Categorys


"เกาะสมุย" ระดมไอเดียทำประชาพิจารณ์ เตรียมความพร้อมยกเป็นเทศบาลนคร

โดย NathonCity เมื่อ 15 ต.ค. 2550 04:38 น. ( ip )

จาก เดลินิวส์ (ออนไลน์)
วันที่ 15 ตุลาคม 2550 เวลา 00:00 น.




นายวรากรณ์ รัตนรักษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเกาะสมุย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะยกฐานะจากเทศบาลตำบลเกาะสมุยให้เป็นเทศบาลนครเนื่องจากในปัจจุบันและที่ผ่านมาเทศบาลตำบลเกาะสมุยมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลระบบ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ให้แก่ผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะสมุย ทั้งนี้รวมไปถึงบรรดานักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติที่ปีหนึ่ง ๆ เกาะสมุยจะต้องต้อนรับผู้ที่เดินทางเข้ามาใช้ระบบสาธารณูปโภคของเกาะสมุยในด้านต่าง ๆ ทั้งปัญหาของขยะมูลฝอยที่นับวันจะมีปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนในปัจจุบันปริมาณขยะเกือบจะเกินขีดความสามารถของเตาเผาขยะที่เทศบาลดูแลปัญหาถนนที่ใช้สัญจรของพี่น้องประชาชนที่มีสภาพทรุดโทรมก็ด้วยปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้น และบรรทุกน้ำหนักที่เกินขีดความสามารถที่ถนนจะรองรับได้ ปัญหาท่อน้ำอุดตันเนื่องจากการขยายตัวของเมืองที่มีอย่างต่อเนื่อง และอีกหลากหลายปัญหาที่เทศบาลตำบลเกาะสมุยต้องแบกรับภาระที่เพิ่มเกินกว่างบประมาณที่ได้รับต่อปีจะเข้ามาบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ


ดังนั้นจึงทำให้ที่ผ่านมาการบริหารงบประมาณของเทศบาลเพื่อให้เพียงพอต่อการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ จึงเป็นไปอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพและหน้าที่รับผิดชอบ ปัญหาเหล่านี้ได้ผลักดันให้ผู้บริหารเทศบาลตำบลเกาะสมุยผลักดันทิศทางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของเกาะสมุยด้วยการยกฐานะเป็นเทศบาลนครและนั่นย่อมหมายถึงงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะมาให้บริการพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับรองรับการเจริญเติบโตของเกาะสมุย ที่ถือได้ว่าเป็นเพชรเม็ดงามของการท่องเที่ยวของประเทศ ฉะนั้นการที่จะให้เพชรเม็ดนี้ยังคงเปล่งแสงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาท่องเที่ยวได้นั้นจะต้องมีสภาพแวดล้อมที่สามารถรองรับได้ และเพื่อให้มีการเปลี่ยนจากเทศ บาลเกาะสมุยเป็นเทศบาลนครได้นั้นจึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นซึ่งจะเป็นตัวกำหนดและชี้วัดทิศทางของเกาะสมุยที่จะมุ่งสู่อนาคตต่อไป.



ที่มา www.dailynews.co.th
Comment #1
อะไรกันแน่
Guest
ใครรู้ช่วยบอกที....ประชาพิจารณ์  ประชามติ...ประชาคม...ต่างกันอย่างไร...ฉล้วต้องทำอะไรกันแน่...พูดผิดความหมายก็ผิด...เรื่องราวก็จะผิดไปด้วย...
Posted : 15-10-2550 05:56:21 ip : 125...98
Comment #2
ประชาพิจารณ์ โดย ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล

ประชาพิจารณ์
         ประชาชนชาวไทยได้รู้จักคำว่า ประชาพิจารณ์ เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้.
         คำว่า ประชาพิจารณ์ เป็นศัพท์บัญญัติ แทนคำว่า ไต่สวนสาธารณะ ซึ่งใช้ในความหมายว่า public hearing ในภาษาอังกฤษ.
         คำว่า ประชาพิจารณ์ ประกอบด้วยคำว่า ประชา   หมายถึง ประชาชน กับคำว่า พิจารณ์  ซึ่งหมายถึง พิจารณา ตรวจตรา สอบสวน ให้ความคิดเห็น. ประชาพิจารณ์ หมายถึง รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องที่มีผลกระทบชีวิตของประชาชนทุกคน. การทำประชาพิจารณ์ควรจัดให้ได้รับความคิดเห็นจากประชาชนทุกหมู่เหล่า และทำในวงกว้างเพื่อให้ไดัข้อสรุปที่สะท้อนความคิดเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีผลต่อประชาชนจำนวนมาก.

