หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

เก็บเรื่องมาฝาก

เบื่อการเมือง-วิธีทำใจ พระพรหมคุณาภรณ์ชี้แนะ

by NathonCity » @December,05 2007 10.07 ( ip )

จาก ข่าวสด (ออนไลน์)
วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 17 ฉบับที่ 6215 ข่าวสดรายวัน




หมายเหตุ : บทความนี้ เป็นการสนทนา ระหว่างพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) และคณะบุคคล ตัดตอนจากหนังสือ "เบื่อการเมือง : เรื่องขุ่นใจก่อนเลือกตั้ง พระพรหมคุณาภรณ์บอกวิธีทำใจ" ตีพิมพ์ในวาระมงคลวารรอบปีอายุ พล.อ.น.พ.ดำรง ธนะชานันท์ เดือนธันวา คม 2550 ขอขอบพระคุณต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายไว้ ณ ที่นี้



ผู้ถาม : เหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบันมีความน่ากลัว วิธีที่กระผมเลือกกระทำก็คือ ไม่ดูทีวี ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่อยากเห็นหน้านักการเมืองบางคนที่มีประวัติไม่ดี แล้วผมก็ไปอยู่พัทยา เพื่อหนีจากเรื่องราวเหล่านี้

อยากจะกราบเรียนถามว่า วิธีที่ถูกคืออย่างไร


พระ : ต้องบอกไว้ก่อนว่า เรื่องการเมืองนี่ พระไม่ยุ่งด้วยนะ แต่พระต้องพูดนะ เรื่องธรรมะสำหรับการเมือง สำหรับคราวนี้ ดูเหมือนจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาของคนที่มีความทุกข์เพราะการเมือง

ทีนี้ ที่พูดมานั้นก็เป็นการแสดงความเบื่อหน่ายต่อนักการเมือง แล้วก็เลยพลอยเบื่อการเมืองคลุมไปหมดเลย

เรื่องที่ถามนั้น ก็ต้องมองเป็นขั้นๆ ไป การที่จะไม่ยอมรับรู้ ปิดหูปิดตาไปเลย ก็หนักไปหน่อย อาจถือว่าสุดโต่งไปข้างหนึ่ง

แต่ถ้าเราจะติดตามเรื่องเอาจริงเอาจังหนักไป จนกระทั่งเสียการเสียงานของเรา ใจไม่อยู่กับงาน ก็สุดโต่งไปอีกข้างหนึ่ง

ความพอดีอยู่ที่ไหน? สำหรับคนทั่วไป คือไม่ใช่คนที่มีหน้าที่ หรือเอาใจใส่เรื่องนั้นโดยเฉพาะ ความรู้เรื่องราวที่เป็นสภาพแวดล้อม ก็จำเป็น นี่เรามองในระดับประเทศชาติสังคมทั้งหมด

ลองมองง่ายๆ ถ้าเราไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง หรือเราต้องไปพักที่ไหนสักแห่งหนึ่ง เราก็น่าจะต้องรู้สภาพแวดล้อมที่นั่นว่าเป็นอย่างไร รู้จักบริเวณนั้นว่าปลอดภัยไหม ทางหนีทีไล่เป็นอย่างไร มีอะไรที่เป็นข้อมูลทั่วไปพอให้ทราบไว้ เพื่อว่าเราจะอยู่ได้โดยมีความสบายใจพอสมควร อย่างน้อยในแง่ความมั่นคงปลอดภัยของตัวเราเอง

อันนี้อาตมาคิดว่า มันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ นี่มองในแง่กว้างออกไปเป็นประเทศชาติ

สังคมนี้ ก็เป็นสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ มีอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องกระทบตัวเรา กระทบคนที่เรารัก กระทบคนและกิจการที่เรารับผิดชอบ เราจึงต้องรู้ไว้ พอให้มองอะไรๆ ออกบ้าง พอจะวางตัวได้ในสถานการณ์ที่เป็นไป อย่างน้อยในจิตใจก็พอจะมีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยพอสมควร มิฉะนั้น ความไม่รู้นี้ มันจะทำให้เราปรับตัวไม่ได้ทันการณ์

เหมือนอย่างข่าวการบ้านการเมืองที่เป็นไปอยู่ มีอะไรเกิดขึ้น ในฐานะชาวบ้านหรือคนทั่วไปที่อยู่ในสังคมนี้ เราควรรู้ว่า ขณะนี้บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้นะ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อจะมีการเลือกตั้งใหม่ สภาพการเลือกตั้งยังไม่มั่นคงแน่นอน พรรคการเมืองต่างๆ มีเรื่องแก่งแย่งคน ชิงดีชิงเด่นกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ คือเราก็รู้ทัน ฟังข่าวแล้วพอจับเรื่องได้ ไม่ถึงกับต้องติดตามเอาจริงเอาจัง



