จาก เดลินิวส์ (ออนไลน์)
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2551
เชิดชาย ทวีเมือง
เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้นำเม็ดเงินเข้าเกาะสมุยปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่กลับตรงกันข้าม กับมาตรการในการรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินให้กับนักท่องเที่ยวน้อยมาก และยิ่งเกิดเหตุโจรแก๊งมิจฉาชีพที่สร้างความเดือดร้อนเป็นภัยรายวันที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวและสุจริตชน
ปัญหาลักขโมยเป็นปัญหาของสังคมโดยรวมที่เกิดขึ้นตามมาพอ ๆ กับปัญหายาเสพติดที่เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง เรียกได้ว่าเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งหาทางแก้ปัญหา ไม่ว่าในส่วนของ ภาคตำรวจ และ ประชาชน ในการสอดส่องดูแลให้รัดกุมยิ่งขึ้น ภาคประชาชนต้องผนึกกำลังในชุมชนการจัดชุดสายตรวจของอาสาสมัครชุดป้องกันภัยประจำหมู่บ้านในการร่วมกันสอดส่องดูแลภายในชุมชน น่าจะเป็นอีกทางออกหนึ่งของการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างให้กลุ่มลักขโมยเข้าได้ อีกส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีมาตรการ คุมเข้มและแก้ปัญหากลุ่มวัยรุ่นที่เข้ามาในเกาะสมุยในรูปแบบที่หลากหลาย รวมทั้งจัดทำประวัติร้านรับซื้อของเก่า การขายสินค้า รวมทั้งการชักจูงต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งล่อใจให้กับกลุ่มมิจฉาชีพหากินง่าย
แก๊งมิจฉาชีพพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีวัฒนธรรมที่ดี เห็นอะไรที่เป็นของคนอื่นซึ่งมีค่า มีราคา ในหัวจิตหัวใจพวกมันจ้องแต่จะลักจะขโมย อยากได้ข้าวของคนอื่นเผลอเมื่อไหร่เป็นเสร็จพวกมันทันที จัดว่าเป็นแก๊งที่อยากได้ของของคนอื่น จนเป็นสันดาน เอาของของคนอื่นบางครั้งก็ไม่ใช่นิสัยที่ติดมากับตัว แต่มีความจำเป็นต้องทำจึงตัดสินใจคิดผิด ๆ คิดสั้น ๆ กลายเป็นโจรไปในทันใด ในยุคที่เศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง ซึ่งปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับเกาะสมุย จากสาเหตุอะไรนั้นต่างรู้กันหมดไม่ต้องมีคำอธิบาย พวกโจรงัดแงะ ลักเล็กขโมยน้อยจนถึงขโมยใหญ่ โจรกระจอกโจรห้าร้อยยันโจรพันโจรหมื่นโจรแสนถึงล้าน แก๊งพวกนี้อาละวาด กวาดทรัพย์สินเท่าที่จะขนไปได้เวลาเจ้าของบ้านไม่อยู่ คือ ภัยรายวัน ที่ตามคุกคามคนอาศัยอยู่ในบ้านเช่าเจอกันมาแทบทุกวันทั้งที่เป็นข่าวและที่ไม่เป็นข่าว เรื่องแบบนี้จะอาศัยกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือตัวช่วยใด ๆ คงไม่เข้าท่าแน่นอน ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่สำหรับนักท่องเที่ยว จะพึ่งใครถ้าไม่พึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ คือเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร และตำรวจท่องเที่ยว
ในปัจจุบันนี้ แก๊งพวกนี้มีการพัฒนาในการก่อเหตุซึ่งแก๊งพวกนี้จะใช้ยานพาหนะ เป็นรถจักรยานยนต์ ที่เป็นรถเช่า และรถจักรยานยนต์ที่ขโมยมาในพื้นที่เกาะสมุยอีกนั่นแหละ ที่ใช้ในการออกก่อเหตุตอนกลางคืน ถ้าเป็น นักท่องเที่ยวจะใช้วิธีสะกดรอยตาม เผลอเมื่อไหร่ จะลงมือปฏิบัติการทันที ไม่ว่าจะก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์ หรือฉกทรัพย์สินในรถ ขณะที่ตามบ้านเรือนบ้านเช่า พวกมันก็หาโอกาสลงมือได้ง่าย ๆ โดยไม่มีการทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้เลย สุจริตชนคนหาเช้ากินค่ำ อยู่บ้านเช่า ออกไปทำงานแต่เช้า กลับเข้าบ้านตอนเย็นเมื่อเข้าไปในบ้านแทบเข่าอ่อน เมื่อทรัพย์สินที่หามาได้จากหยาดเหงื่อแต่ละหยด ทรัพย์สินแต่ละชิ้นที่หามาได้ กลับถูกแก๊งตีนแมวยกเค้าไปหมด ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาชมความงามของเกาะสมุย เพื่อที่จะได้นำกลับไปเป็นของที่ระลึก ฝากญาติพี่น้องที่ต่างแดน และเพื่อกลับไปเล่าสู่ให้ญาติพี่น้องฟัง แต่กลับต้องมาสูญเสียทรัพย์สินมีค่า แทบไม่มีเงินกลับบ้าน ขณะนอนในโรงแรมยังถูกลักทรัพย์ ออกมาบนถนนก็ถูกแก๊งฉกชิงวิ่งราว สร้างรอยบาปไว้ให้ จนไม่มีสิ่งดี ๆ นำไปฝากญาติพี่น้อง แม้แต่คำชมเชยของเกาะสมุย คงมีแต่คำว่า “เสียความรู้สึก” และอีกหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นแก๊งขโมยรถจักรยานยนต์ของนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเป็นรายวัน นี่แค่เหตุการณ์ส่วนหนึ่งที่นำมาตีแผ่ให้ทราบ
อย่างไร ก็ตามถ้าจะลำดับเหตุการณ์กันจริง ๆ คงไม่พอแต่จะลำดับเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดกันขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ วันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา นายจ๊อดส์ แลนด์กิ้น เศรษฐีค้าเพชรชาวอังกฤษวัย 73 ปี พร้อม นางสาวบุญสงค์ ขุนอินทร์ อายุ 35 ปี ภรรยาชาวไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ต.จารุ เพ็ชรปาน สวส.สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย ได้จอดรถยนต์เก๋งฟอร์ด สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน กจ 1577 สุราษฎร์ธานี มานั่งกินกาแฟที่ร้านอาหารชื่อ “ปิกนิก บาร์” ริมถนนสายบ้านบางรักษ์-สนามบินเกาะสมุย หมู่ 4 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย โดย ด.ช.น้ำ อายุ 8 ขวบ ลูกชายของนางสาว บุญสงค์ นั่งเล่นเกมในรถยนต์ สองสามีภรรยานั่งกินกาแฟอยู่ในร้าน ได้มีชายไทยอายุ 20-25 ปี ใช้รถจักรยานยนต์แบบผู้หญิง สีฟ้าจำหมายเลขทะเบียนได้ 190 แต่ไม่ทราบหมวดอักษรและจังหวัด เข้ามาจอดใกล้ ๆ จากนั้นคนร้ายได้เข้าไปหยิบกระเป๋าสะพายสีน้ำตาล ที่วางอยู่ในที่พักเท้าภายในรถยนต์ ซึ่งภายในมีเครื่องเพชรจำนวนมาก เฉพาะเครื่องเพชรมีมูลค่าประมาณ 800,000 บาท และเงินปอนด์ต่างประเทศมูลค่า 500 ปอนด์ สร้อยคอทองคำ 2 เส้นน้ำหนัก 5 บาท พระเลี่ยมทอง บัตรเอทีเอ็ม หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) 2 เล่ม โดนคนร้ายฉกไปทั้งกระเป๋า ซึ่งภายในมีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,500,000 บาท (หนึ่งล้านห้าแสนบาท)
สำหรับที่เกิดเหตุตรงจุดนี้ เกิดขึ้นมาแล้วไล่เลี่ยกัน 3-4 ครั้ง ขณะที่ยังมีเหตุแก๊งวิ่งราวทรัพย์ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว คนร้ายได้ลงมือกระชากกระเป๋าสะพายของนักท่องเที่ยว บริเวณถนนหน้าโรงพัก สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย ถึง 2 ครั้ง 2 ครา ผู้เสียหายเป็นนักท่องเที่ยว และในพื้นที่ชายหาดเฉวง นับครั้งไม่ถ้วนภายในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และคดีแก๊งตีนแมวลักขโมยตามบ้านเรือนห้องเช่าร่วม 100 คดี ที่ตำรวจยังจับโจรแสบพวกนี้ไม่ได้ “ถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานของรัฐ ที่รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม จะงัดมาตรการอย่างเอาจริงเอาจังเสียที” ก่อนจะสายเกินแก้โดยจับกุมแก๊งแสบรายนี้มาโชว์ต่อสาธารณชนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับการท่องเที่ยวเกาะสมุย และเพื่อรักษาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวนำเม็ดเงินเข้าเกาะสมุยอย่างต่อเนื่องในช่วงใกล้ ไฮซีซั่น
อย่าปล่อยให้เกาะสมุย ดินแดนสวรรค์ น้ำทะเลใส หาดทรายสวย ที่เป็นคำขวัญประจำเกาะสมุย ต้องมากลายเป็นดินแดนสนธยาเลย มาหามาตรการในการปกป้องทรัพยากรมนุษย์ (นักท่องเที่ยว) ที่ยังเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในขณะนี้ ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเมินเกาะสมุย ?.
ที่มา www.dailynews.co.th
NathonCity
ร่วมชายคา
nathpong
แจ้งลบหัวข้อ
