เก็บเรื่องมาฝาก
หมัดต่อหมัด ปลื้ม VS รสนา วิวาทะว่าด้วย ส.ว. คนกรุงเทพฯ ทำแทนคนกรุงเทพฯ ไม่ได้
(หมายเหตุ ฉบับแปลเป็นไทย เรียบเรียงจากมติชนออนไลน์)
*************************
รสนา โตสิตระกูล, คุณล้อผมเล่นหรือเปล่า?
ม.ล.ณัฏฐกร เทวกุล
ผมชอบคิดถึงกลุ่มคนชั้นสูงของเมืองหลวง สถานที่ที่ผมเชื่อว่า มีอัตราสูงสุดของผู้ใช้สิทธิของชนกลุ่มมีการศึกษา ไปจนถึงคนหลายกลุ่มที่หลากหลายทางการเมือง แต่ทว่าอัตราของผู้ใช้สิทธิของกลุ่มดังกล่าวไม่ได้สูงอีกต่อไป เมื่อพิจารณาจากการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา ถ้าไม่นับการเป็นสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งผู้ใช้สิทธิ 'กลุ่มฉลาด' ที่ตระหนักถึงการเมืองส่วนใหญ่ของทั้งหมด
บางทีค่านิยมที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ อาจจะเหมือนกับเวเนซูเอล่า, เกาหลีเหนือ, คิวบา, โบลิเวีย และประเทศฝ่ายซ้ายอื่นๆ ในโลกนี้
และนี่คือข้อเท็จจริง นางสาวรสนา นักกิจกรรมสังคม และผู้ที่อ้างตัวเป็นตัวแทนกลุ่มประชาชนผู้บริโภค ได้คะแนนเสียง 743,397 เสียง หรือ 49.78% จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ซึ่งในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่
การที่คนๆ เดียวจะกลายเป็นผู้แทนคนเดียวของ กทม.จึงทำให้การเลือกตั้งเช่นนี้มีความหมายมากกว่าที่เคย เพราะเท่ากับผู้ชนะจะกลายเป็นวุฒิสมาชิกหนึ่งเดียวที่เป็นตัวแทนคนทั้ง กทม.นั่งอยู่ในสภาทรงอิทธิพลของ สว.ทั้งหมด
แน่นอน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผลเลือกตั้งที่ออกมาจึงเป็นเรื่องน่าเศร้า ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นตัวแทนของคนกลุ่มนักลงทุนและคนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจตลาดเสรี ส่วนนายนิติพงษ์ ห่อนาค เป็นตัวแทนของคนกลุ่มบันเทิงและศิลปิน
ขณะที่นายมานิต วิทยาเต็ม อดีตตุลาการ (ความจริงนายมานิต วิทยาเต็มเป็นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ-ผู้แปล) เป็นคนกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ ซึ่งในที่นี้มาจากภาคกฎหมาย คนเหล่านี้เป็นหัวแถวของคนที่มีพื้นเพเดียวกัน และคนที่ประสบความสำเร็จ
แต่แล้ว เรากลับได้คนที่เชื่อได้ว่าจะปิดกั้นกฎหมายสนับสนุนธุรกิจ-สนับสนุนการลงทุน สร้างอุปสรรคขัดขวางต่อกระบวนการอันราบรื่นของการแก้ไขกฎหมายจำนวนมากที่จำเป็น และท้ายที่สุดแต่ไม่ใช่สิ่งสุดท้าย ก็คือ การเป็นเสียงที่ไร้ค่าของคนที่มีเหตุผลที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ และการเป็นคนที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอันแท้จริงที่พยายามจะนำการเติบโตทางเศรษฐกิจคืนมาสู่ประเทศ
นางสาวรสนาเกือบเป็นคนผู้เดียวที่นำความล่มสลายมาให้แก่บริษัท ปตท.บริษัทที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเมืองไทย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจและความยินดีของกลุ่มนักลงทุนในประเทศ บทบาทของเธอในการเรียกร้องให้การเข้าตลาดหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถูกประกาศเป็นโมฆะได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เธอต่อสู้กับวิถีของการพัฒนาและเศรษฐกิจต่างๆ ในรูปแบบไหน
