หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

เก็บข่าวมาเล่า

วิกฤติคติความเชื่อของวัฒนธรรมชาวเกาะสมุย - พงัน

by NathonCity @March,13 2007 14.27 ( IP : 124...23 ) | Tags : เก็บข่าวมาเล่า

โดย...สุริยกานต์

เมื่อกล่าวถึงคำว่า "สมุย" หรือ "เกาะหมุย" ความหมายนี้จะรวมเอาเกาะพงันเข้ามาด้วย เพราะเหตุผลที่ว่า วิถีชีวิตของผู้คนในเกาะทั้งสอง รวมทั้วเกาะแตน เกาะเต่า เกาะนางญวน เกาะพะลวย ล้วนเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์สายเลือดเดียวกัน ชาวสมุย - พงันแท้ๆจะไม่แบ่งแยกชีวิตจิตวิญญาณของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้ฝ่ายปกครองจะแบ่งแยกเป็นสองอำเภอเพื่อความเหมาะสมทางรัฐศาสตร์ แต่โดยรากฐานทางสายใยชีวิตและรากแก้วทางวัฒนธรรมแล้ว เมื่อพูดถึงคำว่าสมุย ก็หมายรวมถึงพงัน เป็นที่รู้กันโดยปริยาย


ปัจจุบันวิถีชีวิตของผู้คนบนเกาะสมุย - พงันและเกาะบริวาร มีปัจจัยภายนอกเข้ามาครอบงำ มีระบบธุรกิจการท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้คนจากที่อื่นๆมีสิทธิ์เข้ามาเป็นเจ้าของที่ดิน เจ้าของธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ประชากรที่เป็นคนสมุย - พงันแท้ๆลดจำนวนลงไปเรื่อย ผลสืบเนื่องมาจากลูกสมุย - พงันไหลออกจากบ้านเกิดไม่หยุด เลือดที่มีหน้าที่การงานและการเรียนในต่างถิ่นไหลกลับน้อย


คำถามและคำตอบสำหรับลูกทะเลขาว - ชาวสมุยในกรุงเทพฯและเพื่อนพ้องน้องพี่ร่วมสายเลือดที่อยู่เกาะทั้งสองจะต้องตั้งสติสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่จิตวิญญาณดั้งเดิมหรือจิตเดิมแท้ของชาวสมุย - พงัน เราจะต้องร่วมจิตใจประสานความเข้าใจที่ถูกต้องของวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้วิปริตผิดเพี้ยนไปเป็นอันมาก กลายเป็นภัยที่ถาโถมเข้าสู่แผ่นดินเกิดของพวกเราอย่างใหญ่หลวง และภัยเหล่านั้นเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์บ้าง ภัยจากอำนาจความเห็นแก่ตัวบ้าง ซึ่งพอจะประมวลมาพิจารณากันดังต่อไปนี้


วัฒนธรรมดั้งเดิมด้านศาสนาของชาวเกาะสมุย - พงัน เราได้รับการซึมซับด้านคุณธรรมมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เรามีพระเก้าที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างขรัวพุดษร พระครูวิบูลย์ธรรมสาร (เพชร ติสโส) พระครูวิบูลย์ธรรมสาร (เพชร วชิโร - พงัน) พระครูสังฆรักษ์ พระครูมี อิณฑสุวัณโณ มีหลวงพ่อแดง ติสโส พระเถราจารย์เหล่านี้ได้ฝังรากแก้วด้านพุทธศาสนาใส่ไว้ในจิตวิญญาณของลูกหลานชาวสมุย - พงันอย่างต่อเนื่องหลายยุคหลายสมัย เป็นเกราะป้องกันภัยและเป็นภูมิธรรมสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันอำนาจชั่วร้ายจากอำนาจวัตถุนิยมทั้งหลาย ทำให้ชาวเกาะสมุยได้รับการยกย่องจากสังคมแผ่นดินใหญ่และพระเถราจารย์ทั้งหลาย แม้แต่พระธรรมโกศาจารย์ ทานอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ก็เคยกล่าวยกย่องความมีคุณธรรมของชาวสมุย - พงัน เทิดทูนพระเถราจารย์ทุกรูปนามบนเกาะ และยังอุปมาให้ทราบว่า เกาะสมุย - พงันคือเกาะแห่งพระนิพพาน ทำนองกับเกาะมะพร้าวนาฬิเกอีกด้วย


ปัจจุบันนี้มีคำถามว่า สมุย - พงันยังมีความหมายของเกาะพระนิพพานอยู่มากน้อยเพียงไร อะไรเกิดขึ้นกับแผ่นดินลอยน้ำที่เคยบริสุทธิ์? หลายคนคงจะกลั้นลมหายใจบอกกับใจตนเองว่า เกาะพระนิพพานหายไปไหนก็ไม่รู้ อย่าว่าแต่เกาะพระนิพพานที่เป็นแดนสุขาวดีของพระอริยเจ้าเลย แม้แต่คำว่า "สมุยเกาะสวรรค์แห่งอ่าวไทย" หลายคนบ่นด้วยความท้อใจว่า "สมุยเกาะสวรรค์ที่หายไป" ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบอาจจะแตกต่างกันโดยพื้นฐานของวัตถุนิยมกับจิตนิยม อาจจะมีคนแย้งว่า สมัยวันนี้กลายเป็นแผ่นดินทอง ใครเป็นเจ้าของที่ดินบนเกาะสมุย - พงันจะรวยเป็นเทวดาขึ้นมาทันที ขณะเดียวกันก็มีคนที่มีสวรรค์ในใจแย้งว่า นั่นเป็นเพียงสวรรค์จอมปลอม ไม่ใช่สวรรค์ที่แท้จริง มันจะเป็นนรกเสียด้วยซ้ำไป เมื่อแผ่นดินทองทำให้พี่น้องร่วมสายเลือดต้องแย่งชิงฟ้องร้องจนเป็นศัตรูถาวร หรือแม้แต่ธรณีสงฆ์ของพระพุทธเจ้าแท้ๆ นักธุรกิจการท่องเที่ยวหาอุบายล็อบบี้พระสังฆาธิการขอเช่าหรือเลี่ยงอาบัติซื้อที่ดินคุณภาพต่ำแลกกับที่ดินทองริมชายหาด พระภิกษุซึ่งเป็นศากยบุตรของพระพุทธเจ้า ลดฐานะของตนเองคล้อยตามกิเลสของปุถุชนโดยไม่ขยะแขยงต่อความร่ำรวย หรือไม่เกรงกลัวนรก มากไปกว่าลาภสักการะทั้งหลาย จะชี้ทางสรรค์แก่ทายกทายิกาได้อย่างไรกัน


คำถามที่น่าขบคิดอีกประการหนึ่งก็คือ ปัจจุบันศาสนสถานหลายแห่งบนเกาะสมุย - พงัน เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือ คำว่าอารามของพระพุทธเจ้ากลายเป็นสถานที่ถูกปรุงแต่งให้เป็นที่จับตาต้องใจแก่นักท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างชาติและผู้หลงบุญเข้าไปหยอดเงินในตู้บริจาค หรือใช้อุบายอื่นๆ เช่นการสร้างวัตถุมงคลไว้บริการกิเลสของผู้คนที่สนใจ โดยอ้างว่าเป็นการสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนา ปรากฏการณ์เช่นนี้มีมากขึ้นกว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของปู่ย่าตายาย พระสังฆาธิการส่วนใหญ่รับเอาอุบายธรรมของพวกอลัชชีในเมืองใหญ่ไปใช้ ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้หากพิจารณาให้ลึกซึ้งก็เท่ากับว่าเป็นการทุบทิ้งจิตวิญญาณอันเป็นรากฐานของพระเถราจารย์ผู้ทรงคุณในอดีต และเนรคุณต่อวิญญาณบรรพบุรุษดั้งเดิมของชาวสมุย - พงัน ผลที่ติดตามมาก็คือ ทำให้เกิดภัยอันใหญ่หลวงแก่พระพุทธศาสนา ภัยที่ว่านี้พอจะสรุปได้คือ


(๑) ทำให้ความหมายที่บริสุทธิ์ของคำอาราม ซึ่งแปลว่าสถานที่สงบร่มเย็น กลายเป็นสถานที่ทำให้ชาวต่างชาติดูหมิ่นศาสนาพุทธ และจูงใจให้ทายกทายิกาหลงทาง กลายเป็นสถานที่ของสมณะหรือผู้ให้กลายเป็นผู้ขอไป


(๒) การจูงใจให้วัดวาอารามวิจิตรตระการตานั้นเป็นสิ่งที่ดีงามด้านส่งเสริมศิลปะของโบสถ์วิหาร แต่โบสถ์วิหารที่ไม่มีการส่งเสริมการปฏิบัติธรรม หรือไม่มีการสอนพระธรรม ประโยชน์แห่งความงามนั้นดูจะด้อยค่าในการจูงใจให้ชาวพุทธมีจิตใจสูงขึ้น


(๓) การเปลี่ยนแปลงของวัดวาอารามบนเกาะสมุย - พงัน (โดยเฉพาะสมุย) แม้จะเรียกให้สวยงามว่าเป็นการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า หรือเจริญหูเจริญตา จูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้าไปทำบุญบริจาคอย่างสำเร็จประโยชน์เพียงไร แต่ขณะเดียวกันความจริงที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ก็คือ การทำลายภูมิสถาปัตย์อันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของพระเถราจารย์ของแต่ละอาราม รวมทั้งเป็นการทำลายศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวเกาะสมุย  พงัน


(๔) ภัยจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น นอกจากจะเป็นการทำลายจิตวิญญาณของบรรพบุรุษหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นของโบราณาจารย์ที่เป็นหลักชัยทางด้านจิตใจแล้ว ผลที่ติดตามมาในอนาคตคือทำให้ผู้คนชาวเกาะหลงทางตนเอง และจะทำให้อนุชนรุ่นหลังตาบอดไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้จักภูมิปัญญาอันสูงส่งของบรรพชนชาวเกาะ


(๕) ภัยจากการหลงทางและไม่รู้จักตัวเอง ส่งผลให้เกิดความสำคัญผิดในด้านความเชื่อดั้งเดิมของชาวเกาะสมุย - พงัน ความเชื่อหรือศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเกาะสมุยแต่เดิมนั้น ชาวเกาะสมุยไม่เคยมีศาลพระภูมิเจ้าที่หรือศาลผีอย่างที่คนในเมืองนิยมกัน อย่างดีก็มีเพียงแต่ศาลเจ้าที่ซึ่งไม่ใช่ศาลผี แต่เป็นศาลาแห่งการบูชาพระแม่ธรณี หรือบูชาแผ่นดินด้วยความสำนึกในการช่วยให้พืชผลเจริญงอกงาม เพื่อชีวิตที่พออยู่พอกิน บรรพชนสมุยย้อนหลังไปจากเมื่อหลายร้อยหลายพันปีเป็นเช่นนี้ นอกจากนี้ชาวเกาะจะมีศาลวิญญาณบรรพบุรุษของชุมชน เช่น ศาลพ่อตาหลาคอย ศาลพ่อตาหน้าบ้าน กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในชุมชนให้มีความเป็นหนึ่งเดียว รู้รักสามัคคี


ในส่วนความเชื่อดั้งเดิมของวัฒนธรรมชาวเกาะสมุย - พงัน เรามีสิ่งสูงสุดคือพระพุทธเจ้าและพุทธสาวกทั้งหลาย ชาวเกาะสมุย - พงันบูชาสาวกพระพุทธพระองค์หนึ่ง ซึ่งตามประวัติกล่าวว่า พุทธสาวกที่ศักดิ์สิทธิ์พระองค์นั้นสถิตอยู่ที่สะดือทะเล นามของพระองค์ก็คือ พระอุปคุต หรือที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จักกันในนามของ "พระบัวเข็ม" นั่นเอง เมื่อเรามีศูนย์กลางแห่งความศักดิ์สิทธิ์สูงสุดทางพุทธศาสนาที่สะดือทะเลเช่นนี้แล้ว ยังจะมีใครหลงทางอุตริคิดสร้างหลักเมืองหรือสร้างศาลภูตผีปิศาจชนิดใดบนเกาะสมุย  พงันกันอีกเล่า


วิกฤติศรัทธาในเรื่องความเชื่อที่งมงายบนเกาะสมุย - พงันเกิดขึ้นจากอะไร คำตอบที่ชัดเจนก็คือ ขยะทางวัฒนธรรมจอมปลอมจากฝีมือนักธุรกิจจากเมืองกรุงหรือเมืองใหญ่ทั้งหลาย คนเหล่านั้นเข้ามาสู่เกาะสมุย - พงันเพื่อเป้าหมายทางธุรกิจเป็นสำคัญ ความเชื่อที่ติดตัวเขามาก็คือขยะของวัฒนธรรมเมืองที่เขาสำคัญผิด สำคัญผิดคิดว่าชาวเกาะสมุย - พงันเป็นคนบ้านนอกซึ่งไม่มีวัฒนธรรมแห่งความเชื่อที่สูงส่งเพียงพอ สู้วัฒนธรรมความเชื่อที่เขาพกติดตัวมาจากเมืองกรุงหรือเมืองบนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้ พวกนักธุรกิจเหล่านี้จึงไม่เคยศึกษารากฐานวัฒนธรรมทางด้านจิตใจของชาวเกาะ กลับดูถูกเหยียดหยามวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่เสียด้วยซ้ำ คนชาวเกาะบางคนก็ลืมตัวหลงผิด หยิบฉวยเอาขยะวัฒนธรรมการสร้างศาลพระภูมิมาใช้โดยไม่รู้ตัว กลายเป็นทาสวัฒนธรรมคนเมืองไปมากราย


ในระหว่างความเจริญงอกงามด้านวัฒนธรรมทางด้านจิตใจนั้น แท้ที่จริงชาวสมุย - พงันมีความเจริญงอกงามทางด้านจิตใจมาก่อนคนกรุงเทพฯนับพันๆปี ท่านพุทธทาสภิกขุ บุคคลสำคัญของโลกปี ๒๕๔๙ กล่าวไว้ว่า อารยธรรมปักษ์ใต้เจริญรุ่งเรืองก่อนกรุงเทพฯมานานนับพันๆปี ท่านจึงยกย่องว่า คนเกาะสมุย - พงันผ่านการฝังรากแก้วทางพุทธศาสนามาทุกยุคทุกสมัย เพราะที่นี่มากด้วยพระเถราจารย์ผู้ทรงคุณ ฝากฝังมรดกธรรมไว้ในจิตใจของลูกหลานชาวเกาะตลอดมา


คำกล่าวยกย่องความเจริญงอกงามด้านจิตใจของชาวเกาะสมุย - พงัน พิจารณาด้วยเหตุและผลแล้วไม่เกินความจริงเลย เพราะผู้คนบนเกาะทั้งสองนี้มีภาษาของตนเองเรียกว่า "ภาษาเกาะสมุย" หากย้อนกลับไปดูถ้อยคำที่ปู่ย่าตายายชาวเกาะเคยใช้กันจนติดปาก ปรากฏว่ามีหลายคำที่หลายคนฟังแล้วจะรู้สึกอัศจรรย์ใจ เช่น เวลาผู้เฒ่าผู้แก่จะไปทำบุญสุนทานที่วัด ท่านจะพูดว่า "ย่า - ปู่ จะไปทานะที่วัด" หรือ "พ่อ - แม่ จะไปทานะที่วัด" คำว่า "ทานะ" ที่ปู่ย่าตายายพูดกันติดปากนั้นไม่ใช่ภาษาชาวบ้านธรรมดา แต่มันเป็นภาษาบาลี หรือภาษาของพระพุทธเจ้า หรือเวลาไปมอบปัจจัยทำบุญกับญาติมิตร หรือถวายปัจจัยในงานศพ ก็จะใช้คำว่า "โมนา" คำเต็มคือ โมทนา ภาษาบาลีอีกเหมือนกัน เช่นนี้แล้วใครที่พูดว่าชาวเกาะสมุย - พงันคือพวกหนีคดีอาญาหรือโจรสลัด เห็นทีจะต้องถามตัวเองเสียใหม่ละกระมัง เพราะแม้แต่ภาษาพูดของบรรพชนชาวเกาะทั้งสองเกาะ หรือเกาะอื่นๆในบริเวณนี้ มีภาษาเดียวกัน และภาษาที่ว่านี้เป็นภาษาของผู้มีอารยธรรมสูง ไม่มีอะไรที่บ่งบอกให้เห็นว่า เราเป็นพวกโจรต่ำช้า


อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตดั้งเดิมของเราชาวเกาะสมุย - พงันในปัจจุบันนี้เปลี่ยนไปเป็นอันมาก การไหลบ่าเข้ามาของน้ำใหม่ที่แปลกแยกก็ทำให้น้ำที่บริสุทธิ์ต้องประสบปัญหา จึงถึงเวลาแล้วที่เราลูกหลานชาวเกาะทั้งหลายจะได้ช่วยกันคิดหาช่องทางที่จะสร้างภูมิคุ้มกันด้านศิลปวัฒนธรรมต่างๆให้แก่แผ่นดินแม่ คืนความคิดสร้างสรรค์และความรู้ของตนๆให้แก่บ้านเกิด


การรวมตัวก่อตั้งชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนเกาะสมุยที่ผ่านมาเป็นเวลา ๒๔ ปีนั้น เราได้ทำประโยชน์ให้แก่สถาบันไปบ้างแล้ว บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนแนวความคิดสร้างสรรค์ขององค์กรเสียใหม่ เพื่อผนึกกำลังความคิดแก้ไขปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของพ่อแม่พี่น้องชาวสมุย - พงัน เพื่อให้ทันกับปัญหาอันหลากหลายที่รุมเร้าอย่างเสี่ยงอันตรายอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสื่อมโทรมทางด้านจริยธรรม และความครอบงำจากวัฒนธรรมเมืองและวัฒนธรรมตะวันตก หากลูกหลานชาวสมุย - พงันที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาในกรุงเทพฯ และที่อยู่บนเกาะทั้งสองไม่คิดหาทางแก้ไข ก็เป็นที่แน่ใจได้ว่า คำว่าสวรรค์และพระนิพพานก็จะหายไปในท้องทะเลแห่งนี้ นรกก็จะเข้ามาแทนที่อย่างไม่ต้องสงสัย จึงขอฝากไว้ให้เราทั้งหลายช่วยกันพิจารณาด้วย




จาก  http://www.sapa100koh.com

Comment #1
ยกโป้ง
Posted @March,14 2007 05.23 ip : 203...254

คม เฉียบ และแม่นตรง....คงจะจี้เข้าถึงหัวใจพี่น้องชาวสมุยที่กำลังคิด ทำ และกำลังจะทำในสิ่งที่บรรพบุรุษไม่เคยทำ เพราะไปได้ความเชื่อจากที่มาของเงิน...ของสิ่งที่คิดว่าเหนือกว่าตน ดีกว่าตน จนลืมความดี ความงามสุดยอดของบรรพชน

Comment #2
เริงชัย ตันสกุล
Posted @April,05 2007 11.20 ip : 58...110

ขอบคุณมากครับ ที่เล่าเรื่องดีๆให้คนที่ไม่รู้ได้ฟัง แล้วจะติดตามดูต่อไป ขอให้กำลังใจครับ คนหาดใหญ่  มาเกาะปีละครั้ง