หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

หน้าทอนฟอรั่ม

วงน้ำชาออนไลน์ พูดคุย แลกเปลี่ยน เสนอแนะ

แด่วีรชน 6 ตุลา

by พลเมือง @September,30 2007 21.41 ( IP : 61...233 ) | Tags : หน้าทอนฟอรั่ม
Comment #1
นึกถึงพม่า
Posted @October,01 2007 04.27 ip : 125...30

คววามรู้สึกคนผ่านเหตุการณ์มา..คงไม่ต่างกับพม่าตอนนี้....ได้ร่วมฝ่าฟันกันมา...แต่พอเวลผ่านไป...คนไทยก็แยกแตกกัน...ที่หันหลังให้กันก็ยังกลับมาจับมือกัน...สัจจธรรมคือมนุษญ์เปลี่ยนได้เมื่อเวลาผ่านไป

Comment #2
นึกถึงไทย
Posted @October,01 2007 09.09 ip : 125...89

เรากลับนึกถึงไทยแทน ไม่ใช่เรื่องภาคใต้ แต่เรื่องที่เรากำลังแบ่งเป็น เอาทักษิณ กับ ไม่เอาทักษิณ นั่นแหละ เหมือนมันเป็นปุ๋ยที่เพาะบ่มความขัดแย้ง ความเกลียดชัง รอวันเท่านั้น

Comment #3
...
Posted @October,01 2007 09.51 ip : 74...215

... เจ้าฝันถึงโลกสีใด ...

Comment #4
นึกไม่ออก
Posted @October,01 2007 10.02 ip : 222...73

เจ้าของกระทู้ครับ โหดไปหน่อยหรือเปล่าครับ น่าจะให้ข้อมูลประกอบด้วยว่ามันคืออะไร คนทื่ไม่มีข้อมูล เห็นอาจนึกว่าเอารูปโหดๆมาให้ดูเพื่ออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เข้าใจอะไรดีขึ้น

Comment #5
Posted @October,01 2007 10.32 ip : 61...35

ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง กำลังรวบรวมให้อ่านแล้วเข้าใจความเป็นมา เลยลงแต่รูปให้ดูไปก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เชิญอ่านได้เลยครับ ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อให้ศึกษา แก้ไข ปรับปรุง มิใช่เพื่อแก้แค้น 
www. 2519 net   เสรีภาพ สันติภาพ ความเป็นธรรม

ย้อนอดีต เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ความหอมหวานแห่งชัยชนะ ก่อนจะกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 คงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องกล่าวโยงไปถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นักศึกษาประชาชนไทยได้แสดง “พลังประชาชนและประชาธิปไตย” อันเป็นพลังที่ส่งผลให้ทิศทางการเมืองและสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว ผู้นำเผด็จการ 3 คนซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าในประเทศขณะนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด จอมพลประภาส จารุเสถียร รองนายกฯ รัฐมนตรีมหาดไทย ผู้บัญชาการทหารบก และพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอมและบุตรเขยจอมพลประภาส ต้องเดินทางออกจากประเทศไทย

ชัยชนะของขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่สามารถโค่นรัฐบาลเผด็จการให้พ้นจากอำนาจได้ ทำให้บรรยากาศการเมืองไทยเปลี่ยนจาก “ยุคมืดของเผด็จการ” เป็น “ยุคทอง” ของการต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ความตื่นตัวในสิทธิประชาธิปไตยขยายตัวอย่างรวดเร็วจากห้องเรียนในสถานศึกษา สู่โรงงานและท้องไร่ท้องนารวมทั้งตามถนนหนทางทั่วไป

ช่วงนั้นขบวนการนักศึกษาได้รับความชื่นชมยกย่องจากคนส่วนใหญ่ ซึ่งคาดหวังว่าเมื่อสามารถกำจัดผู้นำเผด็จการให้พ้นจากอำนาจได้แล้ว สังคมไทยควรเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชนิดถอนรากถอนโคน โดยมองข้ามความจริงที่ว่า แม้ผู้นำเผด็จการจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่แกนโครงสร้างทางอำนาจของเผด็จการยังคงอยู่ เพียงถอยฉากไปฟักตัวรอเวลาเหมาะสมที่จะเติบโตขึ้นมาอีก เรื่องนี้มีผู้เปรียบอำนาจการปกครองระบอบเผด็จการของเมืองไทยขณะนั้นว่า เหมือนตึกที่มีรากฐานมั่นคง เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เป็นเพียงพายุใหญ่ที่พัดกระเบื้อง 3 แผ่นหลุดปลิวไปเท่านั้น เมื่อขับไล่ผู้ปกครองกลุ่มเก่าไป ก็จะมีผู้ปกครองกลุ่มใหม่เข้ามาช่วงชิงดอกผลจากการต่อสู้ของนิสิตนักศึกษาประชาชน โดยพยายามทุกวิถีทางที่จะฟื้นอำนาจเผด็จการอย่างเก่าขึ้นมาอีก ความจริงเรื่องนี้เองที่ทำให้สังคมไทยในเวลาต่อมาแบ่งแยกออกเป็นสองขั้ว (มีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายก้าวหน้า ฝ่ายขวากับฝ่ายซ้าย ฯลฯ) อันทำให้เกิดข้อขัดแย้งมากมายในสังคมไทย และเป็นประเด็นให้เกิดความรุนแรงอย่างที่สุดในอีก 3 ปีต่อมา

หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 คลี่คลายลง ขบวนการนักศึกษามีบทบาทเป็นแกนกลางเชื่อมประสานการต่อสู้ของกรรมกรและชาวนาไทยเข้าด้วยกัน รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

เพื่อฉายภาพสังคมช่วงนั้นให้เห็นชัดเจนขึ้น จึงขอนำข้อมูลจากบทความเรื่อง “ใครก่อเหตุการณ์ 6 ตุลา” โดย ศรพรหม วาศสุรางค์ ในหนังสือ “อย่าเป็นเพียงตำนาน” ของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเสนอดังนี้

ช่วง 2 เดือนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นั้น กรรมกรนัดหยุดงานเพิ่มมากขึ้นกว่า 300 ครั้ง และในปีถัดมากระแสการนัดหยุดงานก็พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 700 ครั้ง ถึงขนาดสามารถกล่าวได้ว่า ขบวนการกรรมกรกว่าร้อยละ 80 เคยนัดหยุดงานในช่วงเวลาดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้น ปัญหาการนัดหยุดงานของกรรมกรเกิดจากสภาพความบีบคั้นแร้นแค้นที่สะสมมานานจนเกิดแรงระเบิดขึ้นในระยะดังกล่าว ผู้ใช้แรงงานเรียกร้องขอเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการ รวมทั้งหลักประกันในการทำงาน จนกระทั่งปี 2517 กรรมกรก็ชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวง สามารถเรียกร้องให้รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ออกประกาศกำหนดค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศได้สำเร็จ และนำไปสู่การออกกฎหมายคุ้มครองแรงงานในปีถัดมา กระแสการเคลื่อนไหวของกรรมกรที่ถี่ขึ้น ได้นำไปสู่การก่อตั้งสหภาพแรงงานในวิสาหกิจต่างๆ แล้วเติบโตขยายตัวก่อตั้งองค์กรกลางสหภาพแรงงาน และองค์การสภาลูกจ้างแรงงานในที่สุด

