หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

เก็บเรื่องมาฝาก

"ถาม-ตอบวิกฤตการเงินโลก (1)"

by NathonCity @October,10 2008 11.29 ( IP : 222...249 ) | Tags : เก็บเรื่องมาฝาก

จาก มติชน (ออนไลน์)


วันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ปีที่ 31 ฉบับที่ 11164
มติชนรายวัน


โดย เกษียร เตชะพีระ




"นี่เป็นวิกฤตการเงินเลวร้ายที่สุดของโลกนับแต่เศรษฐกิจโลกตกต่ำครั้งใหญ่ปี ค.ศ.1929 เป็นต้นมา และในแง่ขอบเขตแล้วอาจจะแย่กว่าวิกฤตครั้งก่อนด้วยซ้ำ มันมีฐานะสำคัญในระดับที่จะสร้างระเบียบโลกใหม่พอๆ กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตเมื่อปี ค.ศ.1991 เลยทีเดียว ความที่เราไม่เคยพบเห็นวิกฤตขนาดนี้มาก่อน ผลกระทบของมันจะกว้างไกลลึกซึ้งเพียงใดจึงยังเหลือที่จะคาดเดา"

เคร็ก โคพิทัส, นักเขียนอาวุโสสำนักข่าวธุรกิจบลูมเบิร์ก
รายการ The Debate, สถานีข่าวโทรทัศน์ France 24
15 กันยายน ค.ศ.2008


1) วิกฤตการเงินครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?


ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากตลาดซึ่งเดิมทีมีขนาดเล็กๆ เรียกว่า "ซับไพรม์" หรือนัยหนึ่งตลาดสินเชื่อจำนองบ้านความเสี่ยงสูงของอเมริกา ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะนายธนาคารอเมริกันปล่อยกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ให้ครัวเรือนรายได้น้อยเครดิตต่ำเมื่อคำนวณความสามารถในการกู้ยืมของพวกเขาบนฐานมูลค่าบ้านที่พวกเขาซื้อ ซึ่งมักเรียกผู้กู้ยืมเหล่านี้ว่าพวก "ninjas" อันเป็นคำย่อจาก no income, no job and no assets หมายถึงพวกไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพการงาน และไม่มีสินทรัพย์


ตราบใดที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ยังเพิ่มสูงขึ้น ระบบนี้ก็ยังเดินต่อไปได้ แต่พอตลาดอสังหาริมทรัพย์เริ่มถดถอยลงในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.2007 ผลร้ายของกลไกที่ว่านี้ก็ปรากฏ 


ตัวจุดปะทุได้แก่การผิดนัดชำระหนี้พุ่งสูงขึ้นในหมู่ครัวเรือนอเมริกันที่เป็นลูกหนี้จำนองบ้านคุณภาพต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี ค.ศ.2006 ต่อต้นปี ค.ศ.2007 สืบเนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อปกป้องค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่กำลังตกเอาไว้


จากนี้ก็ส่งผลให้บริษัทนายหน้ารับจำนองบ้านรายใหญ่ของอเมริกาหลายแห่งล้มระเนระนาดลงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ค.ศ.2007 หลังจากนั้นวิกฤตก็แพร่กระจายไปทั่วระบบการเงินผ่านช่องทาง Securitization


Securitization หรือ "การแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์" หมายถึงการสร้างหลักทรัพย์ (securities) ขึ้นโดยเอาสินทรัพย์ต่างๆ (assets) รวมทั้งหนี้สินที่ลูกค้ากู้ยืมไปนับพันๆ รายมากองรวมจัดหีบห่อเข้าด้วยกันเป็นตราสาร (instrument) แล้วตัดแบ่งตามชั้นคุณภาพเป็นท่อนๆ รวม 10 ท่อน (tranches) - โดยหลักเกณฑ์ทั่วไปในการแบ่งท่อนคือ [คุณภาพต่ำ-ราคาต่ำ-ความเสี่ยงสูง-ผลตอบแทนสูง] และกลับกัน - เอาไปขายทอดตลาดให้นักลงทุนทั่วโลกมาซื้อเพื่อเก็บรับรายได้ดอกเบี้ยผลประโยชน์ที่จะงอกเงยขึ้นมาจากสินทรัพย์เหล่านั้น มันเป็นเทคนิคการเงินที่เกิดขึ้นเมื่อคริสต์ทศวรรษที่ 1970 โดยเปลี่ยนบรรดาเงินกู้ที่ลูกค้ากู้ยืมจากธนาคารไปเป็นหุ้นกู้ปล่อยขายแก่นักลงทุน