ผู้ถาม : พอเห็นเหตุการณ์ ก็พอรู้แล้วว่า มันจะยุ่งละ เราก็ไม่รับฟังเสียเลย เพราะมันบั่นทอนจิตใจของเราตลอดเวลา


พระ : ทำอย่างนั้นไม่ได้ เราต้องรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นเป็นไปในสังคมไทย ในบ้านเมืองไทย เอาแค่พอรู้เรื่องเท่านั้น ปัญหาอยู่ที่การวางใจของเราต่างหาก สิ่งที่ผ่านไปผ่านมา หรือเราเดินทางผ่านไป เราก็ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ เราจะปิดตาไม่ยอมมอง ปิดหูไม่ยอมฟังอย่างนั้น คงไม่ถูกต้อง เราควรรับฟัง ดู เห็นไปตามที่มันเป็น แต่เราไม่เอาใจไปหมกมุ่นกับมัน มองโดยวางท่าทีแบบรู้ แต่ไม่ต้องไปรู้สึกอะไร

"รู้" นี่สำคัญมาก ถึงแม้ว่าเราจะไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เราก็ต้องรู้หรือควรจะรู้มัน เราเอาแต่ความรู้ ความรู้สึกเราไม่ยุ่ง ถ้าเกิดความรู้สึกขึ้นมา เราก็รู้ว่าเรามีความรู้สึกนั้น แค่นั้นพอ ไม่ต้องตามมันไป พอได้ความรู้แล้ว ก็กลับมาอยู่กับเรื่องของเราต่อไป

ตอนนี้ ปัญหาอยู่ที่ว่า บางทีเราไม่แยกระหว่างความรู้กับความรู้สึก พอรู้อะไร ความรู้สึกก็มาทันที เพราะว่าพอรู้ก็มี ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ชอบใจ หรือไม่ชอบใจ นี่คือรู้สึก แล้วแทนที่จะอยู่กับความรู้หรือเก็บความรู้ต่อไป เราก็เลยไถลไปกับความรู้สึก นี่คือผิดทาง

พอชอบใจ ไม่ชอบใจ เรื่องก็ยืดต่อ ที่ชอบก็คิดไปอย่างหนึ่ง ที่ไม่ชอบก็คิดไปอีกอย่างหนึ่ง ในกรณีนี้ เมื่อไม่ชอบ ใจคอก็ขุ่นมัวหม่นหมอง กังวลวุ่นวาย อะไรต่างๆ บางทีก็พลอยเสียไปหมด

ในทางที่ถูก เมื่อรู้สึกไม่ชอบใจ ก็ให้รู้ตัวว่าเราไม่ชอบใจ แล้วก็จบ แต่ตอนนั้นเราได้ความรู้ไปแล้ว ด้านไม่พอใจเป็นความรู้สึก เราก็เอาความรู้มามองความรู้สึกของเราด้วยว่า เรามีเหตุผลไหมว่า ทำไมเราจึงไม่พอใจ ถ้าเราเห็นว่า เรามีเหตุผล ความรู้สึกนี้ก็จะช่วยในการจับจุดจับแง่และเลือกความรู้ และช่วยเราในการป้องกันตัว

ความรู้สึกก็มีประโยชน์เหมือนกัน ความรู้สึกไม่พอใจ ไม่สบายใจ ความรู้สึกทุกข์ มันช่วยกระตุ้นเตือนคน ถ้าเราใช้เป็น ก็ใช้มันเป็นตัวส่งเรื่องต่อไปให้ปัญญา การที่เราไม่พอใจนี้ อาจจะมีเหตุผลว่าสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องไม่ดี มีอันตราย เราจะได้เตรียมตัวรับมือ ตั้งรับมัน หรือปฏิบัติต่อมันได้ถูก

ถ้าไม่รู้เลยจะลำบากมากนะ พอเกิดอะไรขึ้นมา ก็มองไม่ออกว่าสถานการณ์นี้มันมาอย่างไร จะไปอย่างไร ความรู้เท่าทันนี่ต้องมีเป็นธรรม ดา เพียงแต่ให้แยกออกมาได้จากความรู้สึก ต้องไม่ให้ความรู้สึกมาครอบงำจิตใจ หรือมามีอิทธิพล ที่จะทำให้เกิดปัญหาแก่จิตใจของเราต่อไป

