หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

เก็บข่าวมาเล่า

ธนารักษ์ชง10โปรเจ็กต์ยักษ์ ดึงเอกชนประมูลทำเลทองกลางกรุง-สมุย

จาก ประชาชาติธุรกิจ (ออนไลน์)
วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ปีที่ 33 ฉบับที่ 4109





คลัง ชู "โครงการธนารักษ์เพื่อชาติ" ดึงเอกชนพัฒนาที่ดินราชพัสดุ 10 โครงการ มูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าปั๊มรายได้เข้ารัฐ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี "พฤฒิชัย" มั่นใจเข็น 4 โปรเจ็กต์ใหญ่ใน กทม.คลอดทันสิ้นปีนี้ เผยโครงการพัฒนาที่ดินไม่คืบหน้าเพราะมูลค่าเกิน 1,000 ล้าน ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ภาคธุรกิจขานรับโครงการดี ผลตอบแทนดี น่าลงทุน แต่อยากเห็นความชัดเจนและต่อเนื่อง


น.พ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้นายเทวัญ วิชิตะกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ไปจัดทำ "โครงการธนารักษ์เพื่อชาติ" ซึ่งในหลักการนั้นจะมีการนำที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ที่มีอยู่เป็นจำนวน มากมา บริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ทั้งในเชิงของเศรษฐกิจ, สังคม และ สิ่งแวดล้อม โดยมีระยะเวลาในการดำเนินงาน 4 ปี (2552-2555) คาดว่าจะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีกปีละไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท จากเดิมจะมีรายได้แค่ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น


" ส่วนการปรับขึ้นค่าเช่าที่ดิน คงจะต้องมีการพิจารณาปรับขึ้นกันบ้าง โดยเฉพาะที่ดินราชพัสดุที่ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และที่อยู่อาศัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีทำเลดีๆ ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้อัตราค่าเช่าเดิมนั้นไม่ได้มีการปรับมานานหลายปีแล้ว บางแห่งคิดค่าเช่าแค่ตารางวาละ 5-10 บาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งผมได้มอบหมายให้อธิบดี กรมธนารักษ์ไปศึกษาแล้ว ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าเช่าที่ดินก็จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนธนารักษ์เพื่อ ชาติที่จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นบ้างแต่ไม่มากถึงขนาดที่จะทำให้รัฐมี รายได้เพิ่มขึ้นถึง 2 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ตัวเมนหลักๆ จะเป็นการนำที่ดินมาจัดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ"


สำหรับโครงการ ธนารักษ์เพื่อชาติระยะที่ 1 มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 4 ปีนั้นจะมีอยู่ประมาณ 10 โครงการ มูลค่าการลงทุนโดยรวม 24,100 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วย 1) โครงการศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โซน C ตั้งอยู่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ เนื้อที่ประมาณ 156 ไร่ โครงการนี้จะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาประมูลงานก่อสร้างอาคาร 9 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 300,000 ตร.ม. มูลค่าในการก่อสร้างประมาณ 10,000 ล้านบาท 2) โครงการศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในส่วนที่เป็นพื้นที่ต่อขยายออกไปทางด้านหลัง 7 ไร่ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่ของศูนย์ประชุมและที่จอดรถ มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท


3) โครงการก่อสร้างอาคารสูง 30 ชั้น บนพื้นที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน ตรงข้ามสนามเป้า ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) ขณะนี้ทาง บบส.ได้ส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวคืนให้กับกระทรวงการคลังแล้ว และพร้อมที่จะนำไปเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาประมูลได้ในเร็วๆ นี้ และเนื่องจากโครงการนี้ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทางกรม ธนารักษ์จึงออกแบบโครงการและจัดแบ่งพื้นที่ที่จะให้เช่าทั้งหมด 62,400 ตร.ม.ออกเป็น 3 โซน ได้แก่ พื้นที่เพื่อการค้าขายในเชิงพาณิชย์, ศูนย์กวดวิชาและเปิดให้ภาคเอกชนและส่วนราชการเข้ามาเช่าพื้นที่ (office) โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2,500 ล้านบาท


4) โครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมสูง 20 ชั้นมูลค่า 1,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 3 ไร่เศษ ตั้งอยู่บริเวณวัดไผ่ตัน ถนนพหลโยธิน ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ดินขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) ส่งมอบพื้นที่คืนให้กับกระทรวงการคลัง โครงการนี้ทางกรมธนารักษ์จะนำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมพักอาศัยจำนวน 664 ยูนิต ยูนิตละ 28 ตร.ม.


5) โครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น มูลค่า 500 ล้านบาท บนเนื้อที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณหลังโรงแรมมิราเคิล หลักสี่ เดิมเป็นที่ดินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งมอบพื้นที่คืนให้กับกระทรวงการคลังแล้ว และได้มอบหมายให้บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์รับไปดำเนินการให้ก่อสร้างและ เปิดขายให้กับข้าราชการที่ทำงานอยู่ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะในราคาพิเศษ โครงการนี้มี 343 ยูนิต ยูนิตละ 28 ตร.ม.


6) โครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น มูลค่า 150 ล้านบาท บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ บริเวณถนนสุทธิสาร ซอยอินทามระ 21-23 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของบังกะโล เอ็นจอยเดิม โครงการนี้จะนำมาทำห้องพักอาศัยจำนวน 74 ยูนิต ยูนิตละ 40 ตร.ม. ส่วนด้านล่างจะแบ่งให้เป็นพื้นที่ในเชิงพาณิชย์ 750 ตร.ม.


"ที่ดิน ราชพัสดุทั้ง 6 แปลง ทางกรม ธนารักษ์ได้มอบหมายให้บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการ ในจำนวนนี้มีอยู่ 4 แปลงได้ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมบอร์ด บริษัทธนารักษ์พัฒนา สิน ทรัพย์แล้ว ได้แก่ ที่ดินราชพัสดุที่เป็น ที่ตั้งของ บบส., ที่ดินของ ร.ส.พ.วัดไผ่ตัน, ที่ดินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลักสี่ และที่ดินของบังกะโลเอ็นจอย คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายใน 2-3 เดือน หรืออย่างช้าก็ไม่เกินสิ้นปีนี้"


ส่วนแผนการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ ตามโครงการธนารักษ์เพื่อชาติอีก 4 แปลงที่เหลือจะอยู่ในต่างจังหวัด ประกอบไปด้วย 1) โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติจังหวัดภูเก็ต บริเวณหาดไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต บนเนื้อที่ 150 ไร่ มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 3,750 ล้านบาท สำหรับที่มาของโครงการนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไปตรวจราชการที่จังหวัดภูเก็ต ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังนำพื้นที่ดังกล่าวไปพัฒนาเป็นศูนย์ประชุมนานา ชาติ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต จึงได้บรรจุโครงการนี้ไว้ใน "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง" โดยโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติภูเก็ตจะแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ อาคารศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้าพื้นที่ 100,000 ตร.ม. และโรงแรม 5 ดาวสำหรับผู้มาประชุมอีก 350 ห้อง ซึ่งทางกรมธนารักษ์จะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาประมูลงานในลักษณะ turn key ในเร็วๆ นี้


2) โครงการก่อสร้างโรงแรม 5 ดาวจำนวน 35 หลัง มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท บริเวณแหลมไม้แก่น เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี บนเนื้อที่ 37 ไร่ ติดทะเลถึง 3 ด้าน โครงการนี้จะก่อสร้างภายใต้คอนเซ็ปต์ "Green Hotel Concept" เน้นในเชิงของการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติเป็นหลัก จึงมีลักษณะคล้ายๆ บังกะโลเป็นหลังๆ 3) โครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุเกาะกูด จังหวัดตราด บนเนื้อที่ 62,000 ไร่ และ 4) โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 5 ไร่เศษ ตั้งอยู่บริเวณไนท์พลาซ่า เป็นต้น


แหล่ง ข่าวจากนักพัฒนาที่ดินจังหวัด สุราษฎร์ธานีตั้งข้อสังเกตว่า โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ในต่างจังหวัดทั้ง 4 แปลงนี้เป็นโครงการที่ผลักดันกันมาหลายปี และมีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลอย่างน้อย 3 ยุคแล้วจึงไม่มีการสานต่อและจัดสรรงบประมาณสนับสนุน โครงการเหล่านี้จึงไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าที่ควร


สำหรับโป รเจ็กต์ที่เปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เช่น โครงการพัฒนาที่ดิน ราชพัสดุเกาะกูด หรือโครงการก่อสร้างโรงแรม 5 ดาว บริเวณแหลมไม้แก่น อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2549 แล้ว แต่มีความล่าช้าเนื่องจากมูลค่าโครงการเกินกว่า 1 พันล้านบาท จึงต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้กระทรวงการคลังจะต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะ รัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบโครงการ หาก ครม.เห็นชอบแล้วก็จะมีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการ และตั้งคณะกรรมการกำหนดทีโออาร์ต่อไป ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการอีกหลายเดือน


แหล่ง ข่าวจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้คัดเลือกที่ดินที่มีศักยภาพบริเวณตลาดไนท์บาซาร์ เนื้อที่ 5 ไร่เศษ เพื่อนำมาพัฒนา โดยจะเปิดให้เอกชนที่ต้องการลงทุนเชิงพาณิชย์เข้ามาพัฒนาพื้นที่ในเชิง ธุรกิจ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอคืนที่ดินจากหน่วยงานที่เข้าใช้ประโยชน์ และสำรวจรายละเอียดต่างๆ ของที่ดิน ซึ่งจะต้องรอความชัดเจน และกำหนดเงื่อนไขที่แน่นอนอีกครั้ง พร้อมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาการประมูลที่ดินเพื่อกำหนดเงื่อนไขการ ประมูล