ส่วนการเคลื่อนไหวของชาวนาชาวไร่ในชนบทนั้น หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ชาวนาชาวไร่ผู้ประสบความเดือดร้อนมาช้านานได้รวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาชาวนา ตั้งแต่ปี 2517 จนถึงเดือนพฤษภาคม ชาวนาจำนวนมากได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องหนี้สินและปัญหาการครอบครองที่ดิน ปลายเดือนมิถุนายน 2517 ชาวนาได้จัดชุมนุมใหญ่เป็นครั้งแรกที่ท้องสนามหลวง และชุมนุมกันอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ในที่สุดก็มีการก่อตั้งองค์กรของชาวนาขึ้นอย่างเป็นทางการในชื่อ “สหพันธ์ชาวนาชาวไร่”

ลำดับเหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519

มิถุนายน 2519 สุธรรม แสงประทุม ได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ในช่วงนั้นได้มีการประเมินสถานการณ์ว่ากำลังก้าวเดินไปสู่ความเลวร้ายทุกขณะ โดยมีการทำลายล้างทั้งการโฆษณาและวิธีการรุนแรง แต่กลับทำให้ขบวนการนักศึกษาเติบใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ดูจากผลการเลือกตั้งกรรมการนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ประจำปี 2519 นักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าได้รับชัยชนะเกือบทุกสถาบัน

27 มิถุนายน 2519 กิตติวุฒโฑภิกขุ ให้สัมภาษณ์ น.ส.พ.จัตุรัส ว่า “การฆ่าคนเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นบุญกุศลเหมือนฆ่าปลาแกงใส่บาตรพระ”

2 กรกฎาคม 2519 กรรมการ ศนท. นัดพบประชาชนที่สนามหลวง การชุมนุมครั้งนี้มีคนถูกปาด้วยเหล็กแหลมและก้อนหินจนบาดเจ็บหลายคน สุธรรมกล่าวในการชุมนุมว่ากรรมการ ศนท.ชุดนี้อาจจะเป็นชุดสุดท้าย แต่ก็พร้อมยืนตายคาเวทีต่อสู้ ในช่วงนั้น ที่ทำการ ศนท. ในตึก ก.ต.ป. ถูกล้อมและขว้างปาหลายครั้ง และยังเคยมีคนมาติดต่อกับกรรมการ ศนท.เสนอให้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมกับจะสนับสนุนเงินทองและที่อยู่ให้ โดยบอกว่าจะมีรัฐประหารแน่นอน แต่ไม่อยากให้นักศึกษาลุกขึ้นต่อต้าน แต่กรรมการ ศนท.ตอบปฏิเสธ

27 กรกฎาคม 2519 หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งพาดหัวขนาดใหญ่ว่า “วางแผนยุบสภาผู้แทน ตั้งสภาปฏิรูปสวมรอย” เนื้อข่าวกล่าวว่า บุคคลกลุ่มหนึ่งประกอบด้วยทหาร ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ พ่อค้า ข้าราชการ กำลังวางโครงการตั้ง “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” เตรียมตัวเพื่อขึ้นมาบริหารงานแทนรัฐบาลเสนีย์

6 สิงหาคม 2519 คณะรัฐมนตรีประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณาคำขอของจอมพลถนอม (ที่จะเดินทางเข้าประเทศ) ปรากฏว่าความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่ควรอนุมัติเพราะจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการชุมนุมขับไล่ อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรอนุมัติเพราะจอมพลถนอมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

10 สิงหาคม 2519

มีข่าวลือว่าจอมพลถนอมเดินทางเข้ามาในประเทศไทย แต่วันรุ่งขึ้นก็มีข่าวว่าจอมพลถนอมทำบุญเลี้ยงพระที่วัดไทยในสิงคโปร์

16 สิงหาคม 2519 มีข่าวแจ้งว่าจอมพลประภาส จารุเสถียร หนึ่งในสามทรราชที่ถูกนักศึกษาประชาชนขับไล่ และหลบหนีออกนอกประเทศไปเมื่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เดินทางกลับเข้าประเทศแล้ว


19 สิงหาคม 2519 นักศึกษาจำนวนหนึ่งจัดขบวนแห่รูปวีรชน 14 ตุลา ไปที่สน.ชนะสงคราม แจ้งข้อหาให้ตำรวจดำเนินคดีกับจอมพลประภาส 15.00 น. นักศึกษาชุมนุมที่ลานโพธิ์ แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีคำสั่งห้ามแล้ว 17.00 น. ศนท.จัดชุมนุมที่สนามหลวง 22.00 น.นักศึกษาประชาชนประมาณหมื่นคน เคลื่อนขบวนจากสนามหลวงเข้ามายังสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ และมีการชุมนุมกันตลอดคืน

20 สิงหาคม 2519 กรรมการองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) เปิดอภิปรายที่ลานโพธิ์ ชี้แจงเหตุผลที่ต้องย้ายการชุมนุมเข้ามาในธรรมศาสตร์ การชุมนุมที่สนามฟุตบอลยังดำเนินไปตลอดคืน

21 สิงหาคม 2519 กลุ่มกระทิงแดงเริ่มปิดล้อมมหาวิทยาลัย 14.00 น. นักศึกษารามคำแหง 3,000 คน เดินขบวนเข้ามาทางประตูมหาวิทยาลัยด้านพิพิธภัณฑ์ กระทิงแดงปาระเบิดและยิงปืนเข้าใส่ท้ายขบวน มีผู้เสียชีวิต 1 คน แต่การชุมนุมยังดำเนินต่อไป 20.30 น. ฝนตกหนัก กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงยืนหยัดอยู่ในสนามฟุตบอล จนฝนหยุด จึงเคลื่อนเข้าไปในหอประชุมใหญ่ และอยู่ข้างในตลอดคืน

22 สิงหาคม 2519 จอมพลประภาสเดินทางออกนอกประเทศ นักศึกษาประชาชนสลายตัว

26 สิงหาคม 2519 มีข่าวลือว่าจอมพลถนอมลอบเข้ามาทางจังหวัดสงขลา แต่ไม่เป็นความจริง นายสุธรรม แสงประทุม เลขาศูนย์นิสิตฯ แถลงว่าจอมพลถนอมต้องการกลับมามีอำนาจอีกครั้ง

27 สิงหาคม 2519 อธิบดีกรมตำรวจมีคำสั่งให้หน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องระมัดระวังมิให้จอมพลถนอมเดินทางเข้าประเทศไทย

28 สิงหาคม 2519 ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร เดินทางเข้าประเทศไทย โดยแถลงว่าเข้ามาเพื่อปรนนิบัติบิดาของจอมพลถนอม และมารดาของท่านผู้หญิง รวมทั้งเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานเพื่อนของบุตรชายด้วย

29 สิงหาคม 2519 บุตรสาวจอมพลถนอม 3 คนเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่บ้านพักซอยเอกมัย เพื่อเจรจาขอให้จอมพลถนอมเข้ามาบวชและรักษาบิดา นายกฯ ขอนำเรื่องเข้าปรึกษา ครม.

