หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

เก็บเรื่องมาฝาก

ร่าง พ.ร.บ.น้ำ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

by NathonCity » @October,25 2007 22.04 ( ip )

จาก มติชน (ออนไลน์)
วันที่ 8 ตุลาคม พศ. 2550

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ
โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด




ในขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.น้ำ กำลังเข้า สนช. รัฐบาลคงหวังจะให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงชิ้นหนึ่ง ผู้เขียนซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้เรื่องน้ำ ก็อดจะแสดงความเห็นเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งไม่ได้


หมวดที่สำคัญคือ หมวด 2 ว่าด้วยสิทธิในน้ำ


มาตรา 8 ในร่าง พ.ร.บ.นี้กำหนดให้น้ำเป็นของส่วนรวม บุคคลมีสิทธินำมาใช้ได้ตามที่จำเป็นและสมควร แต่ไม่ระบุว่าสมควรหมายความว่าอย่างไร จึงต้องตามไปดูที่มาตรา 45 ซึ่งว่าด้วยเรื่องการจัดสรรน้ำ สำหรับมาตรา 45 นี้การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะแบ่งเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ


(1) การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


(2) การใช้น้ำประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปา และกิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


(3) การใช้น้ำประเภทที่สาม ได้แก่ การใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมากหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำหรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวางตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


ดังนั้น หากใครได้ใบอนุญาตก็คงตีความว่ามีการใช้น้ำที่จะเป็นประโยชน์ตามสมควร


ร่าง พ.ร.บ.ไม่ได้กำหนดว่า เวลาขาดแคลนน้ำ ผู้ใช้น้ำประเภทไหนจะมีสิทธิได้ก่อน เพียงแต่กำหนดในมาตรา 11 ว่าให้ รัฐมนตรีมีอำนาจให้มีการเฉลี่ยน้ำโดยมีการชดเชย


ที่น่ากังวลก็คือ ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้พอขาดแคลนน้ำ รัฐจะมีข้อมูลการใช้น้ำแต่เฉพาะผู้ใช้น้ำรายขนาดกลางและขนาดใหญ่ หรือประเภท 2 และ 3 เท่านั้น แล้วผู้ใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคที่รัฐไม่มีข้อมูลจะได้การคุ้มครองอย่างไรนั้นไม่ชัดเจน


ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นก็คือที่ระยอง เมื่อน้ำขาดแคลนรัฐบาลกลางเอาท่อขนาดยักษ์มาสูบน้ำคลองไปให้นิคมฯ จนน้ำขอดคลองเป็นที่เดือดร้อนกันถ้วนหน้า จึงไม่แน่ใจว่ากฎหมายใหม่จะคุ้มครองผู้ใช้น้ำรายย่อยริมคลองหรือไม่


ร่าง พ.ร.บ.นี้มุ่งการสร้างกติกาการจัดการน้ำในกรณีที่วิกฤตก็จริง แต่การกำหนดให้สิทธิลอยๆ ระนาบเดียวตามกฎหมายนี้ จึงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่ระยองไม่ได้ หรือในภาคเหนือที่ชาวบ้านพื้นราบแบกจอบแบกเสียมไปรื้อท่อชาวบ้านที่ปลูกลิ้นจี่ในที่สูงเพราะแย่งน้ำกัน ยิ่งไปกว่านี้ ร่าง พ.ร.บ.นี้ยังละเลยการให้ความสำคัญกับน้ำในระบบนิเวศ ไม่มีหลักประกันให้แก่การใช้น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ เช่น การผลักดันน้ำเค็ม น้ำเพื่อชีวิตสัตว์ พื้นที่ชุ่มน้ำ ตลอดจนชีวิตพืชพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งควรกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่าสิทธิการได้ใช้น้ำเพื่อดำรงชีพ และเพื่อรักษาระบบนิเวศเป็นสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครองก่อนคือเป็นลำดับแรก


ผู้เขียนขอขันอาสาการกำหนดสิทธิดังนี้


สิทธิในลำดับแรกน่าจะได้แก่ บริโภค อุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การรักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้น้ำเพื่อระบบนิเวศ การใช้น้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็ม และการใช้น้ำเพื่อการขนส่ง จำเป็นต้องมีน้ำต้นทุนจำนวนหนึ่ง