ผู้เขียน  ศ. ดร.กาญจนา  นาคสกุล  ราชบัณฑิต  สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน

ประชามติ โดย ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

--------------------------------------------------------------------------------

ประชามติ

         ได้มีท่านผู้ฟังถามไปว่าคำว่า “ประชามติ” ซึ่งภาษาอังกฤษ มีใช้อยู่ ๒ คำ คือ plebiscite (เพฺลบ-บิส-ไซต์) กับ referendum (เรฟ-เฟอ-เรน-ดัม) นั้น มีความหมายต่างกันอย่างไร

         คำ plebiscite พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา ของราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ “ศัพท์บัญญัติ” และ “ความหมาย” ไว้ดังนี้

         “การออกเสียงประชามติ การออกเสียงลงมติโดยตรงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวม โดยเฉพาะปัญหาการแยกรัฐหรือแยกออกจากสังกัดทางการเมือง ประชาชนที่เกี่ยวข้องอาจจะได้รับสิทธิให้ออกเสียงลงมติว่าจะยังคงสังกัดอยู่กับรัฐเดิม แยกตัวเองออกเป็นรัฐอิสระใหม่ หรือเข้ารวมกับรัฐอื่น”

         ส่วนคำว่า Referendum นั้น ในพจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา ท่านมิได้บัญญัติศัพท์ไว้ คงใช้ทับศัพท์ดังนี้

         “เรเฟอเรนดัม การให้ประชากรออกเสียงลงคะแนนในปัญหาเกี่ยวกับการร่างกฎหมาย และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว”

         ส่วนในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้เก็บคำว่า “ประชามติ” ไว้เป็นลูกคำของคำว่า “ประชา” และใช้หมายถึงทั้งคำว่า plebiscite และ referendum ในภาษาอังกฤษ ดังนี้

         “ประชามติ น. มติของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่แสดงออกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือที่ใดที่หนึ่ง. (อ. plebiscite); มติของประชาชนที่รัฐให้สิทธิออกเสียงลงคะแนนรับรองร่างกฎหมายสำคัญที่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว หรือให้ตัดสินในปัญหาสำคัญในการบริหารประเทศ. (อ. referendum).”

         ถ้าเราอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่เกี่ยวกับการเมือง เราจะพบข่าวที่บางประเทศได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ลง “ประชามติ” ในปัญหาบางอย่างที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติอยู่บ้างเป็นครั้งคราว เช่น ในการที่จะรวมประเทศเข้ากับประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือจะแยกตัวออกจากประเทศใดประเทศหนึ่ง เพื่อตั้งเป็นรัฐใหม่เป็นต้น หรือบางทีก็อาจออกเสียง “ประชามติ” ได้เฉพาะในที่ใดที่หนึ่งโดยไม่จำเป็นจะต้องทั้งประเทศก็ได้

         คำพิเศษใหม่ ๆ เหล่านี้ ซึ่งไม่มีอยู่ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้น ส่วนมากได้เก็บไว้ในพจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ แล้ว ถ้าคำใดเป็นที่ยอมรับ และใช้กันจนติดแล้ว แต่ยังไม่มีอยู่ในพจนานุกรม ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ และท่านเห็นว่าควรเก็บเข้าในพจนานุกรมได้แล้ว ก็กรุณาแจ้งไปให้คณะกรรมการชำระปทานุกรม แห่งราชบัณฑิตยสถานทราบด้วย เราจะได้พิจารณาเก็บไว้ในพจนานุกรมเล่มใหญ่ต่อไป ดังในขณะนี้คณะกรรมการฯ ท่านได้พิจารณาคำที่ใช้ติดแล้ว แต่ยังไม่มีในพจนานุกรม ฉบับ ๒๕๒๕ เช่น คำว่า “แฟน” เป็นต้น เพื่อรวบรวมเก็บไว้ในพจนานุกรมเล่มใหญ่ต่อไปแล้ว.


ผู้เขียน : ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม
ที่มา : ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. ๒๕๒๘. หน้า ๓๒๘-๓๒๙.