30 สิงหาคม 2519 น.ท.ยุทธพงษ์ กิตติขจร ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเหตุผลที่จอมพลถนอมขอเดินทางเข้าประเทศไทย

31 สิงหาคม 2519 ครม.พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สมควรอนุมัติให้จอมพลถนอมเดินทางกลับเข้ามา และ รมช.ต่างประเทศสั่งสถานทูตไทยในสิงคโปร์แจ้งผลการประชุม ครม.ให้จอมพลถนอมทราบ

1 กันยายน 2519 นายกรัฐมนตรีเรียกอธิบดีกรมตำรวจและรองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายกิจการพิเศษเข้าพบ เพื่อเตรียมการป้องกันการเดินทางเข้าประเทศของจอมพลถนอม และให้นำเอกสารจากกระทรวงมหาดไทยและกลาโหมเกี่ยวกับการพิจารณาความผิดจอมพลถนอมในกรณี 14 ตุลาคม 2516 มาตรวจสอบ

2 กันยายน 2519 แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติติดใบปลิวต่อต้านการเดินทางกลับไทยของจอมพลถนอมตามที่สาธารณะ นายสุธรรม แสงประทุม เลขาศูนย์นิสิตฯ พร้อมด้วยตัวแทน อมธ. สโมสรนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล และแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ร่วมกันแถลงว่าจะคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอมจนถึงที่สุด

3 กันยายน 2519 อธิบดีกรมตำรวจชี้แจงว่าได้เตรียมการป้องกันจอมพลถนอมเดินทางกลับเข้ามาไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเข้ามาจะควบคุมตัวทันที นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ รมต.ยุติธรรม ซึ่งเดินทางกลับจากสิงคโปร์ แถลงว่าหลังจากได้พบและชี้แจงถึงความจำเป็นของรัฐบาลต่อจอมพลถนอมแล้ว จอมพลถนอมบอกว่าจะยังไม่เข้ามาในระยะนี้ นายสมัคร สุนทรเวช รมช.มหาดไทย กล่าวโดยสรุปว่าขณะนี้มีมือที่สามจะสวมรอยเอาการกลับมาของจอมพลถนอมเป็นเครื่องมือก่อเหตุร้าย

4 กันยายน 2519 พระภิกษุสงคราม ปิยะธรรมโม ประธานแนวร่วมยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย แถลงว่าถ้าจอมพลถนอมบวช แนวร่วมยุวสงฆ์จะถวายหนังสือคัดค้านต่อสมเด็จพระสังฆราชทันที และพระสงฆ์ทั่วประเทศก็จะเคลื่อนไหวคัดค้านด้วย สภาแรงงานแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์คัดค้านการกลับเข้ามาของจอมพลถนอม

5 กันยายน 2519 ในการประชุมตัวแทนของศูนย์นิสิตฯ และของกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษา และกรรมกร รวม 67 กลุ่ม ที่ตึกจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมงาน 14 ตุลา ได้ออกแถลงการณ์ร่วม สรุปว่าจะต่อต้านคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอมจนถึงที่สุด

19 กันยายน 2519 จอมพลถนอมบวชเณรจากสิงคโปร์ แล้วเดินทางถึงประเทศไทยเวลาประมาณ 10.00 น. แล้วเดินทางไปวัดบวรนิเวศฯ มีผู้ไปรอต้อนรับเณรถนอมที่ดอนเมือง เช่น พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา พล.อ.ต.สุรยุทธ นิวาสบุตร เจ้ากรมการบินพลเรือน พล.อ.ต.นิยม กาญจนวัฒน์ ผู้บังคับการกองตรวจคนเข้าเมือง 11.15 น. จอมพลถนอมอุปสมบทเป็นพระภิกษุ แล้วเดินทางไปเยี่ยมอาการป่วยของบิดา 12.00 น. ข่าวการกลับมาของจอมพลถนอมแพร่ออกไปโดยประกาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่าจอมพลถนอมบวชเณรเข้าไทยและบวชเป็นพระเรียบร้อยแล้วที่วัดบวรนิเวศฯ ทางด้านสถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศคำปราศรัยของจอมพลถนอม ซึ่งยืนยันเจตนารมณ์ว่ามิได้มีความมุ่งหมายทางการเมือง พร้อมกันนั้นยานเกราะยังเรียกร้องให้ระงับการต่อต้านพระถนอมไว้ชั่วคราวจนกว่าพระถนอมจะสึก เพื่อมิให้สะเทือนต่อพระศาสนา สุธรรม แสงประทุม เลขาศูนย์นิสิตฯ แถลงว่าที่ประชุมกลุ่มพลัง 165 กลุ่ม มีมติคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอมและมีท่าทีต่อสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้ - จะคัดค้านการกลับมาของพระถนอมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด - โฆษณาเปิดโปงความผิดของพระถนอม - สืบทอดเจตนารมณ์วีรชน 14 ตุลา - ตั้งตัวแทนเข้าพบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเสนอ ต่อกรณีการเคลื่อนไหว ทาง ศนท.เห็นว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จำเป็นต้องมีความสุขุม เพราะมีความละเอียดซับซ้อน ประกอบกับมีการนำเอาศาสนาประจำชาติขึ้นมาบังหน้า ฉะนั้น ศนท.จึงจะรอดูท่าทีของรัฐบาลและให้โอกาสรัฐบาลตัดสินใจและดำเนินการก่อน อย่างไรก็ดี ในที่ประชุมมีการตั้งข้อสังเกตกันมากว่า 1. การเข้ามาครั้งนี้เป็นแผนการของกลุ่มบุคคลที่ต้องการทำรัฐประหาร 2. ก่อนเข้ามามีการเตรียมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง มีบุคคลบางคนในรัฐบาลไปรับถึงสนามบิน และให้ทำการบวชได้ที่วัดบวรนิเวศฯ 3. การเข้ามาของเณรถนอม อาศัยศาสนามาเป็นเครื่องบังหน้า ทำให้ศาสนาต้องมัวหมอง ขณะที่ทาง ศนท.กำลังรอดูท่าทีของฝ่ายรัฐบาล ได้เกิดกระแสโจมตีการเคลื่อนไหวของ ศนท.อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสถานีวิทยุยานเกราะ ถึงกับมีการเรียกร้องให้รัฐบาลฆ่าประชาชนสัก 30,000 คนเพื่อคนจำนวนสี่สิบสามล้านคน วันเดียวกันนี้  ตำรวจได้จับนักศึกษารามคำแหง ชื่อ นายวิชาญ เพชรจำนง ซึ่งเข้าไปในวัดบวรฯ พร้อมแผนที่กุฏิในวัด น.ส.พ.ดาวสยามพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งในตอนเย็นว่า “จับ นศ.วางแผนฆ่าถนอม” แต่หลังจากนั้นตำรวจได้ปล่อยตัวนายวิชาญไปเพราะนายวิชาญเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มกระทิงแดง

