Categorys


เรือบรรทุกน้ำมัน "สมุย"

โดย monsoon เมื่อ 21 ก.ย. 2550 22:16 น. ( ip )
นอกจาก ร.ล. สมุยแล้ว เรายังมีเรือบรรทุกน้ำมัน "สมุย" ซึ่งกระทรวงกลาโหมซื้อจากญี่ปุ่นประมาณ ปี 2476  และประสบชะตากรรมคล้ายๆกัน คือ โดนตอปิโดจมในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


ลองอ่านดูครับ


*******************


กำเนิดธุรกิจน้ำมันในประเทศไทย


ประเทศไทยเริ่มนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2431 หรือ 10 ปีหลังจากมีการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันในอเมริกา  และก่อนมีการใช้ปิโตรเลียมเป็นเชื้อเพลิงอย่างแพร่หลายทั่วโลก  โดยเริ่มจากการใช้น้ำมันก๊าดสำหรับตะเกียง  และน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องจักรไอน้ำในโรงสีข้าว และโรงเลื่อย ในระยะแรกคนไม่ค่อยกล้าใช้น้ำมันก๊าด เพราะกลัวไฟไหม้เนื่องจากติดไฟง่าย แต่เมื่อพบว่าน้ำมันก๊าดใช้สะดวก มีควันและเขม่าน้อยกว่าน้ำมันมะพร้าว ความนิยมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


ต่อมาความนิยมน้ำมันก๊าดเริ่มลดลง พร้อมกับการเข้ามาแทนที่ของไฟฟ้ารถยนต์เครื่องยนต์เบนซินคันแรก ถูกนำเข้ามาในปี พ.ศ.  2439   โดยพระยาสุรศักดิ์มนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร  อีก  2 - 3  ปีต่อมา   รถสองแถวคันแรกถูกดัดแปลงขึ้นมาจากรถม้า ใส่เครื่องยนต์ฟอร์ดตัวถังรถทำจากไม้สัก  มีที่นั่งยาวทั้ง  2  ข้าง  เมื่อมีถนน และผู้คนนิยมใช้รถยนต์มากขึ้นปริมาณการบริโภคน้ำมันนำเข้ามาจากต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีการก่อตั้งบริษัทน้ำมันขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ  คือ  บริษัทรอยัล-ดัทช์ ปิโตรเลียมในปี พ.ศ.  2435  และบริษัทสแตนดาร์ดออยส์ ในปี  2437 นับเป็นผู้ค้าน้ำมันรายแรกในประเทศไทย    


เมื่อน้ำมันปิโตรเลียมกลายเป็นสิ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ รัฐบาลไทยก็ตระหนักถึงผลกระทบจากการที่ประเทศไทยไม่สามารถจัดหา ผลิต หรือกลั่นน้ำมันเองได้ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2476 กระทรวงกลาโหมจึงได้จัดตั้งแผนกเชื้อเพลิง เพื่อจัดหาน้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด และน้ำมันหล่อลื่น  สร้างคลังน้ำมันที่ช่องนนทรี  สร้างโรงงานทำปี๊บเพื่อบรรจุน้ำมันก๊าด  และจัดซื้อเรือบรรทุกน้ำมันจากประเทศญี่ปุ่นชื่อ "สมุย" ต่อมาปี พ.ศ. 2483 ก็สร้างโรงงานกลั่นน้ำมันที่ช่องนนทรี


ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2บริษัทน้ำมันข้ามชาติในประเทศไทยต้องปิดตัวลง ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันที่สามารถกลั่นได้ 1,000 บาเรลต่อวันถูกระเบิดเสียหาย เรือบรรทุกน้ำมัน "สมุย" ถูกตอร์ปิโดจมลง เมื่อสงครามสงบธุรกิจปิโตรเลียมของไทยก็ถูกปิดลงเช่นกัน   ทรัพย์สินทั้งหมดรวมทั้งคลัง  และ โรงกลั่นถูกขายให้บริษัทน้ำมันข้ามชาติซึ่งไม่นานก็ย้ายกลับไปยังประเทศของตนการขาดแคลนน้ำมันปิโตรเลียมเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น  รัฐบาลต้องขอร้องให้บริษัทน้ำมันข้ามชาติเข้ามาจำหน่ายน้ำมันเหมือนเดิมโดยสัญญาว่า รัฐบาลจะไม่ค้าน้ำมันอีก ยกเว้นการใช้ในกิจการทหารเท่านั้น


ในปี พ.ศ. 2488   บริษัทรอยัล-ดัตช์ เชลล์ จำกัดได้กลับมาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอีกครั้ง  โดยก่อตั้งบริษัทลูกขึ้นมาชื่อว่าบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด  ซึ่งขยายธุรกิจน้ำมันอย่างรวดเร็ว  ตั้งสถานีบริการน้ำมันแบบปั๊มด้วยมือหรือมือโยก วางขายหน้าร้านขายของ หลังจากนั้นไม่นานบริษัทสแตนดาร์ดออยส์ จำกัด ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเอสโซ่สแตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด   ก็เข้ามาเปิดกิจการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2490 บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (สยาม) จำกัด ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจและได้เปลี่ยนชื่อเป็น   น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จำกัด ในเวลาต่อมา  


ในปี พ.ศ. 2500 รัฐบาลไทยได้ยกเลิกสัญญาหลังสงครามที่ทำกับบริษัทน้ำมัน และเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมอีกครั้งมีการจัดตั้งองค์การเชื้อเพลิง ในสังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อตรา "3 ทหาร " อย่างไรก็ตามในระยะเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้นปริมาณความต้องการน้ำมันได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ในปี พ.ศ. 2503  รัฐบาลได้เชิญภาคเอกชนมาทำการสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียม และกลั่นน้ำมันอย่างกว้างขวาง นับเป็นการเริ่มต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมสมัยใหม่ในประเทศไทย


จาก http://www.ptit.org/oilbusiness/history/history01.html


************************************************
Comment #1
ต้องขอขอบพระคุณ "monsoon" ที่กรุณาหาข้อมูลมาเพิ่มเติม ด้วยความยินดีสำหรับข้อมูลใหม่ๆ
Posted : 22-9-2550 11:59:08 ip : 61...24

แสดงความคิดเห็น

ขณะนี้เว็บไซท์ได้ทำการติดตั้ง ระบบป้องกันข้อความอันไม่พึงปรารถนา แบบอัตโนมัติ (Automatic Spam Messege Fillter) ซึ่งอาจจะส่งผลให้การบันทึกความคิดเห็น ในบางกรณีเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าหากระบบปฏิเสธ การแสดงความคิดเห็นของท่าน ขอให้ท่านลองส่งใหม่อีกครั้ง ถ้าหากข้อความข้อท่าน ไม่ใช่ข้อความอันไม่พึงปรารถนา ก็จะสามารถส่งได้เป็นปกติ

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !

เงื่อนไขในการใช้บริการ

เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ
  • ทางเว็บ ไม่มีส่วนรับผิดชอบในข้อความใดๆ ที่ทางผู้ดูแลระบบ หรือ web master ไม่ได้เขียน ไม่ว่าจะเป็นของเจ้าหน้าที่ หรือผู้เยี่ยมชม ท่านไหนก็ตาม เราจะไม่รับผิดชอบในความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบูรณ์ ความมีประโยชน์ และเนื้อหาของข้อความเหล่านั้นในทุกๆ กรณี ท่านจะต้องใช้วิจารณญาณ และดุลพินิจของท่านในการพิจารณา
  • ข้อความของเจ้าหน้าที่ และผู้เยี่ยมชมแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมอง และความคิดเห็นของเว็บนี้
  • แม้ทางเว็บจะมีระบบกรองข้อความ เพื่อคัดเฉพาะความคิดเห็นที่ทางทีมงานเห็นว่าน่าจะเหมาะสม แต่ก็อาจจะเกิดความผิดพลาดในการคัดกรองข้อความได้ เนื่องจากปริมาณข้อความในแต่ละวัน ทำให้ต้องใช้ทีมงานในการอนุมัติหลายท่าน และมุมมองของทีมงานแต่ละท่านก็ไม่เหมือนกัน ถ้าท่านมีความรู้สึกว่า ข้อความใดๆ ขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่าน ท่านสามารถติดต่อทีมงาน เพื่อให้ลบข้อความเหล่านั้นได้ ทางทีมงานจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการพิจารณา เพื่อกำจัดข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ถ้าทางทีมงานเห็นพ้องกันว่าข้อความเหล่านั้นควรจะถูกลบออก
  • สมาชิกที่ใช้บริการยืนยัน ที่จะไม่ใช้บริการของทางเว็บ และ เว็บบอร์ด ในการแสดงความคิดเห็น, ส่งรูป, ส่งไฟล์ใดๆ ที่เป็นความเท็จ, ไม่ถูกต้อง, หยาบคาย, ทำลายชื่อเสียง, รังเกียจ, ลบหลู่, คุกคาม, ลามก, รบกวน, รุกราน สมาชิกท่านอื่นๆ, ผู้พัฒนาเว็บไซต์ และสถาบันทุกๆ สถาบัน ที่สมาชิก และผู้พัฒนาเว็บไซต์ให้ความเคารพ หรือ ทำให้สมาชิกท่านอื่น และผู้พัฒนาเว็บไซต์ลำบากใจ หรือละเมิด ขนบ ทำเนียม ประเพณี และกฏหมายใดๆ ของบ้านเมือง

เนื่องจากข้อความที่ปรากฏบนกระทู้ ถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น หรือเรื่องราวที่พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