อุปมาอุปไมยเหมือนหนึ่งธนาคารเพื่อการลงทุนอเมริกันทั้งหลายกำลังเล่นเกม "ส่งต่อห่อระเบิด" อย่างรวดเร็ว ยิ่งเมื่อถึงยุคนิทาน "โลกแบน" แห่งโลกาภิวัตน์ หนี้สินเหล่านี้ก็อาจถูกพวกเขากว้านซื้อวันนี้ แล้วส่งไปจัดหีบห่อข้ามคืนในอินเดีย ก่อนจะขายต่อให้นักลงทุนสถาบันในวันพรุ่ง ยิ่งขายต่อได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้รายงานประเมินความเสี่ยงของธนาคารดูดีขึ้นเท่านั้น ทว่า ถึงปี ค.ศ.2006 อุปทานของหลักทรัพย์ดังกล่าวก็ล้นเกินอุปสงค์ไปแล้ว...


ถึงปลายฤดูร้อนปี ค.ศ.2007 ผู้คนจึงเริ่มตระหนักว่าปัญหาแผ่กว้างขนาดไหนเมื่อธนาคารดอยทช์ แบงก์ของเยอรมนีจำต้องทุ่มทุนเข้ากอบกู้กองทุนทรัพย์สินสองแห่งไว้ไม่ให้ล้มไป


หากมองในภาพรวมที่กว้างขึ้น วิกฤตนี้เป็นผลจากพฤติการณ์มือเติบเกินเลยที่สังเกตเห็นได้ในตลาดสินเชื่อสหรัฐ ในคริสต์ทศวรรษที่ 1990 นโยบายการเงินที่อ่อนมาก - กล่าวคือ กดอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำมาก ทำให้สินเชื่อถูกเหลือเกิน - ซึ่งดำเนินโดยประธานธนาคารกลางสหรัฐ นายอลัน กรีนสแปน นำไปสู่การก่อตัวโป่งพองของฟองสบู่เก็งกำไรในตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยเฉพาะฟองสบู่มูลค่าสินทรัพย์ในอินเตอร์เน็ต ทั้งหมดนี้สิ้นสุดลงเมื่อฟองสบู่แตกในฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ.2000


หลังฟองสบู่ดอทคอมแตกแล้ว นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐก็ถูกทำให้อ่อนลงอีกเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจอเมริกันฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังอเมริกาถูกโจมตีโดยผู้ก่อการร้ายอัลเคด้าเมื่อ 11 กันยายน ค.ศ.2001 อัตราดอกเบี้ยถูกกดต่ำจนกระทั่งเหลือแค่ 1% ในภาวะที่การอัดฉีดอำนาจซื้อของผู้บริโภคอเมริกันให้เฟื่องฟูกลายเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติระดับเร่งด่วน


ชาวอเมริกันถูกปลุกเร้าเรียกร้องให้ปฏิบัติภาระหน้าที่ "บริโภคเพื่อชาติ" หนักขึ้นอีกด้วยการกู้หนี้ยืมสินเพิ่มขณะที่ธนาคารและเจ้าหน้าที่กำกับดูแลการเงินก็ทำหน้าที่เกื้อหนุนให้พวกเขาทำเช่นนั้นได้ ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้โลกประจักษ์ว่าขุมพลังเศรษฐกิจอเมริกันไม่สะทกสะท้านต่อการก่อการร้ายแต่อย่างใด


แน่นอนว่าการลดต้นทุนการกู้ยืมเงินลงต่ำขนาดนี้ย่อมช่วยกระตุ้นการบริโภคและซื้อหาที่อยู่อาศัยของครัวเรือนอเมริกัน รวมทั้งการลงทุนของธุรกิจทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกันมันก็ช่วยเปิดโอกาสให้พวกนักการเงินเพิ่มทวีกลไกการกู้ยืมที่ทั้งพิสดารพันลึกและบ้าระห่ำขึ้นทุกทีด้วย 


ดังที่โจเซฟ สติ๊กลิตซ์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ.2001 วิจารณ์ว่า


"สินเชื่อเหล่านี้เล่นบทเหมือนสารสเตียรอยด์ที่ใช้โด๊ปเศรษฐกิจอเมริกันให้เติบโต แต่ดันให้ยากันเกินขนาด ทุกวันนี้อเมริกาก็เลยต้องเข้ารับการบำบัดถอนพิษยา"



2) แล้วทำไมวิกฤตถึงไม่สิ้นสุดลงเสียทีล่ะ?


วิกฤตยังดำรงอยู่ต่อไปเพราะนับแต่นี้มันจะเข้าไปเกี่ยวพันกับสินเชื่อทั้งหมดโดยรวม ไม่เฉพาะแต่แวดวงสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ความเสี่ยงสูงของอเมริกาเท่านั้น สินเชื่อทุกประเภทไม่ว่าผ่อนซื้อรถ, สินเชื่อเพื่อการบริโภค, เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ฯลฯ ที่ได้ถูกแปลงให้เป็นหลักทรัพย์ (securitized) และขายต่อไปแล้วย่อมจะถูกกระทบด้วย


กล่าวคือ เรากำลังพูดถึงตลาดสินเชื่อมูลค่ารวมหลายสิบล้านล้าน (trillions) ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่โตมโหฬารกว่าตลาดในส่วนซับไพรม์อย่างเดียวที่มีมูลค่าแค่ 1 ล้าน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐมากมายนัก ในทำนองเดียวกัน วิกฤตจะกระทบไม่เฉพาะแต่สถาบันที่ปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ความเสี่ยงสูงในอเมริกาอีกต่อไป หากจะส่งผลกระทบผ่านช่องทางการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (securitization) ต่อสถาบันการเงินทั้งหมดทุกประเภทที่ลงทุนในตลาดสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร, กองทุนประกันความเสี่ยง, บริษัทประกันภัย, กองทุนบำนาญ, กองทุนรวม ฯลฯ


นอกจากนั้น วิกฤตยังถูกเติมเชื้อหล่อเลี้ยงด้วยบรรยากาศไม่เชื่อถือไว้ใจกันที่ครอบงำตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคารด้วย ไม่มีใครรู้แน่ว่าธนาคารต่างๆ โดนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์เล่นงานเป็นมูลค่าหนักหนาสาหัสเท่าไหร่คราวเคราะห์หามยามร้ายที่ดันไปจดทะเบียนมันเอาไว้ ในสภาพเช่นนี้ ธนาคารทั้งหลายก็พากันชะงักการปล่อยเงินกู้ยืมให้แก่กันด้วยความวิตกว่าจะไม่ได้เงินคืน ภาวะอัมพาตของตลาดเงินที่ว่านี้เกาะกุมไปทั่วทั้งระบบการเงินเลยทีเดียว


ฉะนั้นจึงอาจสรุปสภาวะวิกฤตการเงินโลกตอนนี้ดังที่ ยอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินแห่งวอลล์ สตรีทกล่าวไว้หลังธนาคารเพื่อการลงทุนเลห์แมน บราเธอร์สล้มละลายว่า: -


"ผมเกรงว่าเราไม่ได้ผ่านพ้นมันไปแม้แต่น้อยครับ - ในบางแง่เรายังกำลังมุ่งหน้าเข้าหาพายุมากกว่าจะมุ่งหน้าออกจากมันด้วยซ้ำไป"

(อ้างใน Clea Caulcutt, "How a subprime apple contaminated global finance," France 24, 19 September 2008)


หน้า 6



ที่มา www.matichon.co.th

Comment #1"ถาม-ตอบวิกฤตการเงินโลก (2)"
Posted @October,10 2008 11.34 ip : 222...249

จาก มติชน (ออนไลน์)


วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ปีที่ 31 ฉบับที่ 11171
มติชนรายวัน


โดย เกษียร เตชะพีระ




"เลห์แมน บราเธอร์สยินดีปล่อยกู้ให้แม้แต่ลิงบาบูน"

คำกล่าวของผู้อำนวยการบริหารคนหนึ่งของธนาคารเพื่อการลงทุนเลห์แมน บราเธอร์ส แก่ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบลูมเบอร์กไม่กี่วันก่อนธนาคารแห่งนี้ล้มละลาย


3) เราต้องกลัวไหมว่าวิกฤตครั้งนี้จะส่งผลให้ธนาคารแห่งอื่นพลอยล้มตามไปด้วยเหมือนเกมโดมิโนส์?


ถ้าขนาดเลห์แมน บราเธอร์สซึ่งเป็นธุรกิจธนาคารใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของอเมริกายังล้มละลายลงได้ต่อหน้าต่อตาด้วยยอดหนี้สิน 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะมีสินทรัพย์อยู่ 639,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนกลายเป็นกรณีล้มละลายใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน, ถ้ามูลค่าของสถาบันเก่าแก่ถึง 158 ปีแห่งนี้ยังสามารถมลายหายวับกลายเป็นอากาศธาตุได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์แล้ว, ในทางทฤษฎีก็ย่อมไม่มีธนาคารจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งใดในโลกจะประเมินตัวเองว่าปลอดภัยได้


อย่างไรก็ตาม ความข้างต้นพึงต้องขัดเกลาให้ละเอียดอ่อนแม่นยำขึ้นด้วยบทเรียนจากกรณีเลห์แมน บราเธอร์ส สิ่งที่เราประสบพบเห็นจากการชันสูตรพลิกศพธนาคารเลห์แมน บราเธอร์สคือการแตกสลายของแบบแผนปฏิบัติในระบบการเงินเสรีโลกาภิวัตน์ที่ขาดพร่องการกำกับควบคุม, บรรดาผู้บริหารชั้นนำของสถาบันการเงินแห่งนี้ - ที่จบมหาวิทยาลัย รู้คณิตศาสตร์ และเข้าใจระบบเศรษฐกิจดี - กลับละโมบโลภมากหน้ามืดตามัวปล่อยกู้ให้ลูกหนี้ชาวอเมริกันที่ส่วนใหญ่พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าจะไม่มีปัญญาชำระหนี้คืน (หมายถึงพวก ninjas = no income, no job and no assets), ผู้บริหารเหล่านี้ทุ่มทุนไปเล่นพนันเก็งกำไรกับหลักทรัพย์ที่แปลงมาจากหนี้จำนองบ้านจอมปลอมดังกล่าวเป็นเงินถึง 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 4 เท่าของเงินทุนมูลค่าหุ้น (equity) ของธนาคารเอง ทำให้ธนาคารเลห์แมน บราเธอร์สขาดทุนราว 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้


จนแม้แต่ธนาคารแห่งรัฐ Korea Development Bank ของเกาหลีใต้และธนาคารเอกชน Barclays ของอังกฤษที่ถูกรบเร้าเจรจาดึงมาช่วยกอบกู้ซื้อกิจการเลห์แมน บราเธอร์สในช่วงลมหายใจเฮือกสุดท้ายต่างยังต้องพากันเบือนหน้าเดินหนีหลังจากดูบัญชีของเลห์แมน บราเธอร์สแล้ว


กรณีเลห์แมน บราเธอร์สบ่งชี้ว่าธนาคารที่แข็งขันและทรงพลังที่สุดในตลาดการเงินเมื่อวานนี้นี่แหละที่กลายสภาพมาเป็นธนาคารที่ล่อแหลมต่อความเสี่ยงและเปราะบางที่สุดในทุกวันนี้ ก่อนอื่นคือธนาคารยักษ์ใหญ่เพื่อการลงทุน (investment banks) ย่านวอลล์สตรีททั้ง 5 ที่เคยครอบงำกินรวบธุรกิจการเงินอเมริกัน นอกจาก (1) Lehman Brothers ที่เพิ่งล้มพังพาบไปก็ได้แก่: -


-(2) Bear Stearns ซึ่งถูกธนาคาร J.P. Morgan Chase ซื้อควบรวมกิจการไปตั้งแต่เดือนมีนาคมศกนี้

-(3) Merrill Lynch ซึ่งถูก Bank of America ซื้อควบรวมกิจการไปกลางเดือนกันยายนศกนี้

-(4) Morgan Stanley และ (5) Goldman Sachs ซึ่งได้ขอเปลี่ยนสถานะจากธนาคารเพื่อการลงทุนไปเป็นบริษัทธนาคารแม่ที่ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารพาณิชย์อื่น (bank holding companies) รวมทั้งวิ่งเต้นหาผู้ลงทุนหน้าใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุน


-ทำให้ตอนนี้ Bank of America, Citigroup และ J.P. Morgan Chase กลายเป็น 3 ยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นมาครอบงำวงการธนาคารอเมริกันแทน โดยกุมเงินฝากไว้ถึง 30% ของประเทศและต่างก็เป็น universal banks หรือธนาคารที่ทำธุรกิจการเงินครบวงจร (full financial services) คือทั้งรับฝากเงินออมและปล่อยกู้แบบธนาคารพาณิชย์ (commercial bank) รวมทั้งให้บริการการลงทุนแบบธนาคารเพื่อการลงทุน (investment bank) ทว่าถูกรัฐกำกับควบคุมเข้มงวดกว่า


-เมื่อบวกกับการที่รัฐบาลสหรัฐทุ่มเงินหลวงมหาศาลเข้ายึดคุมกิจการสองบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่อเมริกันเพื่อการจำนองบ้าน Fannie Mae และ Freddie Mac รวมทั้งบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ American International Group (AIG) ที่กำลังขาดทุนร่อแร่จะล้มมิล้มแหล่ด้วยแล้ว ก็กล่าวได้ว่า


นี่เป็นมาตรการโอนเป็นของรัฐ (nationalization) หรือทำให้ธุรกิจการเงินเป็นของสังคม (the socialization of finance) ในแนวทางเศรษฐกิจวางแผนส่วนกลาง (centrally-planned economy) ครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้น ณ ใจกลางประเทศอภิมหาอำนาจผู้นำระเบียบเศรษฐกิจทุนนิยมตลาดเสรีของโลกนั่นเอง!


เป็นไปได้ว่าทุนนิยมการเงินอเมริกันแบบที่เรารู้จักกำลังจะพลิกโฉมหน้าไปไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ส่วนจะถึงขั้นกลายพันธุ์จากประเทศ USA " USSRA หรือ "สหสาธารณรัฐสังคมนิยมอเมริกา" (the United Socialist State Republic of America) ตามคำวิจารณ์ของศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ นูเรียล รูบีนี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์กหรือไม่? ยังเป็นเรื่องต้องคอยติดตามกันต่อไป


กล่าวสำหรับธนาคารยุโรปทั้งหลายแหล่ หากยกเว้นสถาบันการเงินใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง UBS และ Cr?dit Suisse แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าฝ่ายยุโรปทำธุรกิจการเงินเฉพาะทางน้อยกว่าธนาคารอเมริกันมาก ซึ่งกลายเป็นตัวช่วยป้องกันธนาคารยุโรปเหล่านี้ไว้ในวิกฤตปัจจุบันอย่างน้อยก็บางส่วน บรรดาธนาคารยุโรปยังได้ประโยชน์จากกิจการธนกิจรายย่อย (retail banking) ที่ทำกำไรมากและช่วยดูดซับภาระขาดทุนที่ธนาคารเหล่านี้ต้องแบกรับไว้เนื่องจากไปลงทุนสุ่มเสี่ยงในตลาดซับไพรม์ด้วย


4) เราต้องกังวลว่าตลาดหุ้นจะล่มทั่วโลกไหม?


ยอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินแห่งวอลล์สตรีทเขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาชื่อ The New Paradigm for Financial Markets : The Credit Crisis of 2008 and What It Means (ค.ศ.2008) ตอนหนึ่งว่า : - "เมื่อตลาดถูกปล่อยให้กำกับดูแลตัวมันเอง มันจะโน้มเอียงไปสุดโต่งทั้งในแง่คึกคัก เคลิบเคลิ้ม และสิ้นหวังซังกะตาย" เมื่อบรรดานักลงทุนได้เห็นธนาคารพากันทยอยล้มเป็นทิวแถวและเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปถูกคุกคามด้วยภาวะถดถอยเยี่ยงนี้แล้ว จะให้พวกเขาไปมีความหวังกะผีอะไรอีกเล่า?