20 กันยายน 2519 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้เชิญหัวหน้าพรรคชาติไทย ธรรมสังคม สังคมชาตินิยม และนายเสวต เปี่ยมพงศ์สานต์ เข้าพบเพื่อปรึกษาหารือ และมีข้อสรุปว่า 1.จอมพลถนอมเข้ามาบวชตามที่ขอรัฐบาลไว้แล้ว 2.ในฐานะที่จอมพลถนอมเป็นทั้งจอมพลและภิกษุจึงน่าจะพิจารณาตัวเองได้หากมีความไม่สงบเกิดขึ้น มีปฏิกิริยาและความเคลื่อนไหวจากหลายฝ่ายตลอดวันนี้ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เสนอให้ออกกฎหมายพิเศษขับพระถนอมออกนอกประเทศ นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ เสนอให้พระถนอมออกไปจำวัดที่ต่างแดน ทหารออกมาประกาศว่าจะไม่เข้าไปยุ่งและจะไม่ปฏิวัติ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร กล่าวว่าถ้าพระถนอมเข้ามาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จะผิดได้อย่างไร ก็นักศึกษาสู้เพื่อรัฐธรรมนูญไม่ใช่หรือ พระกิตติวุฒโฑ กล่าวว่านักศึกษาต้องการขับไล่พระ มีแต่คอมมิวนิสต์เท่านั้นที่ไล่พระ สถานีวิทยุยานเกราะและ น.ส.พ.ดาวสยาม ออกข่าวโจมตี ศนท. ไม่ให้ประชาชนไปร่วมชุมนุม ฯลฯ ศนท.ใช้วิธีเคาะประตูบ้านแทนการชุมนุม โดยให้นิสิตนักศึกษาออกไปตามบ้านประชาชนในเขต กทม. เพื่อสอบถามความรู้สึกถึงเรื่องพระถนอม ปรากฏว่าสามารถสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวได้อย่างดียิ่ง

21 กันยายน 2519 เกิดเหตุปาระเบิดบริษัททัวร์ ที เอส ที ซึ่งบริษัทนี้ถูกสถานีวิทยุยานเกราะออกข่าวว่าเป็นของ ศนท. แต่ปฏิบัติการดังกล่าวพลาดไปถูกร้านตัดเสื้อข้างเคียง มีผู้บาดเจ็บ 5 คน นักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน ระหว่างช่างกลสยาม (ซึ่งมีนายวีรศักดิ์ ทองประเสริฐ เลขาธิการศูนย์นักเรียนอาชีวะฯ ในขณะนั้นเรียนอยู่) กับช่างกลอุตสาหกรรม มีการปรากฏตัวของกลุ่มกระทิงแดงในที่เกิดเหตุ และมีการปาระเบิดสังหารชนิด เอ็ม 26 ส่งผลให้นักเรียนช่างกลสยามตาย 5 ศพ บาดเจ็บจำนวนมาก และถูกจับอีกประมาณ 200 คน ในขณะที่ช่างกลอุตสาหกรรมไม่โดนจับเลย เพียงแต่สอบสวนแล้วปล่อยตัวไป กรณีนี้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมตำรวจท้องที่กับอาจารย์ในโรงเรียนจึงไม่ยับยั้งนักเรียนช่างกลสยาม และการจับนักเรียนช่างกลสยามไปเท่ากับตัดกำลังหน่วยรักษาความปลอดภัยของแนวร่วมอาชีวศึกษาเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับ ศนท. ออกไปส่วนหนึ่ง นายอำนวย สุวรรณคีรี แถลงว่า ครม.มีมติแต่งตั้งกรรมการ 2 ชุด ชุดที่ 1 ไปเจรจากับพระถนอม ชุดที่ 2 ออกแถลงการณ์กรณีพระถนอมเข้ามาในประเทศไทย นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ แถลงว่า ครม.มีมติจะให้พระถนอมออกไปนอกประเทศโดยเร็ว รัฐบาลออกแถลงการณ์ขอความร่วมมือประชาชนในการรักษาความสงบของบ้านเมือง

22 กันยายน 2519 แนวร่วมยุวสงฆ์แห่งประทศไทย และสหพันธ์พุทธศาสนิกแห่งประเทศไทย มีหนังสือมาถึงมหาเถรสมาคมให้พิจารณาการบวชของพระถนอมว่าผิดวินัยหรือไม่ พล.ต.ท.ชุมพล โลหะชาละ จัดกำลังตำรวจเข้าอารักขาวัดบวรนิเวศฯ เนื่องจากทางวัดเกรงว่ากลุ่มต่อต้านพระถนอมจะเผาวัด คณะอาจารย์รามคำแหงยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลนำพระถนอมออกนอกประเทศ ศนท. แนวร่วมต่อต้านเผด็จการฯ สภาแรงงานฯ ศูนย์กลางนักเรียนฯ ศูนย์นักศึกษาครูฯ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 8 แห่ง แถลงว่า ไม่พอใจที่แถลงการณ์ของรัฐบาลไม่ชัดเจน ดังนั้นทุกองค์กรจะร่วมมือกันคัดค้านพระถนอมต่อไป แนวร่วมนักเรียน นักศึกษา ประชาชน จังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ สหพันธ์นักศึกษาอีสาน แนวร่วมต่อต้านเผด็จการฯ ออกติดโปสเตอร์ต่อต้านพระถนอมตามสถานที่ต่างๆ ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีมติให้ส่งนักศึกษาออกชี้แจงประชาชนว่าการกลับมาของพระถนอมทำให้ศาสนาเสื่อม

23 กันยายน 2519 ส.ส. 4 ราย คือ นายชุมพล มณีเนตร นายแคล้ว นรปติ นายมานะ พิทยาภรณ์ และนายไพฑูรย์ วงศ์วานิช ยื่นกระทู้ด่วนเรื่องการกลับมาของจอมพลถนอม ผลการอภิปรายทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ประกาศลาออกกลางสภาผู้แทน เนื่องจากไม่อาจเสนอพระราชบัญญัติจำกัดถิ่นที่อยู่ของบุคคลบางประเภท ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 47 อีกทั้งยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้ ลูกพรรคก็ขัดแย้งโต้เถียงในสภาฯ แบ่งเป็นซ้ายเป็นขวา ส.ส.บางคนก็อภิปรายในลักษณะไม่ไว้วางใจรัฐบาล กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ มีคำสั่งเตรียมพร้อมในที่ตั้งเต็มอัตราศึก สถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศให้ตำรวจจับกุมนักศึกษาที่ออกติดโปสเตอร์

24 กันยายน 2519 01.00 น. รถจี๊ปและรถสองแถวบรรทุกคนประมาณ 20 คน ไปที่ประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านท่าพระจันทร์ ทำลายป้ายที่ปิดประกาศขับไล่ถนอม นายเสถียร สุนทรจำเนียร นิสิตจุฬาฯ ถูกตีที่ศีรษะและถูกแทงลำตัว ในขณะที่ออกติดโปสเตอร์พร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งถูกทำร้ายและถูกรูดทรัพย์ไปโดยฝีมือชายฉกรรจ์ 20 คนในรถกระบะสีเขียว
นายวิชัย เกษศรีพงษา และนายชุมพร ทุมไมย พนักงานการไฟฟ้านครปฐม และเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ถูกซ้อมตายระหว่างออกติดโปสเตอร์ประท้วงต่อต้านพระถนอม และถูกนำศพไปแขวนคอที่ประตูทางเข้าที่จัดสรรบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม พบมีรอยมัดมือและรอยถูกรัดคอด้วยเชือกไนล่อน ตำรวจสืบสวนบิดเบือนสาเหตุว่ามาจากการผิดใจกับคนในที่ทำงานและติดสินบนนักข่าวท้องถิ่นให้เงียบ แต่มีผู้รักความเป็นธรรมนำรูปประมาณ 20 กว่ารูปพร้อมเอกสารการฆาตกรรมมาให้ ศนท. ในวันที่ 25 กันยายนตอนเช้า

(ในวันที่ 6 ตุลาคม มีตำรวจ 5 คนถูกจับในข้อหาสมคบฆ่าแขวนคอสองพนักงานการไฟฟ้า ได้แก่ ส.ต.อ. ชลิต ใจอารีย์ ส.ต.ท.ยุทธ ตุ้มพระเนียร ส.ต.ท.ธเนศ ลัดดากล ส.ต.ท.แสงหมึก แสงประเสริฐ พลฯ สมศักดิ์ แสงขำ แต่ทั้งหมดถูกปล่อยตัวอย่างเงียบๆ หลังจากนั้น)

25 กันยายน 2519 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี (อีกครั้งหลังจากลาออกไปเมื่อ 2 วันก่อน) ศนท.โดยสุธรรม แสงประทุม และชัชวาลย์ ปทุมวิทย์ ผู้ประสานงานแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ชี้แจงกับสื่อมวลชนกรณีฆ่าแขวนคอที่นครปฐม มีการชุมนุมที่จุฬาฯ  และตั้งตัวแทนยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ 1.จัดการให้พระถนอมออกจากประเทศไทยโดยเร็วที่สุด 2.ให้เร่งจับกุมฆาตกรฆ่าแขวนคอที่นครปฐม สภาแรงงานฯ โดยนายไพศาล ธวัชชัยนันท์ ขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเพื่อยื่นหนังสือ แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้า ดร.คลุ้ม วัชโรบล นำลูกเสือชาวบ้านประมาณ 200 คน ไปวัดบวรนิเวศฯ เพื่ออาสาป้องกันการเผาวัด

26 กันยายน 2519 กิตติวุฒโฑภิกขุ และนายวัฒนา เขียววิมล แกนนำกลุ่มนวพล ไปเยี่ยมพระถนอมที่วัดบวรฯ เวลา 22.30 น. อ้างว่ามาสนทนาธรรม และว่าการเข้ามาบวชของพระถนอมนั้นบริสุทธิ์

27 กันยายน 2519 ศนท. สภาแรงงานแห่งประเทศไทย แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และตัวแทนจากกลุ่มพลังต่างๆ ประชุมกันและมีมติให้รัฐบาลขับพระถนอมออกนอกประเทศ และให้จัดการจับฆาตกรสังหารโหดฆ่าแขวนคอที่นครปฐม ช่วงวันที่ 26-27 กันยายน มีการเคลื่อนไหวย้ายกำลังพลในเขตกรุงเทพฯ ด้วยคำอ้างว่าจะมีการเดินสวนสนามเพื่อสาบานตนต่อธงชัยเฉลิมพล (ปกติจะกระทำในวันที่ 25 มกราคมของทุกปี)

28 กันยายน 2519 ศนท.แถลงว่าจะจัดชุมนุมที่สนามหลวงในวันที่ 29 กันยายน เพื่อเร่งรัฐบาลให้ดำเนินการตามที่ยื่นหนังสือเรียกร้อง

29 กันยายน 2519 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกาศเลื่อนพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรออกไปโดยไม่มีกำหนด ศนท. และกลุ่มพลังต่างๆ นัดชุมนุมประท้วงพระถนอมที่สนามหลวง โดยเป็นการชุมนุมอย่างสงบตามสิทธิแห่งรัฐธรรมนูญ สุธรรม แสงประทุม กล่าวกับประชาชนว่า การชุมนุมครั้งนี้ได้แจ้งให้นายกฯ ทราบแล้ว และนายกฯ รับปากว่าจะให้กำลังตำรวจคุ้มครองผู้ชุมนุม มีประชาชนมาร่วมชุมนุมประมาณสองหมื่นคน ระหว่างการชุมนุม มีผู้อ้างตัวว่ารักชาติมาตั้งเครื่องขยายเสียงกล่าวโจมตี ศนท.อย่างหยาบคาย จนตำรวจต้องไปขอร้องให้เลิกและกลับไปเสีย กลุ่มรักชาติพวกนี้จึงยอมกลับไป นอกจากนั้นยังมีการปล่อยงูพิษกลางที่ชุมนุมที่หาดใหญ่และมีการยิงปืนใส่ที่ชุมนุมก่อนสลายตัว (การชุมนุมจัดโดยมหาวิทยาลัยสงขลาฯ นายจเร ดิษฐแก้ว ถูกยิงที่กกหูบาดเจ็บ นายสมชัย เกตุอำพรชัย นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ถูกตีศีรษะและถูกยิงที่มือซ้าย) ศนท.ได้ส่งคนเข้าพบนายกฯ เพื่อขอฟังผลตามข้อเรียกร้องที่เคยยื่นหนังสือไว้ แต่เลขานุการนายกฯ ไม่ให้เข้าพบ กระทั่งเวลาสามทุ่มเศษ นายสุธรรมและคณะจึงกลับมาที่ชุมนุมพร้อมกับกล่าวว่าได้รับความผิดหวังมาก แต่ยืนยันว่าจะสู้ต่อไป และจะให้เวลารัฐบาลถึงเที่ยงวันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม ถ้ารัฐบาลยังไม่ตัดสินใจแก้ปัญหานี้ ก็จะเคลื่อนไหวทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดพร้อมกัน ที่ชุมนุมประกาศสลายตัวเมื่อเวลา 21.45 น. กลุ่มกระทิงแดงและลูกเสือชาวบ้านจำนวนหนึ่งอ้างตัวเข้าอารักขาพระถนอมที่วัดบวรฯ

ในช่วงนี้ นักศึกษาสถาบันต่างๆ เริ่มเคลื่อนไหวโดยรับมติของ ศนท.ไปปฏิบัติ

30 กันยายน 2519 รัฐบาลส่งนายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ดร.นิพนธ์ ศศิธร และนายดำรง ลัทธพิพัฒน์ เป็นตัวแทนไปนิมนต์พระถนอมออกนอกประเทศ แต่พระถนอมปฏิเสธ สมเด็จพระญาณสังวร และคณะสงฆ์ผู้ใหญ่ แจ้งให้ตัวแทนรัฐบาลทราบว่า พระบวชใหม่จะไปไหนตามลำพังระหว่างพรรษาไม่ได้ และกำหนดพรรษาจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 ตุลาคม 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยืนยันว่า ข้อเรียกร้องให้พระถนอมออกนอกประเทศนั้น รัฐบาลทำไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