คนเราจะอยู่ดีต้องมีความรู้ ซึ่งสำคัญมาก ต้องแยกความรู้กับความรู้สึกให้ได้ และมันก็เป็นการฝึกตัวเราอย่างหนึ่งด้วย





ผู้ถาม : สถานการณ์บ้านเมืองทุกวันนี้ คนดีก็ไม่อยากไปยุ่ง เพราะรู้สึกว่ามันต้านกระแสไม่ไหว คนมีประวัติด่างพร้อยเข้ามาเต็มไปหมด เราจะอยู่อย่างไร


พระ : เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่เป็นปัญหาระยะยาว อีกชั้นหนึ่งซึ่งกว้างกว่านั้นก็คือ สภาพสังคมมีค่านิยมที่เป็นปัญหาด้วย มันจึงไม่เอื้อ ค่านิยมของสังคมไม่ได้เชิดชูคนดี เพราะฉะนั้น คนดีก็ไม่มีกำลัง

ถ้าหากว่าตัวสังคม คือประ ชาชน มีค่านิยมเชิดชูคุณธรรม เชิดชูคนดี ยกย่องคนดี ก็จะยกคนดีให้มีกำลังเอง ไปสู้ได้ ทีนี้ องค์ประกอบด้านกำลังหนุนอันนี้มันไม่มี

เราอาจจะมองอย่างคนกลัวการเมืองแบบที่ว่า เมื่อเห็นว่ามีแต่คนไม่ดี ก็เลยไม่กล้าเข้าไป ถ้าอย่างนั้น เราก็อาจจะไปเดินทางด้านอื่น โดยคิดในระยะยาวว่าจะต้องทำอย่างไรในการที่จะแก้ปัญหานี้ แล้วก็อาจจะคิดได้วิธีการที่ออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปเข้าสนามเดียวกับเขา

เรารู้อยู่แล้วว่าสนามนี้มันเล่นโกงเราแน่ เราตายแน่ เราจะไปเข้าสนามนี้ทำไม เราก็ไปหา สนามอื่น มันต้องคิดหาทาง ออก เอาทางเลือกอื่น เหมือน พระพุทธเจ้าบำเพ็ญทุกรกิริยานักหนาแล้ว นานตั้ง 6 ปี ทำอย่างเต็มที่จนไม่มีใครจะทำแบบนี้ได้ ก็ไม่ตรัสรู้ อย่างนี้ก็เลิกได้แล้ว พระองค์เลิกล้มวิธีนั้น แต่พระองค์ไม่ได้คิดเลิกล้มการตรัสรู้ ทรงคิดว่ามันน่าจะมีทางอื่น ทางนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ได้ผล ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการ อย่างที่ว่าไปใช้วิธีการแห่งปัญญา ฯลฯ

เป็นทางเลือกของสังคมไทยว่าจะเอา"ธรรมะ" หรือจะเอา"ธนะ" คนไทยมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ที่จะใช้สิทธิในการเลือกนี้ และคนไทยก็รู้ด้วยว่าที่ถูกนั้นต้องเอาธรรมะ

แต่ถ้าไม่เลือกธรรมะ กลับไปเอาธนะ ก็เพราะใจนี่แหละไม่เป็นไท ใจนั้นจึงไม่มีเสรีภาพที่จะเลือกเอาสิ่งที่ถูกต้อง หมายความว่า คนไทยที่ใจไม่เสรี ก็ไปใช้เสรีภาพที่จะเลือกเอาธนะ ฯลฯ

เราสามารถช่วยสังคมได้เป็นระดับๆ เป็นขั้นๆ ตามกำลังอิทธิพลในฝ่ายดีของเรา อย่างน้อยเราก็เป็นตัวหน่วงเหนี่ยวสังคมไว้ไม่ให้เลื่อนไหลไปลงเหวไวเกินไป และถ้าเรามีกำลังมาก เราก็อาจจะมาต้าน มาดึงสังคมไว้ได้บ้าง เรียกว่า ช่วยกันทำในรูปแบบต่างๆ พอจะถ่วงจะตรึงไว้ เพราะว่าสภาพทั่วไปมันไม่เอื้อ

เราไปเกี่ยวข้องกับสังคมนี้ ที่มีสภาพอย่างนี้ ที่จุดใดก็ตาม แม้แต่งานของเรา งานที่เรารักเราชอบมีคุณค่า เราอาจเห็นว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่มันมีแง่โยงกันจนได้ บางทีสถานการณ์ของสังคมมันเป็นไปเอง มันมาโยงกับงานของเราจนได้