จากหนังสือ 21 คำถามเกี่ยวกับประชาคม
(กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน   พ.ศ.2543)
1. ประชาคมคืออะไร ?
ประชาคม เป็นการรวมตัวของสมาชิกในชุมชน เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนด้วย ตนเอง เช่น การแก้ไขปัญหาชุมชน การวางแผนพัฒนาชุมชน การกำหนดข้อตกลงร่วมกันโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีวัตถุประสงค์หรือสนใจในเรื่องเดียวกัน เป็นการรวมตัวกันตามสถานการณ์หรือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครสั่ง สมาชิกที่มารวมกันมีส่วนร่วมกันคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการและร่วมรับผิดชอบอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันภายใต้ขอบเขตของกฎหมายและศีลธรรมอันดีของสังคม ทำให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้ด้วยกัน มีความรัก ความเอื้ออาทร ผูกพันต่อกันด้วยความรู้สึกสำนึกในความเป็นเจ้าของชุมชน คำว่าประชาคมนี้มีท่านผู้รู้หรือนักวิชาการบางท่านอาจเรียกว่า “ ประชาสังคม ” ซึ่งก็อยู่ในความหมายที่คล้ายคลึงกัน
2 ประชาคมเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ประชาคมเกิดเมื่อสมาชิกของกลุ่มซึ่งมีความเข้าใจเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของพลเมือง ซึ่งเป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ทำให้เกิดความคิด ความตระหนักถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาหรือจะเป็นความเดือดร้อนของชุมชน ทั้งที่ใกล้ตัวหรือเป็นเรื่องอนาคต หรือเป็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่จะให้มีขึ้นในชุมชน เพื่อประโยชน์ของชุมชนโดยรวม สมาชิกของชุมชนก็จะรวมตัวกันเพื่อช่วยคิด ช่วยทำในรูปแบบของประชาคม
3. ประชาคมเป็นของใคร ?
ประชาคมเป็นของสมาชิกในชุมชนทุกคน เช่น ชาวบ้าน ผู้นำกลุ่มต่าง ๆ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. กรรมการหมู่บ้าน หมอ ผู้นำศาสนา ครู นักกฎหมาย พระ เยาวชน แม่บ้าน มัคนายก ผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้าน หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่นอกชุมชนแต่สนใจที่จะมาให้การสนับสนุน ฯลฯ
4. ทำไมต้องมีประชาคม ?
ชุมชนเป็นของสมาชิกทุกคนในชุมชน เมื่อมีสถานการณ์หรือปัญหาใดก็ย่อมเป็นทั้งสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ โดยชอบของสมาชิกหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในชุมชนทุกคนมาร่วมกันคิด ร่วมกันทำโดยมีประชาคมเป็นที่ให้โอกาสแก่สมาชิกของชุมชน มีหน้าที่ร่วมกันแสดงความคิด เห็นตัดสินใจ และลงมือทำในเรื่องต่าง ๆ ที่ตรงกับความต้องการของชุมชน ด้วยความเชื่อมั่นว่าสมาชิกทุกคนสามารถคิดได้ ทำเป็น ถ้าเปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความสามารถ
5. เราได้อะไรจากการมีประชาคม ?
ชุมชนที่มีประชาคมจะทำให้สมาชิกของชุมชนได้เรียนรู้ ได้แสดงออกโดยการได้คิด ได้ทำ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตัดสินใจด้วยเหตุผล และข้อตกลงของสมาชิกจากประชาคมสามารถนำไปปฏิบัติ และเกิดผลดีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชน ฉะนั้น เมื่อมีปัญหาหรือสถานการณ์ใดในชุมชนก็ให้ใช้ประชาคมเป็นเวทีในการร่วมกันคิดร่วมกันตัดสินใจ ร่วมกันดำเนินการ และร่วมกันรับผิดชอบ
6. ประชาคมต้องมีสำนักงานหรือไม่ ?
ประชาคมไม่ใช่องค์การหรือหน่วยงานไม่ต้องมีสำนักงานแต่อาจใช้สถานที่ต่าง ๆ เป็นที่รวมตัวหรือพบปะกัน เช่น ลานวัด ศาลากลางบ้าน มัสยิด โรงเรียน ฯลฯ แล้วแต่สมาชิกเห็นว่าเหมาะสมและไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน จะทำตอนไหนก็ได้แล้วแต่สถานการณ์และโอกาส และเวลาว่างของสมาชิกส่วนใหญ่ในชุมชน
7. ใครตั้งประชาคม ?
ประชาคมเป็นกิจกรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในชุมชนประชาคมอาจเริ่มต้นจากสถานการณ์ แรงบันดาลใจ หรือจากกระแส หรือการกระตุ้นความคิดให้เกิดการรวมตัวกันของสมาชิกในชุมชนเองหรือจากบุคคล ข่าวสารภายนอกชุมชน เช่น เจ้าหน้าที่ สมาคม ชมรม สื่อมวลชน ฯลฯ ทำให้เกิดความต้องการร่วมกันหรือในเรื่องเดียวกัน