สิ่งที่ไม่น่าอภัยเหมือนการกระทำสองครั้งในอดีตก็คือ การมีคนจำนวนมากขึ้น ที่กำลังทำสงครามในนามของผู้บริโภค ซึ่งเป็นตัวแทนของจากองค์กรที่ไม่เคยมีโอกาสได้มีบทบาทบริหารนโยบายของหน่วยงานเหล่านี้ ได้เลือกนางสาวรสนาให้มีชื่อเสียงอย่างมากในทุกวันนี้ มันได้สร้างชื่อเสียงให้เธอสู่แถวหน้าของบรรดาผู้ที่สละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ
และจริงๆ แล้ว ความนิยมจำนวนมากที่เธอได้รับมาจากการสนับสนุนของนักลงทุนและตุลาการที่ต้องเกี่ยวข้องกับคดีมากมายที่เกี่ยวกับการร้องเรียนของผู้บริโภคสารพัด ถือเป็นสิ่งที่ได้ช่วยแผ่วทางให้เธอประสบความสำเร็จสู่การเมือง ไม่มีอะไรที่จะน่าเกลียดกว่านี้แล้ว อย่าฟ้องผม เพราะผมรู้แล้วว่า คุณมีแผนจะทำอะไร!
หากมองย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกยุคก่อนรัฐประหาร นางสาวรสนาเคยได้รับคะแนนถึง 118,338 คะแนน ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นผู้สมัครที่มีคะแนนสูงเป็นอันดับสี่ เชื่อไหมว่าเธอมีคะแนนแพ้แค่นิติภูมิ นวรัตน์, สมัคร สุนทรเวช และกล้านรงค์ จันทิก ยิ่งผมคิดถึงผลคะแนนทั้งหมดนี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้เริ่มผมทำให้ต้องนึกถึงศักยภาพอันแท้จริงของความเป็นซ้ายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในสังคมนี้
นางสาวรสนาไม่ได้เป็นตัวแทนของคนกรุงที่เข้าใจถึงคุณค่าของตลาดเสรีและทุนนิยม เธอไม่ควรจะเป็นตัวแทนของเมืองที่พยายามจะเป็นแหล่งลงทุนขนาดใหญ่ของเอเชีย หากมีเมืองที่เธอควรจะได้เป็นผู้แทน ผมคิดว่าน่าจะเป็นพวกกรุงเปียงยาง (เมืองหลวงเกาหลีเหนือ) หรือคาราคัส (เมืองหลวงเวเนซูเอลา) หรือบางทีฮาวานา (เมืองหลวงคิวบา) ซึ่งเธอสามารถจะร่วมวงกับลัทธิราอูล หรือดีกว่าคือ 'เมืองซูเคร' หรือ 'กรุงลาปาซ' ซึ่งเธอสามารถสวมชุดพื้นเมืองเพื่อเต้นรำร่วมกับนายอีโว โมลาเรซ (ผู้นำโบลิเวีย) ได้
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ผมยังคงตั้งความหวังกับกรุงเทพฯ เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ผู้ใช้สิทธิกลุ่ม 'ฉลาด' และคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นพลังเงียบแท้จริง จะเลือกคนที่เอื้อต่อการเติบโตและความก้าวหน้า มากกว่าเลือกการปฎิเสธ และการถดถอย การตั้งความหวังที่สูงกว่าหมายถึงการเลือกใครบางคนที่เข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอฝ่ายซ้ายที่ต้องการกระจายรายได้ด้วยการล้มเศรษฐกิจทุนนิยม จะไม่มีวันสร้างผลประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภค และผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ (2 มีนาคม 2551) ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ยังมีที่ว่างของการปรับปรุงแก้ไขที่จะต้องเกิดขึ้นบนฐานความรู้สึกของผู้ใช้สิทธิ กทม.
*************************
ม.ล. ณัฏฐกร เทวกุล, ใครล้อใครเล่น?
