เก็บข่าวมาเล่า
เปิดปูมประวัติหลวงพ่อพริ้ง(จบ) วัตถุมงคลดังเมืองสุราษฎร์ธานี
วันที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2550
ปีที่ 17 ฉบับที่ 6219 ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ มุมพระเก่า
สรพล โศภิตกุล
รูปเจดีย์นี้หมายถึง เจดีย์วัดหน้าพระลาน ตำบลแม่น้ำ อำเภอเกาะสมุย ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิของพ่อเฒ่าขรัวพุทธสรณ์ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวไว้ในพระราชหัตถเลขา เรื่อง "เสด็จประพาสแหลมมลายู" วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2432 ความว่า
"ที่ข้างแหลมเรียกว่า หน้าพระลาน...มีพระเจดีย์เป็นซุ้มคูหาสี่ด้านซ้อนสามชั้นสูงประมาณสามวา อยู่ในกลางที่นั้นองค์หนึ่ง ว่าเป็นที่บรรจุกระดูกขรัวพุดสอน ราษฎรนับถือกัน ถึงปีมาก่อพระทราย ถ้าเจ็บไข้ก็มาตั้งน้ำมนต์"
สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข (สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช) ทรงนิพนธ์ถึงขรัวพุทธสรณ์ไว้ในหนังสือ "ชีวิวัฒน์" ตอนหนึ่งว่า
"ท่านขรัวพุดษรเป็นพระมาแต่ครั้งแผ่นดินขุนหลวงตาก"
นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ขรัวพุทธสรณ์มีชีวิตอยู่ในสมัยกรุงธนบุรี และสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดแต่ครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา มีคำบอกเล่าสืบกันมาถึงปูมหลังของขรัวพุทธสรณ์ว่า แต่ครั้งยังเด็กเป็นลูกทาสในเรือนเบี้ย บ้านของนายทาสอยู่ละแวกบ้านหน้าเมืองเกาะสมุย
มีหน้าที่เลี้ยงควายให้นายทาส แต่ด้วยความที่เป็นผู้ใฝ่รู้ ระหว่างที่เลี้ยงควายอยู่นั้น มักให้ควายลงไปคลุกโคลนในปลักตามแอ่ง ตามหนอง แล้วใช้โคลนที่ติดตามตัวควายเมื่อกำลังแห้งหมาดเป็นที่ขีดเขียนอักขระหนังสืออยู่เสมอๆ
กระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างการเก็บเกี่ยวข้าว แรงงานทาสได้หยุดล้อมวงกันกินข้าวปลาอาหาร และได้ไปตามขรัวพุทธสรณ์เมื่อครั้งยังเป็นเด็กมากินข้าวด้วยกัน ครั้นมาถึงที่ล้อมวงกินข้าวกันนั้นก็พบว่าพื้นที่แห้งไม่เฉอะแฉะน้ำล้วนถูกจับจองจนหมดสิ้นแล้ว ขรัวพุทธสรณ์จึงจัดการรวบต้นข้าวที่เก็บเกี่ยวรวงข้าวไปแล้ว ผูกเข้าด้วยกันสี่ห้าต้น แล้วขึ้นไปนั่งบนต้นข้าว
ผู้คนในที่ล้อมวงกินข้าวต่างมองด้วยความตะลึง เมื่อขรัวพุทธสรณ์แต่ครั้งเป็นเด็กขึ้นไปนั่งบนนั้นโดยต้นข้าวสี่ห้าต้นไม่ทรุดเอนหรือล้มลง ความในเรื่องนี้ทราบไปถึงนายทาส ซึ่งมีความเชื่อว่า ขรัวพุทธสรณ์คงเป็นผู้มีบุญมาเกิดจึงอนุญาตให้ขรัวพุทธสรณ์ไปอยู่วัด และได้บรรพชาเป็นสามเณร ครั้นถึงวัยอุปสมบทก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุต่อ
หนังสือ "ชีวิวัฒน์" ยังได้กล่าวถึงขรัวพุทธสรณ์ต่ออีกว่า
"คนชาวเกาะสมุยนิยมนับถือว่า มีวิทยาอาคมศักดิ์สิทธิ์ ตลอดการเจ็บไข้จนถึงคนเดินเรือผ่านมาหน้าเกาะสมุยถูกคลื่นลม และบนบานคลื่นลมก็สงบเรียบร้อยไป เมื่อขรัวพุดษรตายแล้ว ราษฎรปลงศพเก็บอัฐิใส่โถแก้วตั้งไว้พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา ยังมีอยู่จนบัดนี้ ชาวเกาะถือว่าถ้าจะไปที่กันดารไปทัพเป็นต้น เชิญเอากระดูกขรัวพุดษรผูกคอไปด้วยอัน 1 เป็นที่นิยมนับถือเป็นอันมาก"
"จดหมายเหตุรายวัน" ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ มีข้อความกล่าวถึงขรัวพุทธสรณ์ไว้ว่า
"วันเสาร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2431 ชาวบ้านเรียกวัดมเรศ แต่มีชื่อตั้งอีกชื่อหนึ่งว่า วัดคงคาคีรี เป็นวัดของขรัวพุดสอนอยู่ ราษฎรในแขวงนั้นนับถือเป็นอย่างยิ่ง จะตายแต่เมื่อไรไม่รู้ เล่าเรื่องกันเป็นนิทานว่า ที่สมุยนี้ผีดุ ขรัวพุดสอนมาปราบคนจึงอยู่ได้ รอยตีนก็มี ไหน้ำมันนั่นเล่าว่า ขรัวพุดสอนสั่งไว้เมื่อจะตายว่า ถ้าตัวจุติแล้ว ไหนี้จะผุดขึ้น เดี๋ยวนี้ไหผุดแล้ว มีน้ำมันในนั้น ถามว่าคลื่นลมจัด ให้เอาน้ำมันทาเรือ คลื่นจะสงบ"
น้ำมันในไหนี้ ชาวเกาะสมุยนิยมกันว่า เป็นน้ำมันเสกของขรัวพุทธสรณ์ทำไว้ ถ้าผู้ใดเมื่อยขบและมีบาดแผลเป็นต้น โรคต่างๆ เอาน้ำมันในโอ่งนั้นทาเป็นหาย
วัดมเรศที่กล่าวถึง ปัจจุบันคือ วัดสำเร็จ
หน้า 31
ที่มา www.matichon.co.th
แสดงความคิดเห็น
|
ขณะนี้เว็บไซท์ได้ทำการติดตั้ง ระบบป้องกันข้อความอันไม่พึงปรารถนา แบบอัตโนมัติ (Automatic Spam Messege Fillter) ซึ่งอาจจะส่งผลให้การบันทึกความคิดเห็น ในบางกรณีเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าหากระบบปฏิเสธ การแสดงความคิดเห็นของท่าน ขอให้ท่านลองส่งใหม่อีกครั้ง ถ้าหากข้อความข้อท่าน ไม่ใช่ข้อความอันไม่พึงปรารถนา ก็จะสามารถส่งได้เป็นปกติ
|
||