8. ประชาคมมีขนาดใหญ่เล็กเพียงใด ?
ประชาคมไม่จำกัดขนาดในการรวมตัวของสมาชิก จะมามากหรือมาน้อยก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการและความสนใจของสมาชิกที่มีต่อเรื่องที่เวทีประชาคมหยิบยกมาเป็นหัวข้อในการปรึกษาหารือ พูดคุยหาข้อมูลต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้มีการตัดสินใจ และทำอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน
9. คนนอกชุมชนจะมาร่วมประชาคมได้ไหม ?
ได้ เพราะประชาคมเป็นเวทีเปิด ต้องการความคิดเห็นและประสบการณ์ที่มีความหลากหลายจากคนที่เกี่ยวข้อง จะทำให้มีแง่คิด และการตัดสินใจที่รอบคอบมากยิ่งขึ้น
10. ในประชาคมทำอะไรกันได้บ้าง ?
ในประชาคมมีการคิด พูด ฟัง หาเหตุ หาผล และหาข้อมูลในเรื่องที่ประชาคมนำมาเป็นหัวข้อในการปรึกษาหารือ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้ได้คำตอบในเรื่องที่อยากคิดอยากทำ และอยากเห็นพร้อมร่วมทำตามข้อยุติของประชาคมอันเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน
11. ประชาคมคิดและทำเรื่องอะไรได้บ้าง ?
ประชาคมคิดและทำได้ทุกเรื่องที่สมาชิกของชุมชนสนใจ เช่น เรื่องเศรษฐกิจของชุมชน เรื่องการว่างงาน ปัญหายาเสพติด การขาดน้ำทำนา เรื่องการปลูกพืชปลอดสารพิษ เรื่องสิทธิ หน้าที่ และความเสมอภาค เรื่องการดูแลรักษาและแบ่งปันผลประโยชน์ในทรัพยากรของชุมชน ฯลฯ
12. ประชาคมมีปัญหาปรึกษาใคร ?
ปรึกษาใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นปลัดอำเภอ พัฒนากร ครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่เกษตรปราชญ์ชาวบ้าน นักพัฒนาจากภายนอกชุมชน ฯลฯ แล้วแต่ลักษณะของเรื่องราวที่ต้องการผู้รู้ที่มีความชัดเจน สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
13. ผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่ม ปราชญ์ชาวบ้าน มีบทบาทต่อประชาคมอย่างไร ?
ทุกกลุ่มชนต้องมีผู้นำ ผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่ม ปราชญ์ชาวบ้าน ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้เกิดประชาคมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะได้รับการยอมรับและความเชื่อถือจากสมาชิกของชุมชน สามารถเป็นผู้กระตุ้นและนำความคิดให้สมาชิกของชุมชนได้ตระหนักในบทบาทความรับผิดชอบที่ต้องทำเพื่อชุมชน จนเกิดการรวมตัวกันในรูปของประชาคมขึ้นได้
14. ประชาคมต้องรอให้ราชการจัดตั้งหรือไม่ ?
ประชาคมไม่ต้องรอให้ราชการสั่งการ เพราะประชาคมเป็นกิจกรรมทางสังคมที่สมาชิกของชุมชนมารวมตัวกันด้วยจิตสำนึกที่ต้องการแก้ไขปัญหาของชุมชน หรือมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อความเจริญก้าวหน้าของชุมชนหรือท้องถิ่น ซึ่งตนเป็นเจ้าของให้เป็นชุมชนน่าอยู่อาศัยหรือชุมชนที่มีคุณภาพ
15. ประชาคมมีกฎหมายรองรับหรือไม่ ?
ประชาคมไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ แต่การรวมตัวของสมาชิกในชุมชน เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ชุมชน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 อย่างไรก็ดี ประชาคมต้องมีกติกาของการอยู่ร่วมกันหรือวินัยของชุมชนที่จะไม่ดำเนินการใด ๆ ในสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ใช้กฎหมู่ ไม่แสดงความก้าวร้าวหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
16. มีงบประมาณในการทำงานของประชาคมไหม ?
ประชาคมไม่มีงบประมาณเฉพาะที่จะใช้เป็นค่าตอบแทน หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่สมาชิกของชุมชนที่มาร่วมกันคิด ร่วมทำในเวทีประชาคม แต่ข้อเสนอที่ได้จากการคิดร่วมกันของประชาคม มี 3 ลักษณะ คือ หนึ่ง เป็นข้อเสนอที่ประชาคมสามารถทำได้เองโดยไม่ต้องใช้เงิน หรือ สองเป็นข้อเสนอที่ประชาคมทำได้แต่ต้องขอความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น หรือ สามเป็นข้อเสนอที่ประชาคมไม่สามารถทำเองได้ต้องให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ ข้อเสนอข้อสองและข้อสามนี้อาจได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ ภาคเอกชน องค์กรต่างประเทศ โดยขึ้นอยู่กับข้อเสนอของประชาคมว่ามีความสอดคล้องกับเงื่อนไขของหน่วยงานที่จะให้การสนับสนุนได้หรือไม่เพียงใด