ถ้าจะถือตามทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญที่ฟันธงว่าวิกฤตการเงินครั้งนี้เลวร้ายที่สุดนับแต่เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ.1929 เป็นต้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย - ซึ่งในครั้งนั้นมูลค่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล่มจมไปถึง 46% ในเวลาแค่สองเดือน - แต่แม้กระนั้นจนกระทั่งบัดนี้ตลาดหุ้นทั้งหลายก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ กล่าวในทางเทคนิค จะถือว่าตลาดหุ้นล่ม (stock market crash) ก็ต่อเมื่อดัชนีตลาดหุ้นตกลงเกิน 10% ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายรอบเดียว ทว่าไม่ว่าจะที่นิวยอร์กหรือยุโรป ถึงขณะนี้ช่วงที่นักลงทุนตื่นกลัวอย่างเลวร้ายที่สุดก็แปรออกมาเป็นค่าดัชนีตลาดหุ้นที่ตกลงเพียงไม่ถึง 7%


เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฌอง-หลุยส์ มูริเอร์ นักวิเคราะห์แห่งธนาคารเพื่อการลงทุน Aurel ของฝรั่งเศสอธิบายว่า นับแต่ตลาดหุ้นล่มเมื่อปี ค.ศ.1987 เป็นต้นมา ก็มีการจัดวางติดตั้งมาตรการป้องกันไม่ให้ตลาดหุ้นตกดิ่งเร็วและแรงเกินไปเผื่อไว้แล้ว ยิ่งกว่านั้น การที่มีสภาพคล่องล้นโลกจากเงินดอลลาร์ค่าขายน้ำมันและจากเงินที่บรรดาธนาคารกลางประเทศต่างๆ อัดฉีดเข้าระบบก็ช่วยให้หลีกเลี่ยงการล้มละลายที่รุนแรงเกินไปได้


เอาเข้าจริง ทุกวันนี้นักลงทุนจะพูดถึงสภาพ "ตลาดหุ้นล่มแบบคืบคลาน" มากกว่า ซึ่งหมายถึงการที่ดัชนีตลาดหุ้นค่อยโน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่กระเตื้องขึ้นเลย อาทิ นับแต่เดือนมกราคมมาถึงกลางเดือนกันยายนศกนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กตกลงแล้ว 17.70% ขณะที่ตลาดหุ้นปารีสตกลงแล้ว 25.74% ส่วนตลาดหุ้นในประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายถึงแม้ที่ผ่านมาจะหลุดพ้นรอดตัวมาได้ แต่ถึงตอนนี้ก็หนีไม่พ้นอีกต่อไปและต้องปรับดัชนีต่ำลงบ้าง ดังปรากฏว่าดัชนีตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และบอมเบย์ลดค่าลง 61.72% และ 34.77% ตามลำดับในช่วง 9 เดือน ทุกวันนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างตั้งตาคอยสิ่งที่แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นตกต่ำลงทั่วไปดังกล่าวนี้จะนำไปสู่ - ในสภาพที่สถานการณ์เศรษฐกิจภาคการผลิตจริง (real economy) ก็ย่ำแย่ลงด้วย กล่าวคือการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของธุรกิจเอกชนน่าจะลดต่ำลง


กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ นายโดมินิค สเตราส์-คาห์น คาดการณ์ว่า ผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกจะทำให้เศรษฐกิจโลกทั้งระบบรวมทั้งจีนและยุโรปชะลอตัวลงระหว่าง 0.5-2% ในปีนี้


หน้า 6


ที่มา www.matichon.co.th

Main menu

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน
  • Nathon Radio
  • สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยสมุย FM 96.75 MHz
  • หน้าทอนคึกคัก - รวมความเคลื่อนไหว
  • ศูนย์สื่อสารโรงพยาบาลเกาะสมุย

ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมกับเว็บ NathonCity ด้วยการส่งบทความ หรือภาพถ่าย มาร่วมเผยแพร่ในเว็บไซท์นี้