1 ตุลาคม 2519 มีการชุมนุมที่สนามหลวง แต่เป็นการชุมนุมที่ไม่ยืดเยื้อ เพียงสามทุ่มกว่าๆ ก็เลิกและประกาศให้ประชาชนมาฟังคำตอบรัฐบาลในวันที่ 4 ตุลาคม เวลา 15.30 น. ตัวแทนญาติวีรชน 14 ตุลา จำนวน 5 คน อดอาหารประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จนกว่ารัฐบาลจะให้คำตอบแน่ชัดว่าจะให้พระถนอมออกจากประเทศไทย นายสมศักดิ์ ขวัญมงคล หัวหน้ากลุ่มกระทิงแดง กล่าวว่า หากมีการเดินขบวนไปวัดบวรนิเวศฯ กระทิงแดงจะอารักขาวัดบวรฯ และขอให้ ศนท.ยุติการเคลื่อนไหว ขบวนการปฏิรูปแห่งชาติ และกลุ่มพลัง 12 กลุ่ม ร่วมกันออกแถลงการณ์ว่า ศนท.ถือเอากรณีพระถนอมเป็นเครื่องมือก่อความไม่สงบ

2 ตุลาคม 2519 สมาชิกกลุ่มนวพลทั่วประเทศเดินทางเข้ามาที่วัดพระแก้ว และปฏิญาณตนต่อหน้าพระแก้วมรกตเพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แล้วไปชุมนุมกันที่บริเวณสนามไชย นายวัฒนา เขียววิมล ได้นำกลุ่มนวพลไปวัดบวรฯ อวยพรวันเกิดสมเด็จพระญาณสังวร แล้วกลับไปชุมนุมที่สนามไชยอีกครั้ง เนื้อหาการอภิปรายมุ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ จากนั้นก็เลิกราเดินทางกลับภูมิลำเนา กลางดึกคืนวันนี้มีคนร้ายยิงปืน เอ็ม 79 เข้าไปยังสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยไทยรัฐฉบับวันที่ 3 ตุลาคม หน้า 4 คอลัมน์ “ไต้ฝุ่น” เขียนว่า “หากเมืองไทยจะมีนายกรัฐมนตรีใหม่อีก ทำนายทายทักกันได้ว่าจะไม่ใช่คนในสกุลปราโมชอีกแล้ว อาจจะเป็นหนึ่งในสามของคนวัย 52 เล็งกันไว้จากสภาปฏิรูป ดร.เชาวน์ ณ ศีลวันต์ เกษม จาติกวณิช หรือประภาศน์ อวยชัย คนนี้ซินแสดูโหงวเฮ้งแล้วบอกว่าฮ้อ” ทางด้านธรรมศาสตร์ นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์เป็นคณะแรกที่หยุดสอบประท้วง ส่วนนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกแถลงการณ์ให้รัฐบาลแก้ไขกรณีพระถนอมโดยด่วน ศนท.พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มพลังอื่นๆ จำนวน 10 คนเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อขอคำตอบตามที่ยื่นข้อเรียกร้องไว้ จากนั้นนายสุธรรม แสงประทุม แถลงว่า ได้รับคำตอบไม่ชัดเจน จึงประกาศเคลื่อนไหวคัดค้านต่อไป โดยจะนัดชุมนุมประชาชนทั่วประเทศที่สนามหลวงในวันที่ 4 ตุลาคม

3 ตุลาคม 2519 ญาติวีรชนที่อดข้าวประท้วงอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ย้ายมาประท้วงต่อที่ลานโพธิ์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากสถานการณ์ไม่อำนวย ตกเย็นกลุ่มประชาชนรักชาตินำเครื่องขยายเสียงมาโจมตี ศนท.ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ชุมนุมคัดค้านพระถนอม ขณะที่ตัวแทนกลุ่มนวพลจากจังหวัดต่างๆ ชุมนุมกันที่สนามไชย

4 ตุลาคม 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ยอมรับว่ามีตำรวจกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ลงมือฆ่าโหดที่นครปฐม ขณะที่พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าไม่มีมูลเพียงพอที่จะฟ้องสามทรราช กรณี 14 ตุลา ตอนเที่ยงมีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เข้าสอบ ดร.ป๋วยให้นักศึกษาเลิกชุมนุมและเข้าห้องสอบแต่นักศึกษาไม่ยอม มีการอภิปรายและการแสดงละครเกี่ยวกับกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้านครปฐม จัดโดยชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถานีวิทยุยานเกราะออกข่าวว่านักศึกษาที่แสดงละครมีใบหน้าคล้ายเจ้าฟ้าชายถูกแขวนคอ
15.30 น. ศนท. และแนวร่วมต่อต้านเผด็จการฯ ชุมนุมประชาชนอีกครั้งที่สนามหลวง 17.30 น. มีการก่อกวนจากกลุ่มกระทิงแดง นักเรียนอาชีวะ และกลุ่มประชาชนรักชาติประมาณ 50 คน ติดเครื่องขยายเสียงพูดโจมตี ศนท.โดยนายสมศักดิ์ มาลาดี จนกระทั่งถูกตำรวจจับ (หลัง 6 ตุลา นายสมศักดิ์ได้ไปออกรายการที่สถานีวิทยุยานเกราะ) กระทิงแดงสลายตัวเมื่อเวลาประมาณ 20.15 น. 18.30 น. ฝนตกหนัก แต่ท้องสนามหลวงยังมีคนชุมนุมอยู่นับหมื่น 19.30 น. เพื่อความปลอดภัยจึงย้ายการชุมนุมเข้าธรรมศาสตร์อย่างสงบ พร้อมกับประกาศว่าจะไม่สลายตัวจนกว่าพระถนอมจะออกจากประเทศไทย 21.00 น. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยความเห็นชอบของนายกสภามหาวิทยาลัยฯ (ดร.ประกอบ หุตะสิงห์) ออกแถลงการณ์สั่งปิดมหาวิทยาลัย นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประมาณ 700 คน เดินขบวนต่อต้านพระถนอม แล้วไปชุมนุมที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัด ส่วนที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา มีนักศึกษาเปิดอภิปรายต่อต้านพระถนอม ที่จังหวัดขอนแก่น นักศึกษาเปิดอภิปรายต่อต้านพระถนอมและมีการเผาหุ่นพระถนอม

5 ตุลาคม 2519 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ชุดใหม่ โดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ มีการประกาศงดสอบทุกสถาบัน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ที่ทำพร้อมกันทั่วประเทศ ตกเย็น จำนวนผู้ร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้นนับหมื่นคน จึงย้ายการชุมนุมจากบริเวณลานโพธิ์มายังสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยรามคำแหงประกาศงดการสอบไล่โดยไม่มีกำหนด ในตอนเช้า หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงล้อการแขวนคอของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นางนงเยาว์ สุวรรณสมบูรณ์ เข้าแจ้งความต่อนายร้อยเวรสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ให้จับกุมผู้แสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพองค์สยามมกุฎราชกุมาร 9.30 น. ที่ประชุมสหภาพแรงงาน 43 แห่ง มีมติจะเข้าพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เพื่อยื่นข้อเสนอให้พระถนอมออกนอกประเทศ และสภาแรงงานจะนัดหยุดงานทั่วประเทศภายในวันที่ 11 ตุลาคม 10.00 น. 