17. ประชาคมสิ้นสุดเมื่อใด ?
ประชาคมไม่มีวาระการดำรงอยู่ เพราะประชาคมเป็นกระบวนการทางสังคม ซึ่งเมื่อมีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจนเป็นวัฒนธรรมของชุมชน ก็จะกลายเป็นวิถีชีวิตของคนในชุมชน เมื่อใดที่มีปัญหาหรือสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น หรือมากระทบต่อสมาชิกชุมชน ก็จะเกิดจิตสำนึกที่จะมารวมตัวกัน ปรึกษาหารือในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง หรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด และการที่สมาชิกของชุมชนได้มาร่วมกิจกรรมกันบ่อยครั้ง ก็ยิ่งจะทำให้เกิดความรัก ความหวงแหน ความเป็นเจ้าของความภาคภูมิใจในถิ่นที่อยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น
18. เมื่อมีหน่วยปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ทำไมจึงต้องมีประชาคมอีก ?
การปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย คือ ต้องฟังเสียงประชาชน และให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วม การมีประชาคมจะเอื้ออำนวยประโยชน์ในการบริหารราชการของหน่วยงานปกครองท้องถิ่น ที่จะรับทราบปัญหาความต้องการของชุมชนได้ตรงตามความต้องการที่แท้จริง อันเป็นหัวใจของการให้บริการสาธารณะในหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั่นเอง
19. คำว่า “ ประชาคม ” กับคำว่า “ ชุมชนเข้มแข็ง ” มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ?
ประชาคมเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของชุมขนที่เข้มแข็ง ต้องมีประชาคมในชุมชนก่อน จึงจะเป็นทางไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง เพราะชุมชนเข้มแข็ง คือ ชุมชนที่สมาชิกของชุมชนมีความเข้าใจในสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ และมีความเชื่อว่าจะสามารถร่วมมือกันแก้ไขปัญหา และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้อย่างต่อเนื่องจนยั่งยืนกลายเป็นวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่จะยิ่งทำให้มีการเรียนรู้ร่วมกัน เกิดปัญญา สามารถพึ่งพาตนเองและดูแลรับผิดชอบชุมชนได้ในที่สุด
20. ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประชาคมเข้มแข็ง ?
ประชาคมจะเข้มแข็งได้โดย
1. สมาชิกตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบและความเป็นเจ้าของชุมชน
2 ชุมชนมีผู้นำที่เข้มแข็ง และเป็นแกนนำที่กระตุ้นให้สมาชิกของชุมชนยอมรับการทำงานเป็นกลุ่ม หรือการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการคิดและสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม
3. ปลอดจากการสั่งการหรือครอบงำความคิดของสมาชิกในชุมชนแต่พร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกได้เรียนรู้ คิด ทำ ให้มากที่สุด
4. ประชาคมมีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และมีความร่วมมือระหว่างประชาคม
5. ประชาคมมีกติกาและวินัยของชุมชนในการอยู่ร่วมกัน
21. มีตัวอย่างประชาคมที่เข้มแข็งไหม
มี เช่น กลุ่มคนรักเมืองเพชร มีผลงานในการรักษาแม่น้ำเพชร และสิ่งแวดล้อมเมืองเพชรบุรี กลุ่มฮักเมืองน่าน จังหวัดน่าน มีผลงานในการรักษาสิ่งแวดล้อมและลุ่มน้ำน่าน ประชาคมตำบลไม้เรียง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผลงานในเรื่องการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ ชมรมแม่วัก ตำบลปงยางคก จังหวัดลำปาง มีผลงานในเรื่องการพัฒนาอาชีพ และการรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
Posted : 15-10-2550 12:40:32 ip : 61...253

แสดงความคิดเห็น

ขณะนี้เว็บไซท์ได้ทำการติดตั้ง ระบบป้องกันข้อความอันไม่พึงปรารถนา แบบอัตโนมัติ (Automatic Spam Messege Fillter) ซึ่งอาจจะส่งผลให้การบันทึกความคิดเห็น ในบางกรณีเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าหากระบบปฏิเสธ การแสดงความคิดเห็นของท่าน ขอให้ท่านลองส่งใหม่อีกครั้ง ถ้าหากข้อความข้อท่าน ไม่ใช่ข้อความอันไม่พึงปรารถนา ก็จะสามารถส่งได้เป็นปกติ

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !

เงื่อนไขในการใช้บริการ

เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ
  • ทางเว็บ ไม่มีส่วนรับผิดชอบในข้อความใดๆ ที่ทางผู้ดูแลระบบ หรือ web master ไม่ได้เขียน ไม่ว่าจะเป็นของเจ้าหน้าที่ หรือผู้เยี่ยมชม ท่านไหนก็ตาม เราจะไม่รับผิดชอบในความถูกต้อง ความครบถ้วนสมบูรณ์ ความมีประโยชน์ และเนื้อหาของข้อความเหล่านั้นในทุกๆ กรณี ท่านจะต้องใช้วิจารณญาณ และดุลพินิจของท่านในการพิจารณา
  • ข้อความของเจ้าหน้าที่ และผู้เยี่ยมชมแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมอง และความคิดเห็นของเว็บนี้
  • แม้ทางเว็บจะมีระบบกรองข้อความ เพื่อคัดเฉพาะความคิดเห็นที่ทางทีมงานเห็นว่าน่าจะเหมาะสม แต่ก็อาจจะเกิดความผิดพลาดในการคัดกรองข้อความได้ เนื่องจากปริมาณข้อความในแต่ละวัน ทำให้ต้องใช้ทีมงานในการอนุมัติหลายท่าน และมุมมองของทีมงานแต่ละท่านก็ไม่เหมือนกัน ถ้าท่านมีความรู้สึกว่า ข้อความใดๆ ขัดแย้งกับความคิดเห็นของท่าน ท่านสามารถติดต่อทีมงาน เพื่อให้ลบข้อความเหล่านั้นได้ ทางทีมงานจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการพิจารณา เพื่อกำจัดข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ถ้าทางทีมงานเห็นพ้องกันว่าข้อความเหล่านั้นควรจะถูกลบออก
  • สมาชิกที่ใช้บริการยืนยัน ที่จะไม่ใช้บริการของทางเว็บ และ เว็บบอร์ด ในการแสดงความคิดเห็น, ส่งรูป, ส่งไฟล์ใดๆ ที่เป็นความเท็จ, ไม่ถูกต้อง, หยาบคาย, ทำลายชื่อเสียง, รังเกียจ, ลบหลู่, คุกคาม, ลามก, รบกวน, รุกราน สมาชิกท่านอื่นๆ, ผู้พัฒนาเว็บไซต์ และสถาบันทุกๆ สถาบัน ที่สมาชิก และผู้พัฒนาเว็บไซต์ให้ความเคารพ หรือ ทำให้สมาชิกท่านอื่น และผู้พัฒนาเว็บไซต์ลำบากใจ หรือละเมิด ขนบ ทำเนียม ประเพณี และกฏหมายใดๆ ของบ้านเมือง

เนื่องจากข้อความที่ปรากฏบนกระทู้ ถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น หรือเรื่องราวที่พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