สิทธิลำดับที่ 2 น่าจะได้แก่ เกษตรกรที่ทำการเกษตรพอเพียงในครอบครัวไม่ใช่การค้าเป็นอาชีพหลัก (ไม่เกิน 2 ไร่) ผู้ที่ถูกทางการขอให้ใช้พื้นที่เป็นที่พักน้ำ (แก้มลิง) ในฤดูฝน ในกรณีรัฐไม่ได้ชดเชยเต็มที่


สิทธิการใช้น้ำลำดับสุดท้าย (ที่ 3) จะเป็นเรื่องการใช้น้ำเพื่อทำมาค้าขาย ดังนั้น ผู้ใช้น้ำประเภท 2 และ 3 ตาม พ.ร.บ.นี้เป็นการใช้น้ำเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการจัดสรรสิทธิและการให้ใบอนุญาตผู้ใช้น้ำจึงเป็นการจัดสรรสิทธิลำดับ 3 เท่านั้น


ในยามขาดแคลน สิทธิลำดับที่ 1 และ 2 ควรได้ก่อน ที่เหลือก็แบ่งกันตามสัดส่วนตามใบอนุญาต ถ้าใครอยากได้สัดส่วนที่สูงกว่าก็ไปเจรจาซื้อขายกันเอาเองไม่เห็นจะต้องไปชดเชยกัน ยกเว้นว่าเป็นการไปนำน้ำทางเศรษฐกิจในลุ่มอื่นมาใช้ก็ต้องชดเชยให้คนที่สูญเสีย


นอกจากนี้ พ.ร.บ.ควรจะระบุกรอบหรือแนวทางของการให้ใบอนุญาตไว้ เช่น


การขอและให้อนุญาตการใช้น้ำผิวดิน (surface water) ต้องประกาศให้ทราบทั่วกันทั้งลุ่มน้ำ เพื่อให้ผู้ใช้น้ำอยู่ก่อนมาขอทั้งลุ่มน้ำ


การให้ใบอนุญาตต้องระบุจำนวนน้ำที่ต้องการแต่ละเดือนในฤดูแล้ง (เริ่ม 1 ม.ค.- 1 มิ.ย.) ต้องกำหนดช่วงของใบอนุญาต และระบุเงื่อนไขของการถอนใบอนุญาต เมื่อไม่ใช้น้ำหรือทำให้ระบบนิเวศน้ำเสียหาย


นอกจากจะกำหนดปริมาณแล้ว ขอให้กำหนดช่วงเวลาและเงื่อนไขด้านคุณภาพด้วย เช่น คุณภาพน้ำ (BOD, DO, TSS) และในกรณีที่โรงงานนำน้ำไปลดความร้อน (เช่น หล่อเย็น) ต้องระบุความรับผิดชอบต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ จึงต้องกำหนดให้คืนน้ำในอุณหภูมิที่ธรรมชาติรับได้


หากจะให้ใบอนุญาตต้องระบุว่า ผู้ได้รับอนุญาตยังจะต้องเสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เช่น ภาษีมลพิษทางน้ำ ค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ ฯลฯ ซึ่งทางกระทรวงการคลังกำลังร่างกฎหมายอยู่


เรื่องน้ำเป็นเรื่องคอขาดบาดตายยิ่งกว่าป่า ขอให้พิจารณากันให้รอบคอบ อยากให้นักกฎหมายของ สนช. เอากรณีพิพาทที่มีอยู่มาเป็นตัวโจทย์ แล้วดูสิว่ากฎหมายที่กำลังพิจารณาจะแก้ไขปัญหาชาวบ้านได้หรือเปล่า


หวังว่ารถไฟขบวนสุดท้ายนี้ จะยังไม่สายเกินไป



ที่มา www.matichon.co.th
Comment #1
บิ๊กบัง
Guest
สมุยเกี่ยวเปล่าเนี่ย หรือ ไม่ต้องสนใจ ยังไงก็ อาร์ โอ (แพงน่าดู)
Posted @October,28 2007 14.44 ip : 125...209

แสดงความคิดเห็น

ขณะนี้เว็บไซท์ได้ทำการติดตั้ง ระบบป้องกันข้อความอันไม่พึงปรารถนา แบบอัตโนมัติ (Automatic Spam Messege Fillter) ซึ่งอาจจะส่งผลให้การบันทึกความคิดเห็น ในบางกรณีเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าหากระบบปฏิเสธ การแสดงความคิดเห็นของท่าน ขอให้ท่านลองส่งใหม่อีกครั้ง ถ้าหากข้อความข้อท่าน ไม่ใช่ข้อความอันไม่พึงปรารถนา ก็จะสามารถส่งได้เป็นปกติ

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !