หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

หน้าทอนฟอรั่ม

วงน้ำชาออนไลน์ พูดคุย แลกเปลี่ยน เสนอแนะ

วัฒธรรมทางการเมือง

by ลูกหลานไหหลำ @August,21 2008 22.22 ( IP : 118...115 ) | Tags : หน้าทอนฟอรั่ม

**กระบวนการหล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย:สาระสำคัญที่หายไปในสังคมการเมืองไทย **(บทความพิเศษ) แนวหน้าออนไลน์ โดย เฉลิมชัย ยอดมาลัย 24 กพ. 2551
          คนไทยจำนวนไม่น้อยถูกกระแสโฆษณาชวนเชื่อล่อหลอกและล้างสมองมานานแสนนานว่า    "รักประชาธิปไตยต้องไปเลือกตั้ง" จึงส่งผลให้คนไทยจำนวนมากเข้าใจผิดคิดเพียงตื้นๆ ว่า "เมื่อมีการเลือกตั้งก็เป็นประชาธิปไตยแล้ว"  ความเชื่อผิดๆดังกล่าวนี้เองทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคุณลักษณะสำคัญของประชาธิปไตย แต่เรื่องที่น่าประหลาดใจมากที่สุดก็อยู่ตรงที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาทั้งที่มาจากการเลือกตั้งหรือการรัฐประหารต่างก็ไม่เคยพยายามจะสร้างความกระจ่างในเรื่องนี้ให้บังเกิด  จึงดูเสมือนจงใจต้องการให้คนไทยหลงงมงายกับวาทกรรมโฆษณาชวนเชื่อนี้ต่อไปโดยไม่รู้จบ
          แท้จริงแล้ว วัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งของการเลือกตั้งในการปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตยคือ เพื่อเลือกผู้ปกครองประเทศ เพราะตระหนักดีว่าการให้ประชาชนเจ้าของประเทศไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นเป็นการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง (the sovereign and political participation) เพราะความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนั้นถือเป็นหัวใจและรากฐานที่สำคัญประการหนึ่งของการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย นักรัฐศาสตร์ตะวันตกจำนวนไม่น้อยมองประชาธิปไตยไทยด้วยสายตาสังเวช สาเหตุเพราะรัฐบาลไทยทุกยุคไม่เคยมีความพยายามจะปลูกฝังมโนสำนึกเพื่อสร้างกระบวนการหล่อหลอมวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตยให้กับพลเมือง

วัฒนธรรมทางการเมือง (political culture) คืออะไร?
        นักวิชาการตะวันตกที่ศึกษาด้านรัฐศาสตร์หลายคนให้คำนิยามวัฒนธรรมการเมืองไว้หลากหลาย เช่น Gabriel A. Almond บอกว่า "วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นแบบแผนของทัศนคติและความเชื่อของบุคคลที่มีต่อระบบการเมืองหรือต่อระบบย่อยของระบบการเมืองและต่อบทบาททางการเมืองของบุคคล"
        ส่วน Gabriel A. Almond และ Bingham G. Powell บอกว่า "วัฒนธรรมทางการเมืองหมายถึง แบบแผนทางทัศนคติหรือเป็นความรู้สึกหรือการอบรมที่แต่ละคนได้รับ อันจะทำให้การกระทำของแต่ละบุคคลมีความหมาย หรืออาจเรียกว่าเป็นความโน้มเอียงทางการเมืองของบุคคลในฐานะที่เป็นสมาชิกของระบบการเมือง"
        ในทางวิชาการแบ่งความโน้มเอียงทางการเมืองเป็น 3 ลักษณะ คือ
        ก) ความโน้มเอียงด้านการรับรู้ หมายถึงความรู้ความเข้าใจและความเชื่อของบุคคลที่มีต่อระบบการเมืองและส่วนต่างๆ ของระบบการเมือง
        ข) ความโน้มเอียงเกี่ยวกับความรู้สึก หมายถึงความรู้ของบุคคลที่มีต่อระบบการเมืองและส่วนต่างๆ ของระบบการเมือง
        ค) ความโน้มเอียงเกี่ยวกับการประเมินคุณค่า หมายถึงความสามารถในการวิเคราะห์และประเมินเพื่อตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นตลอดจนการมีบทบาทในกิจกรรมทางการเมือง
        แต่หากจะกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ว่าวัฒนธรรมการเมืองคืออะไร ก็คงต้องตอบว่า วัฒนธรรม การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางสังคมที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครอง ส่วนประกอบที่สำคัญของวัฒนธรรมทางการเมือง คือ ค่านิยม ความเชื่อและทัศนคติที่บุคคลมีต่อระบบการเมืองการปกครองของตนและแสดงออกโดยการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองถูกกำหนดขึ้นหรือได้รับอิทธิพลจากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา โดยผ่านกระบวนการอบรมหล่อหลอมของสังคมในระดับต่างๆ แล้วถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่องและสอดรับกับสภาวะแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา

วัฒนธรรมทางการเมืองมีกี่ประเภท?
          วัฒนธรรมทางการเมืองแบ่งได้สามประเภทคือ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบคับแคบ,แบบไพร่ฟ้าและแบบการมีส่วนร่วม (อ่านเพิ่มเติมได้ในการเมืองอเมริกาของศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ พ.ศ. 2548)
        วัฒนธรรมทางการเมืองแบบคับแคบ (parochial political culture) เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของบุคคลที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจทางการเมืองและไม่คิดว่าตนเองจะเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ ทางการเมือง
        วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า (subjective political culture) เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของบุคคลที่สยบยอมต่ออำนาจของรัฐบาล ทั้งที่มีความรู้และเข้าใจในเรื่องของการเมืองโดยทั่วไปแต่กลับไม่ใส่ใจจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง
        วัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม (participant political culture) เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของคนที่สนใจการเมืองอย่างจริงจัง เข้าใจและรู้ระบบการเมืองดีในทุกด้าน มีจิตสำนึกทางการเมืองสูง สนใจและต้องการจะเข้าไปมีบทบาทและมีส่วนร่วมทางการเมือง
        หากจะถามท่านผู้อ่านว่าสังคมการเมืองของไทยอยู่ในวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใด ผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านคงตอบได้เกือบจะทันทีว่าคนไทยส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมทางการเมืองในรูปแบบอะไร แต่ในเชิงวิชาการแล้ว นักคิดตะวันตกเขาวิเคราะห์ว่าสังคมไทยมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบผสมระหว่างแบบไพร่ฟ้ากับการมีส่วนร่วม เพราะเขาเห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมกำลังพัฒนา ซึ่งประชาชนส่วนน้อยให้ความสนใจและต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ในขณะที่คนส่วนใหญ่คิดตรงกันข้าม

วัฒนธรรมทางการเมืองมีความสำคัญอย่างไร?
        ก) วัฒนธรรมทางการเมืองคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับระบบการปกครองของแต่ละรัฐและทำให้ระบบการเมืองของแต่ละรัฐดำรงคงอยู่ได้อย่างราบรื่น เพราะประชาชนจะให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับรัฐบาลโดยการเชื่อฟังคำสั่งและกฎหมายต่างๆ อันทำให้เกิดระเบียบของสังคม
        ข) วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นหรือริเริ่มให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้มักได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกและมักจะเกิดในหมู่ชนชั้นผู้นำของสังคม (elite) ซึ่งไม่พอใจสภาพการปกครองทางการเมืองที่ล้าหลังและด้อยประสิทธิภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ จึงต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

**กระบวนการหล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมืองที่รัฐไทยควรต้องเร่งสร้างเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งในระบอบประชาธิปไตย **           1. เสรีภาพ (liberty) เป็นปัจจัยหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เสรีภาพเป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่มีใครสามารถล่วงละเมิดได้ เสรีภาพที่ควรสร้างเสริมในสังคมการเมืองไทยคือ เสรีภาพที่จะต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีพฤติกรรมกดขี่ข่มเหงประชาชน โดยเฉพาะรัฐบาลที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด การพูด การเขียนและการชุมนุมโดยสันติ
          2. ความเสมอภาค (equality) แนวคิดนี้สืบเนื่องมาจากแนวคิดเรื่องเสรีภาพ โดยเน้นในความเท่าเทียมกับของมนุษย์ทุกคน (all men are created equal) และความเท่าเทียมในโอกาส (equality of opportunity) เพราะตระหนักดีว่า เมื่อมนุษย์มีความเสมอภาคแล้วจะนำไปสู่การปรับเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม
          3. ปฏิบัติการนิยม (pragmatism) คือการให้ความสนใจในเรื่องการปฏิบัติ โดยเน้นประสิทธิภาพและประโยชน์สุขเฉพาะหน้าเพื่อจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เน้นการใช้สติปัญญาแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ และเน้นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เน้นการประนีประนอมแต่ต้องประนีประนอมกับสิ่งที่ถูกต้องดีงามเท่านั้น
          4. ความเป็นปัจเจกชน (individualism) เน้นหลักสิทธิมนุษยชน เคารพหลักเสรีภาพและความเท่าเทียมของมนุษย์ เน้นความมีศักดิ์ศรีของประชาชน ให้ความสำคัญกับหลักปัจเจกบุคคลมากกว่าการเกรงกลัวรัฐบาลอย่างขาดสติไร้เหตุผล รัฐบาลไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการดำรงชีวิตของประชาชนหากสิ่งนั้นเป็นความก้าวหน้าและความผาสุกของประชาชน เพราะเชื่อว่าเมื่อประชาชนก้าวหน้าและผาสุกแล้วรัฐบาลและประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองและสงบเรียบร้อย
          5. ความเป็นประชาธิปไตย (democracy) ยึดมั่นในหลักการสำคัญคืออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน บุคคลมีความเสมอภาคไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ประชาชนมีสิทธิหน้าที่และเสรีภาพทางการเมืองมิได้เกิดมาเป็นทาสของใคร รัฐบาลต้องให้การประกันหลักสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน และที่สำคัญคือรัฐบาลต้องมีอำนาจหน้าที่อันจำกัด รัฐบาลไม่ควรมีอำนาจจนล้นฟ้าล้นแผ่นดินเพราะจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้

วัฒนธรรมทางการเมืองมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมอย่างไร?
          1. มีผลต่อวิธีการที่บุคคลจะตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระบบการปกครอง เช่นเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นในประเทศหนึ่ง อาจจะพบว่าบางประเทศคนในชาติจะรวมกำลังกันต่อต้าน แต่ในบางประเทศจะพบว่าคนในชาติให้การสนับสนุน
          2. มีอิทธิพลโดยตรงต่อเป้าหมายของการแสดงพฤติกรรมทางการเมืองของบุคคล
          3. เป็นเครื่องบ่งบอกถึงวิธีการที่แต่ละคนจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับวิถีทางการเมือง
          4. เป็นเครื่องบ่งบอกถึงปทัสถานของบุคคลที่จะมีส่วนกำหนดวิธีการที่ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง
          5. เป็นเครื่องบอกให้รู้ถึงตำแหน่งที่มีอิทธิพลและพลังอำนาจทางการเมืองของแต่ละกลุ่มหรือบุคคล ทำให้รู้ว่าในเรื่องหนึ่งเรื่องใดนั้นเราควรจะติดต่อกับใคร และรู้ว่าใครมีอิทธิพลเหนือใคร
          6. ทำให้ทราบว่าหากต้องการติดต่อในเรื่องทางการเมือง ผู้ติดต่อจะต้องกล่าวถึงอะไรและพอจะประเมินได้ว่าผลของการกล่าวถึงนั้นจะออกมาอย่างไร
          7. ข้อพึงสังวรคือ แม้จะมีโครงสร้างทางการเมืองที่คล้ายคลึงกัน เช่น มีพรรคการเมืองและมีรัฐสภา แต่หากวัฒนธรรมทางการเมืองต่างกัน ก็จะทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่างกันไปจนอาจประสบความล้มเหลวในที่สุด
          ข้อสรุปที่ผู้เขียนต้องการสื่อสารกับผู้อ่านและผู้คนในสังคมไทยคือ ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนไทยทั้งมวลจะต้องรวมตัวกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคม เราไม่ต้องเสียเวลารอให้รัฐบาลชุดใดมาสร้างสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดนี้ให้กับเรา เพราะไม่เคยมีรัฐบาลไหนจริงใจและหวังดีกับประชาชน ตรงกันข้ามกลับจะมีแต่รัฐบาลที่คอยกดขี่ ข่มเหง รังแกประชาชน ดังนั้นอย่าเสียเวลารอคอยสิ่งซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้นจากรัฐบาลเลย โปรดเร่งลงมือกระทำกันเองเสียแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับเราทุกคนและคนรุ่นหลัง

Main menu

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน
  • คนขี่เสือ - เรื่องราวของคนขี่เสือที่เกาะสมุย
  • Nathon Radio
  • สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยสมุย FM 96.75 MHz
  • หน้าทอนคึกคัก - รวมความเคลื่อนไหว
  • ศูนย์สื่อสารโรงพยาบาลเกาะสมุย

ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมกับเว็บ NathonCity ด้วยการส่งบทความ หรือภาพถ่าย มาร่วมเผยแพร่ในเว็บไซท์นี้