ผู้ร่วมสนทนา : เราต้องมีจุดยืน ถ้าเป็นคนที่ขึ้นมาด้วยคอร์รัปชั่นหรืออะไรแบบนั้น สังคมจะต้องไม่เคารพนับถือ


พระ : สังคมทุกวันนี้ไม่มีหลัก สังคมนี้ ถ้าได้หลักแค่ 3 ข้อต้นของมงคลสูตร คือ ไม่คบพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา สังคมก็ไปรอดแล้ว แต่คนไทยเวลานี้ แค่ 3 ข้อต้นนี้ก็ยังไม่ได้ จะไปรอดได้อย่างไร นอกจากจะไม่ได้ ยังไปทางตรงข้าม สวนทางไปเสียอีก แล้วจะพ้นอัปมงคลได้อย่างไร

สังคมนี่บางทีต้องถูกกระทบหรือกระแทกอย่างแรง เช่น มีเหตุร้าย มีภัยอันตรายรุนแรง ก็อาจจะตื่นขึ้นมาบ้าง แต่ในระยะยาว ถ้ากระแสเสื่อมนี้มันแรงอยู่นานไป เชื้อดีจะพลอยหมดไปด้วย



ผู้ร่วมสนทนา : ในสังคมบางประเทศ คนดูเหมือนจะอยู่กับหลักการได้ดี ไม่ค่อยมีเรื่องความรุนแรง แต่ทั่วๆ ไปนั้น เวลานี้ ปัญหาความรุนแรงเป็นเรื่องใหญ่ของโลก เราจะอยู่กันอย่างไรในโลกที่เป็นอย่างนี้


พระ : ในบางประเทศนั้น บางทีต้องแยกแยะลึกลงไป เช่น บางแห่งกระทบกระทั่งกันในเรื่องทั่วๆ ไป ไม่เป็นไร แต่มีบางเรื่องกระทบไม่ได้เลย ต้องลงไม้ลงมือกันถึงตายไปเลย

หลักการของพระพุทธศาสนา คือ อย่าไปสุดโต่ง ดูนะ

สุดโต่งข้างหนึ่ง คือใช้กำลัง หรือรุนแรงเข้าใส่กัน มีกำลังเท่าไร ใช้ให้หมด ฆ่ากันเลย เอาชนะให้จบสิ้นกันไป

อีกสุดโต่งหนึ่ง คือ ยอมเขาไป ไม่ทำอะไร อย่างชาวพุทธบางทีก็คิดว่า เวรระงับด้วยการไม่จองเวร เลยปล่อย เขาจะทำอะไรก็ยอม ไม่จองเวร ดีไม่ดีเข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนอย่างนั้น แต่นี่คือสุดโต่ง

ที่จริงแล้ว ท่านสอนมากเหลือเกิน แต่เราไม่เอามาใช้ คือเราต้องพยายามให้เขาทำอะไรเราไม่ได้ด้วย และต้องพยายามชนะโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงด้วย ชาดกต่างๆ ในพระพุทธศาสนามีเรื่องเล่าไว้แบบนี้

เอาเรื่องมโหสถเป็นตัวอย่าง เราไม่ได้ทำอะไรเขา เราอยู่ของเราดีๆ ต่อมา อีกประเทศหนึ่งเขาต้องการความยิ่งใหญ่ ก็ยกทัพมาบุก ทีนี้ ทำอย่างไรจะสู้เขาได้ มโหสถว่าเราต้องรักษาบ้านเมืองของเราไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน นี่เป็นอันว่าไม่ใช่ปล่อยให้เขาทำร้าย แต่เราจะทำอย่างไร

หลักการก็คือต้องให้เขาทำอะไรเราไม่ได้ ให้เขายอมแพ้ แต่เราก็จะไม่ทำร้ายเขาด้วย นี่ยากที่สุด พุทธศาสนิกต้องมีความสามารถขนาดนี้ หมาย ความว่าต้องพัฒนาตนอย่างยิ่ง เช่นต้องมีปัญญาอย่างเยี่ยมยอด เป็นต้น

มโหสถคิดวางแผน ใช้วิธีการถ่วงเวลาทัพศัตรูที่มารุกรานไว้ ตัวเองมีความสามารถมาก ถึงกับไปตลบหลังที่บ้านเมืองเขา ไปจัดการกับพวกราชวงศ์ ตั้งแต่มเหสีเป็นต้นไป ให้อยู่ในเงื้อมมือ พอพร้อมถึงเวลาก็เปิดเผยว่าเรื่องเป็นอย่างนี้แล้ว จะยอมหรือไม่ ฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่มีทางแก้ไข ก็ต้องยอมจำนน