Comment #6
Posted @October,01 2007 11.47 ip : 61...35

ขออภัยในความผิดพลาด         ส่งข้อความไป ปรากฏว่า ข้อความปรากฏไม่ครบตามที่ส่งไป พยายามทำแล้วถึง 4 ครั้ง ก็ไม่สำเร็จ เลยต้อง ส่งไปในกระทู้ต่อไป เชิญอ่านต่อไปเลยครับ

ผมขออนุญาตยกเอาส่วนสำคัญของจดหมายสุรินทร์ฉบับดังกล่าวมาพิมพ์ซ้ำในที่นี้ หลังจากนั้นจะเป็นการวิเคราะห์ ผมมีความรู้สึกเมื่อได้กลับไปอ่านจดหมายนี้ใหม่เมื่อเร็วๆนี้ว่า มีประเด็นน่าสนใจบางประเด็นที่ก่อนหน้านี้เราอาจจะมีแนวโน้มมองข้ามไป

สุรินทร์เขียนว่า : “วันที่ 6 ตุลาคม 2519 อาตมาถึงตึกบัญชาการ สำนักนายกรัฐมนตรี เวลาประมาณ 7.00 น.เศษ มีนักหนังสือพิมพ์มาคอยอยู่ที่บันไดและลานก่อนเข้าลิฟท์หลายคน ต่างก็ถามถึงการที่มีภาพแขวนคอหน้าคล้ายเจ้าฟ้าชาย อาตมาตอบว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว นายกรัฐมนตรีสั่งดำเนินคดีและกรรมการศูนย์นิสิตนักศึกษาบางคนเข้ามอบตัวแล้ว ต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย แล้วอาตมารีบขึ้นไปชั้น 4 ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี พบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีได้ดูภาพในหนังสือพิมพ์ ดาวสยาม และ บ้านเมือง จึงเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีว่า ให้รีบประกาศภาวะฉุกเฉินห้ามชุมนุมทั่วประเทศ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ฯพณฯ นายกฯ เห็นด้วย และว่าเดี๋ยว 9 โมงเช้า ประชุมคณะรัฐมนตรีจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อาตมาจึงลงไปห้องทำงานชั้น 3 เห็นหนังสือที่ด่วนไม่กี่ฉบับ เวลา 9 น.เศษ จึงรีบลงไปประชุมคณะรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า ไปถึงคณะรัฐมนตรีเปิดประชุมไปแล้ว นายกรัฐมนตรีกล่าวกับอาตมาว่ากำลังพิจารณาเรื่องประกาศภาวะฉุกเฉิน อาตมาว่าก็ไม่มีปัญหาอะไรเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย และจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุร้ายในบ้านเมือง ปรากฏว่า พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีอื่นฝ่ายพรรคชาติไทยคัดค้านไม่ให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ไม่ให้ห้ามการชุมนุม โดยอ้างเหตุผลว่า หากห้ามการชุมนุม ลูกเสือชาวบ้านจำนวนมากที่นัดมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าเดินทางเข้ามาชุมนุมมากแล้วและกำลังเดินทางมา ก็จะเดือดร้อนชุมนุมไม่ได้ แล้วจะหันมาเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล “เหตุผลการคัดค้านของพลตรีชาติชายอ่อน รัฐมนตรีส่วนมากนั่งเฉยแสดงว่าเห็นด้วยในการประกาศภาวะฉุกเฉิน พลตรีชาติชายจึงได้ไปนำเอาพล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน ผู้เป็นหัวหน้าลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่งของฝ่าย ตชด. เข้ามาในคณะรัฐมนตรี มาคัดค้านการประกาศภาวะฉุกเฉิน และกล่าวว่าจะต้องปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สิ้นซาก นายกรัฐมนตรีพูดว่าไม่ได้ คุณจะเอาลูกเสือชาวบ้านเอาประชาชนไปฆ่านักศึกษาประชาชนไม่ได้ หากเกิดจลาจลเป็นหน้าที่ของตำรวจทหาร บ้านเมืองมีขื่อแป คุณจะเอาประชาชนไปฆ่าประชาชนไม่ได้ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ บังอาจโต้นายกรัฐมนตรีต่อไปว่า ลูกเสือชาวบ้านก็มีวินัยร่วมกับตำรวจทหารได้ ดูเหตุการณ์จากการกระทำของรัฐมนตรีฝ่ายพรรคชาติไทย และที่ไปนำพล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ เข้ามาโต้เถียงกับนายกรัฐมนตรีแล้ว อาตมาเข้าใจได้ทันทีว่าพวกนี้ต้องวางแผนการปฏิวัติไว้แล้ว และเชื่อแน่ของพวกเขาแล้วว่าต้องสำเร็จแน่ ตำรวจยศพลตำรวจตรียังกล้าเถียงนายกรัฐมนตรีถึงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทย รมต.เกษตรฯแสดงความเห็นในคณะรัฐมนตรีว่า เป็นจังหวะและโอกาสดีที่สุดแล้วที่จะปราบปรามให้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยให้ถูกลบชื่อหายไปจากประเทศ “ก่อนเที่ยงที่กำลังโต้กันเรื่องจะประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่ โดยรัฐมนตรีฝ่ายประชาธิปัตย์ให้ประกาศ รัฐมนตรีฝ่ายพรรคชาติไทยไม่ยอมให้ประกาศ ทั้งๆที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีการ่างประกาศไว้แล้ว ยังไม่เป็นที่ยุตินั้น พล.ต.ท.ชุมพล โลหะชาละ รองอธิบดีกรมตำรวจได้เข้ามารายงานในคณะรัฐมนตรีพร้อมกับร้องไห้โฮๆว่า ฝ่ายนักศึกษามีอาวุธปืนสงครามร้ายแรงระดมยิงตำรวจบาดเจ็บและตายจำนวนมาก ฝ่ายนักศึกษาก็ตายเยอะ พูดพลางร้องไห้พลาง ตำรวจนครบาลสู้ไม่ได้จึงส่งตำรวจพลร่มและตชด.เข้าไปปราบปราม ต่อมา พล.ต.อ.ศรีสุข มหินทรเทพ อธิบดีกรมตำรวจเข้าไปรายงานเหตุการณ์ว่า ควบคุมสถานการณ์ในธรรมศาสตร์ไว้ได้แล้ว มีความสงบเรียบร้อยแล้ว นายกรัฐมนตรีถามว่า "ตำรวจตายกี่คนท่านอธิบดี" อธิบดีกรมตำรวจตอบว่า "ตำรวจไม่ตาย แต่บาดเจ็บไม่กี่คน" รัฐมนตรีจึงแสดงสีหน้าสงสัย อธิบดีกรมตำรวจหันไปมองพล.ต.ท.ชุมพล กำลังนั่งเช็ดน้ำตา จึงไม่รู้ว่าก่อนนั้นเขารายงานกันว่าอย่างไร อธิบดีกรมตำรวจจึงเดินออกจากที่ประชุมไป ต่อมา พล.ต.ต.กระจ่าง ซึ่งเป็นหัวหน้านำตชด.เข้าไปทำการควบคุมนักศึกษา 3,000 คนเศษไว้แล้วนั้น เข้ารายงานเหตุการณ์ในคณะรัฐมนตรี ท่านผู้นี้อาตมาไม่ทราบนามสกุล แต่อาตมายกย่องเขาอยู่จนบัดนี้ว่า เป็นตำรวจอาชีพ ผู้บังคับบัญชาสั่งไปทำงานก็ไปทำ แล้วมารายงานคณะรัฐมนตรีตามความเป็นจริง แต่สังเกตดูไม่เป็นที่พอใจของรัฐมนตรีฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ พล.ต.ต.กระจ่าง รายงานว่า "ปืนที่ยึดได้จากนักศึกษาเป็นปืนพกเพียง 3 กระบอก" คุณเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ รองนายกรัฐมนตรีถามว่าปืนอะไรที่เสียงดังมาก ดังปุดๆปึงๆ ใครยิง ฝ่ายเรายิงหรือฝ่ายนักศึกษายิง พล.ต.ต.กระจ่าง ตอบว่า ปืนอย่างนั้นนักศึกษาจะเอามาจากไหน ตำรวจยิงทั้งนั้น จนกระทั่งเที่ยง ปัญหาจะประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่ยังตกลงกันไม่ได้ อาตมาจึงตัดบทด้วยการเสนอว่า มอบอำนาจนายกรัฐมนตรีก็แล้วกัน ท่านจะประกาศภาวะฉุกเฉินเวลาใด แล้วพักรับประทานอาหาร อาตมาถามพล.ต.ต.กระจ่าง เป็นการส่วนตัวนอกที่ประชุมว่า ยึดอาวุธจากนักศึกษาได้เพิ่มหรือไม่ พล.ต.ต.กระจ่างวิทยุถามไปยังที่ควบคุมนักศึกษา บางเขน ซึ่งเป็นศูนย์ฯ ได้รับตอบมาทางวิทยุว่า ได้ปืนจากนักศึกษาในธรรมศาสตร์เพียง 3 กระบอก เป็นปืนพกขนาด .22 “ตอนบ่ายประชุมคณะรัฐมนตรีต่อ มีการพิจารณาร่างแถลงการณ์ ได้มีการแถลงการณ์บางตอนไม่ตรงความจริง อาตมาเป็นผู้คัดค้านไม่ให้ออกแถลงการณ์เท็จ ต่อมา พล.ต.ชาติชาย รมต.อุตสาหกรรมออกไปนอกห้องประชุมแล้ว พูดว่า ลูกเสือชาวบ้านที่ชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าเริ่มอึดอัดแล้ว เพราะไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล นายกรัฐมนตรีถามว่าเหตุการณ์สงบแล้วยังไม่กลับบ้านกันอีกหรือ พล.ต.ชาติชาย ตอบว่ายังไม่กลับ และเตรียมเดินขบวนมาทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอทราบคำตอบจากรัฐบาลตามข้อเรียกร้อง จึงมีรัฐมนตรีคนหนึ่ง จำไม่ได้ว่าใคร ถามว่าลูกเสือชาวบ้านเรียกร้องอะไร นายกรัฐมนตรีตอบว่า กลุ่มแม่บ้านได้ยื่นข้อเรียกร้องมาเมื่อวันก่อน พร้อมกับล้วงซองขาวออกจากเสื้อแล้วอ่านให้ฟังถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มแม่บ้าน จำได้ว่ามีข้อเรียกร้องให้นาย สุรินทร์ มาศดิตถ์ นายชวน หลีกภัย นายดำรง ลัทธพิพัฒน์ ออกจากรัฐมนตรี ให้จับ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นายแคล้ว นรปติ และกรรมการพรรคสังคมนิยมทุกคน ให้ใช้กฎหมายป้องกันปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยเด็ดขาด เมื่ออ่านข้อเรียกร้องจบ นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ข้อเรียกร้องให้รัฐมนตรีออกจากตำแหน่งเป็นสิ่งที่มากไป นายกรัฐมนตรีได้รับพระกรุณาแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ การออกจากตำแหน่งมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หากเห็นว่าไม่เหมาะสม ส.ส.ก็อาจลงมติไม่ไว้วางใจได้ การแถลงนโยบายในวันมะรืนนี้ (8 ตุลาคม 2519) เพื่อรับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ก็มีสิทธิที่จะลงมติไม่ไว้วางใจได้ ประชาชนเพียงบางส่วนจะมาเรียกร้องแบบนี้เห็นว่าไม่ถูกต้อง