นางสาวรสนา โตสิตระกูล
ชาวกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่สนับสนุนประชาธิปไตยสายกลางและเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี พวกเขารักความยุติธรรมและเกลียดการคอรัปชั่น, การผูกขาดที่ไม่ยุติธรรม และพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป หรือทำให้พวกเขาเป็น'พวกซ้าย' เหมือนที่คุณอ้าง มีคนเดียวที่จะมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องซ้ายได้ก็คือพวกขวาจัด
ชาวกรุงเทพฯ รู้ว่า ดิฉันไม่ได้ต่อต้านเศรษฐกิจตลาดเสรีที่เป็นธรรม แต่สิ่งที่พวกเขาและดิฉันไม่อาจทนได้ก็คือ ธรรมาธิบาลที่แย่และข้อตกลงแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีเบื้องหลังซ่อนเร้น
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลกลับพยายามขายมันทางตลาดหุ้นด้วยมูลค่าหุ้นเพียง 20,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถูกขึ้นบัญชีเข้าตลาดหุ้นอย่างเร่งรีบ ก่อนที่จะมีการเสนอขายต่อสาธารณะ รัฐบาลได้ผ่านมติให้ท่อก๊าซสามารถยับยั้ง และให้มีการตั้งหน่วยงานกำกับดูแลขึ้นมา เพื่อช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค หนึ่งปีต่อมา รัฐบาลทักษิณกลับยกเลิกมติดังกล่าว และให้บริษัท ปตท.ได้สิทธิในสิ่งที่ควรจะเป็นทรัพย์สินของชาติ นักลงทุนที่มีใจเป็นธรรมจะเห็นด้วยว่า นี่เป็นรูปแบบของการปล้น ในการต่อสู้กับคดีคอรัปชั่นเชิงนโยบายเหล่านี้ ดิฉันไม่เคยใช้การชุมนุมบนท้องถนน แต่ใช้การพึ่งอำนาจศาลเพื่อตัดสินสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรมตามกฎหมาย ดิฉันขอถามคุณบ้าง ในฐานะประชาชนที่เสียภาษี ความพยายามที่อ้างเอาทรัพย์สินของประชาชน มันทำลายฐานของเศรษฐกิจหรือไม่ หรือมันได้ซึบซับเข้าใจถึงธรรมาภิบาลอันดี กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย และความมั่นคงในระยะยาวหรือเปล่า
เมื่อเร็วๆ นี้ นายธนาคารที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งบอกว่า เมืองไทยไม่ใช่แค่ตลาดหุ้น และอนาคตของประเทศก็ไม่ได้พึ่งแต่เฉพาะตัวเลขจีดีพี คุณพ่อของคุณเอง ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ ยังได้ฝากมุมมองถึงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังไว้เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2549 ว่า 'ตลาดเสรีที่ปราศจากความพอเพียงจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ คนที่ทำตามทฤษฎีตะวันตก และมองว่าหลักการความพอเพียงเป็นสิ่งคุกคามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ตรงกันข้าม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะถูกใช้เป็นเครื่องสร้างความสมดุลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างความพอเพียง และรับประกันว่าความผาสุกของผู้คนและสิ่งแวดล้อมจะได้รับการคุ้มครอง
นี่เป็นสิ่งที่คล้ายกับจุดยืนทางเศรษฐกิจของดิฉัน จริงๆ ดิฉันมีมุมมองเหมือนดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติผู้ล่วงลับ ที่ปรารถนาจะเห็นกลไกของทุนนิยมตลาดเสรี เดินไปพร้อมกับความพยายามอย่างจริงจังในการกระจายความมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อให้ประโยชน์แก่ประชากรกว่า 70% ที่ยังคงยากจน