เมื่อเขายอมแล้ว มโหสถก็ไม่ได้ไปทำอะไรเขา แต่ให้เขารู้ว่าเรามีหลักการอย่างนี้ๆ ฝ่ายนั้นตกลงว่า หนึ่ง ยอมเลิกรา ไม่รบ สอง เป็นมิตรกันต่อไป เพราะทางฝ่ายเราก็ไม่ได้ต้องการจะไปครอบครองประเทศของเขา ไม่ได้ต้องการให้เขาแพ้อะไรด้วย ก็เป็นอันว่าสงบศึก หมายความว่าชาวพุทธต้องทำให้ได้ขนาดนี้ ต้องมีความสามารถพิเศษอย่างมาก

นี่คือแนวคิดพุทธ ซึ่งหายากที่จะมีใครคิดแบบนี้ ส่วนมากจะคิดแค่ว่าทำอย่างไรจึงจะชนะเขา แล้วก็มุ่งที่จะฆ่า จะทำร้ายกัน ก็ต้องยอมรับว่า วิธีแบบพุทธนี่ทำได้ยากมาก แต่ถ้าจะให้โลกมีสันติ ก็ต้องพยายามทำตามหลักธรรมวิชัยนี้ให้ได้ มิฉะนั้นก็อยู่ในวังวนแห่งสงครามและความขัดแย้งกันต่อไป จนกว่าอารยธรรมจะพินาศ



ผู้ร่วมสนทนา : วิธีพุทธนี่ซุนหวู่เอาไปใช้นะครับ มีปรากฏในตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ รบโดยที่ไม่ใช้กำลังเป็นการรบที่ดีที่สุด เป็นการรบชั้นเลิศ ซุนหวู่อาจศึกษาแนวคิดพุทธศาสนา เพราะซุนหวู่เกิดทีหลังพระพุทธเจ้า


พระ : อาจจะแค่คล้าย ไม่ถึงกับเหมือน จุดหมายอาจไม่ตรงกันทีเดียว สรุป วิธีปฏิบัติต่อความรุนแรง 3 แบบ

แบบที่ 1 เขาจะทำอะไร ถึงตัวจะย่อยยับ ก็แล้วไปแล้ว ไม่ทำอะไรเขา ปล่อยไปเลย

แบบที่ 2 ตอบโต้เต็มที่ แรงมาก็แรงไป เอาความรุนแรงเข้าใส่กัน มีกำลังเท่าไร ใช้ให้หมด ทำลายล้าง ฆ่ากันเลย เอาชนะให้จบสิ้นกันไป

แบบที่ 3 มีความสามารถเหนือเขา ถึงขั้นที่พวกใช้ความรุนแรงทำอะไรเราไม่ได้ และใช้อหิงสาวิธีสยบความรุนแรง ทำให้เขาต้องยอมรับสันติโดยดี

แบบที่ 1 เป็นทางของความประมาท หรือทางของพวกที่เข้าใจผิดในหลักการแห่งสันติ แบบที่ 2 คือที่ปฏิบัติกันอยู่ทั่วไป จนโลกนี้อยู่ในภาวะเสี่ยงภัยแห่งความพินาศในบัดนี้ แบบที่ 3 คือทางของมนุษย์ที่พัฒนาอย่างสูง ซึ่งทำได้ยาก แต่เป็นทางเดียวที่จะให้โลกลุถึงสันติภาพได้



หน้า 24



ที่มา www.khaosod.co.th
Comment #1
เสดพีร์ Guest
Posted @December,10 2007 10.00 ip : 202...177
อ่านเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือ "เบื่อการเมือง : เรื่องขุ่นใจก่อนเลือกตั้ง" ได้ที่ http://www.oknation.net/blog/chao/2007/11/30/entry-1

แสดงความคิดเห็น

ขณะนี้เว็บไซท์ได้ทำการติดตั้ง ระบบป้องกันข้อความอันไม่พึงปรารถนา แบบอัตโนมัติ (Automatic Spam Messege Fillter) ซึ่งอาจจะส่งผลให้การบันทึกความคิดเห็น ในบางกรณีเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าหากระบบปฏิเสธ การแสดงความคิดเห็นของท่าน ขอให้ท่านลองส่งใหม่อีกครั้ง ถ้าหากข้อความข้อท่าน ไม่ใช่ข้อความอันไม่พึงปรารถนา ก็จะสามารถส่งได้เป็นปกติ

กรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิก กรณีที่ท่านเป็นสมาชิก
ชื่อผู้ตั้งหัวข้อ  ! username
อี-เมล์ password
ข้อความ :: !