นายธนพล ศิริธนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า โครงการแบบนี้ รัฐบาลพยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูง สุด ถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่การพัฒนาจะต้องมีความต่อเนื่อง รวมทั้งแก้ไขอุปสรรคและข้อจำกัดที่มีอยู่ ให้เห็นผลในทางปฏิบัติและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายที่อาจส่งผลให้การพัฒนาทรัพย์ดังกล่าวล่าช้า เช่น ขั้นตอนการยื่นประมูล เป็นต้น


"ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ส่วนเอกชนจะสนใจเข้าไปลงทุนหรือไม่ ตอบยาก ขึ้นอยู่กับทำเล และผลตอบแทนด้านการลงทุนในระยะยาวมากกว่า สถานการณ์แบบนี้ด้วย ประเมินลำบาก" นายธนพลกล่าวและว่า


แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีเอกชน เสนอตัวเข้าร่วมประมูล แม้ภาวะเศรษฐกิจจะไม่ดีก็ตาม เพราะขณะนี้มีสัญญาณหลายอย่างที่ทำให้เอกชนมั่นใจ ส่วนยูนิเวนเจอร์เอง เห็นว่าถ้าโครงการดี ผลตอบแทนดี ก็น่าลงทุน"


ขณะที่นายธงชัย จิรดิลก ประธานบริษัท เอเชีย แอสเสท แอดไวซอรี จำกัด ผู้บริหารกองทุนอสังหาริมทรัพย์แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 1 และ 2 ให้ความเห็นว่า ที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์หลายแปลงอยู่ในทำเลที่ดี และเป็นที่ดินที่มีศักยภาพในการพัฒนา คิดว่าหากกรมธนารักษ์นำที่ดิน ที่มีอยู่ในมือให้เช่า หรือให้สัมปทานในการพัฒนาก็น่าจะมีเอกชนหลายรายสนใจ แต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ยังมีปัญหา จึงทำให้โอกาสในการลงทุนเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม จากที่ขั้นตอนในการดำเนินการในส่วนของภาครัฐต้องใช้เวลานาน ขณะที่การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน การออกแบบโครงการ การหาแหล่งเงินทุน จนถึงการลงมือก่อสร้างก็จำเป็นต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ถึงตอนนั้นเศรษฐกิจโดยรวมอาจดีขึ้น ส่งผลให้ความเป็นไปได้ในแง่ของการลงทุนมีมากขึ้นก็ได้


"ที่ดินที่ เอกชนสนใจ หลักๆ แล้วต้องอยู่ในโลเกชั่นที่ดี เท่าที่ทราบที่ดินกรมธนารักษ์หลายๆ แปลงน่าสนใจมาก เพียงแต่ในแง่ของไทมิ่งช่วงนี้อาจเป็นไปได้น้อย การลงทุนจึงไม่น่าจะเกิด เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี อย่างการลงทุนพัฒนาอาคารสำนักงานในย่านกลางเมือง เวลานี้ถ้าอัตราค่าเช่าเฉลี่ยยังอยู่ที่ 700 บาท/ตร.ม./เดือนก็ไม่คุ้ม อย่างน้อยค่าเช่าต้องไต่ระดับจนถึง 1,000 บาท/ตร.ม./เดือน การลงทุนใหม่จึงจะเกิด"


ขณะเดียวกันการพัฒนาโครงการในที่ดินราชพัสดุ โดยหลักการแล้วรัฐจะให้เช่าระยะยาว 30 ปี แต่เมื่อเศรษฐกิจยังมีปัญหา และช่วงเวลายังไม่เหมาะสมในการลงทุน เอกชนก็คงต้องคิดหนักเพราะสัญญาเช่าเดินหน้าไปเรื่อยๆ ต่างกับการหาซื้อที่ดินมาพัฒนาเองเมื่อเห็นว่าช่วงเวลาเหมาะสม ซึ่งอาจจะยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนแผนได้ง่ายกว่า


หน้า 1


ที่มา www.matichon.co.th/prachachat

Comment #1
Posted @May,29 2009 17.44 ip : 117...73

น่าจะกันที่ไว้ให้ชาวบ้านบ้าง อย่าเอาไปหาประโยชน์หมดซิ

Comment #2
Posted @May,31 2009 17.34 ip : 118...22

อยากได้สวนสาธารณะนะ แบบสวนรถไฟหรือสวนลุมทำได้ไหมพื้นที่ตรงนั้น

Main menu

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน
  • Nathon Radio
  • สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยสมุย FM 96.75 MHz
  • หน้าทอนคึกคัก - รวมความเคลื่อนไหว
  • ศูนย์สื่อสารโรงพยาบาลเกาะสมุย

ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมกับเว็บ NathonCity ด้วยการส่งบทความ หรือภาพถ่าย มาร่วมเผยแพร่ในเว็บไซท์นี้