นี่เป็นวิถีคิดแบบเปียงยางหรือฮานาวาที่คุณประนามดิฉันหรือเปล่า? ประเทศอื่นๆ ล้วนมีระบบเศรษฐกิจของตัวเอง ดิฉันต้องสารภาพว่า ไม่ค่อยรู้รายละเอียดลึกมากมาย หรือรู้ว่าพวกเขาพัฒนาเศรษฐกิจกันอย่างไร แต่เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นอย่างดูถูก เราควรจะบ่มเพาะทัศนคติของการใช้ขันติ เพื่อให้เราสามารถยอมรับความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม และมันไม่สำคัญว่า จุดยืนของดิฉันจะเหมือนกับประเทศอื่นหรือไม่ แต่ดิฉันเชื่อว่าจุดยืนของดิฉัน สอดคล้องกับของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้สิทธิเลือกดิฉัน
คุณเป็นคนหนุ่มมีการศึกษาดี หากคุณพยายามมองสิ่งอื่นๆ จากมุมมองของคนอื่นแล้ว คุณก็อาจจะเข้าใจคนกรุงเทพยุคใหม่ดีขึ้น และมันจะดีกว่าการที่คุณต้องรู้สึกหดหู่กับการเมือง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณดูถูกดิฉันในคอลัมน์ของคุณ และแน่นอน ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงด้วยการฟ้องหมิ่นประมาทคุณ แต่ในฐานะคนไทยที่ถูกเติบโตกับมาวัฒนธรรมขงจื้อ ดิฉันเคารพในบรรพบุรุษของคุณ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรปการณ์ และสมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรทัย อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งเคยเป็นหัวหอกของกลุ่มบุคคลหัวแถวของประเทศที่พยายามจะปลดปล่อยประเทศสยามจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ถูกใช้โดยมหาอำนาจล่าอาณานิคม ที่ต้องการจะควบคุมเศรษฐกิจไทยและระบบตุลาการตลอดยุคสมัยของรัชกาลที่ 5, 6 และรัชกาลที่ 7 ดังนั้น ดิฉันจะระงับการกระทำใดๆ ที่จะสร้างความผลกระทบแก่ครอบครัวที่มีชื่อเสียง ที่ทำประโยชน์อย่างมากแก่ประเทศไทย
ดิฉันอยากจะแนะนำให้คุณคิดให้ลึกซึ้ง และปรึกษาคนให้เยอะๆ ก่อนจะแสดงความคิดเห็นออกมา โดยเฉพาะหากคุณไม่ได้แสดงการดูถูกต่อการตัดสินของศาลปกครอง, การใช้สิทธิของเพื่อนชาวกรุงเทพของคุณและประชาชนของประเทศอื่น ในฐานะตัวดิฉันเอง หลังจากที่เคยทำงานให้แก่สาธารณะมากว่า 30 ปี ดิฉันได้บรรลุแล้วซึ่งตำแหน่งที่มั่นคงทางสังคม และมีความอดทนที่จะค้นหาสาระในงานเขียนของคุณ
*************************
ที่มา www.prachatai.com
Comment #1
ทีโบนเงื่อนไขในการใช้บริการ
เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ- เว็บบอร์ดมีการบันทึกข้อมูลผู้ใช้งาน มีระบบบันทึกไอพี ซึ่งสามารถสืบค้นไปยังผู้เขียนข้อความได้ กรุณาระมัดระวังในการเขียนข้อความซึ่งอาจก่อผลร้ายต่อตนเองและผู้อื่น
- กระทู้ที่สมาชิกตั้งหรือข้อความที่ท่านแสดงความคิดเห็น จะแสดงผลทันทีหลังการโพสต์ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็น ข้อความที่โพสต์อาจจะไม่ขึ้นโดยอัตโนมัติ ( สมัครสมาชิกคลิกที่นี่ )
- ขอสมาชิกให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นและตนเองในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
- ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ หรือ สิ่งอื่นใดที่เขียนหรือนำเข้าโดยสมาชิกแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมองและความคิดเห็นของเว็บนี้ ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ กรุณาใช้วิจารณญาณและดุลยพินิจ
- หากเนื้อหา หรือ ข้อความใดๆ ที่ท่านคิดว่าไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งลบได้ ทางทีมงานจะพิจารณาเพื่อลบข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทางเว็บขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตรวจสอบดูแล
- ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ
เนื่องจากความคิดเห็นที่แสดงด้านบนถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป
แจ้งลบหัวข้อ