันธ์ทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ คำร้องประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) ใช้ระหว่าง พ.ศ.๒๔๗๕ - ๒๔๗๗
6. เพลงชาติไทยฉบับสังเขป โดยนำเอาทำนองต้นเพลง (Introduction) ของเพลงชาติฉบับของพระเจนดุริยางค์ มีแต่ดนตรีไม่มีคำร้อง
7. เพลงชาติไทยฉบับที่หก ทำนองเพลงของพระเจนดุริยางค์ คำร้องของขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) และของนายฉันท์ ขำวิไล ใช้เป็นเพลงชาติระหว่าง พ.ศ.๒๔๗๗ - ๒๔๘๒ เป็นเพลงชาติฉบับราชการฉบับแรก
8. เพลงชาติไทยฉบับที่เจ็ดหรือฉบับปัจจุบัน ทำนองประพันธ์โดยพระเจนดุริยางค์ ตามแบบที่มีอยู่ ณ กรมศิลปากร คำร้องประพันธ์โดย พันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) จังหวะ โดย ปานกลาง องอาจ ประกาศใช้เป็นเพลงชาติตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๒ กระทั่งปัจจุบันโดยประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ ๖ ออกเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๒ จอมพล ป พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี
  ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
  เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
  อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
  ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
  ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
  เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
  เถลิงประเทศไทยทวีมีชัยชโย
ความหมายของเนื้อร้อง
(ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา อธิบาย) ประเทศไทยเป็นถิ่นที่รวมชนผู้มีเลือดหเนื้อเชื้อชาติไทยไว้ให้ได้อยู่อาศัยร่วมกัน แผ่นดินทุกส่วนของประเทศไทยย่อมเป็นของชาวไทยทุกคน ประชาชนไทยรักษาแผ่นดินไทยทั้งหมดไว้ได้ ก็ด้วยทุกคนมีน้ำใจสามัคคี รักคนไทยด้วยกันและรักประเทศชาติ ชนไทยรักที่จะอยู่อย่างสุขสงบ แต่ถ้าจำเป็นต้องรบกับศัตรูแล้วคนไทยไม่เคยขลาดกลัวเลยไม่มีวันยอมให้ศัตรูหน้าไหนมาข่มขู่ทำลายความเป็นอิสระของชาติไทยได้ ทุกคนยอมสละเลือดทุกหยดเพื่อชาติไทยอยู่ยั่งยืน จะปกป้องคุ้มครองประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป และให้มีแต่ชัยชนะตลอดไป.

          สงวนลิขสิทธิ์โดย...สำนักงานคลังจังหวัดปัตตานี