“อาตมาประชุมคณะรัฐมนตรีด้วยความอดทน สิ่งที่จะพูดหลายครั้งแต่ไม่พูด แต่เฉพาะเรื่องข้อเรียกร้องของแม่บ้านกลุ่มหนึ่งนั้น อาตมาเห็นว่าจะต้องพูด เพราะมีรัฐมนตรีบางคนในพรรคชาติไทยเป็นผู้ร่วมก่อเรื่องขึ้นด้วย อาตมาจึงพูดว่า..... อาตมาไม่ได้หวงตำแหน่งรัฐมนตรี ยอมทำตามมติพรรค คำสั่งพรรค และดำเนินแนวนโยบายของพรรคอย่างเคร่งครัดทุกประการ "แต่เมื่อมาบีบบังคับกันด้วยเล่ห์การเมืองที่สกปรกแบบนี้ผมไม่ลาออก ผมจะสู้ สู้เพื่อศักดิ์ศรีของผม" เป็นคำพูดของอาตมาในวันนั้น หลังจากนั้น พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร พูดขึ้นว่า การใส่ร้ายป้ายสีกันก็มีทั้งนั้นละ นี่ก็มีข่าวว่าคุณดำรงไปพูดที่ขอนแก่นว่า ไม่ให้พรรคชาติไทยร่วมรัฐบาลอีก อาจารย์ดำรงพูดว่า ผมไม่เคยไปที่สถานีวิทยุขอนแก่น

“หลังจากนั้น พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไม่นานลูกเสือชาวบ้าน และพวกเขาที่เตรียมไว้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีนายธรรมนูญ เทียนเงิน นายสมัคร สุนทรเวช นายส่งสุข ภัคเกษม และพวก ได้ไปร่วมอยู่ที่นั้นด้วย ก็เคลื่อนขบวนมาทั้งรถยนต์ และเดินมาล้อมทำเนียบรัฐบาลขณะฝนกำลังตกหนัก การประชุมคณะรัฐมนตรีเลิกประมาณ15 น.เศษ อาตมานั่งรถยนต์จากตึกไทยคู่ฟ้าไปตึกบัญชาการ ตั้งใจว่าจะทำงานอยู่ตามปกติ เพราะถือว่าตนไม่ได้ทำผิดอะไร แต่นายตำรวจคนหนึ่งยืนกรำฝนรออยู่และเตือนว่า "ท่านรัฐมนตรีรีบออกจากทำเนียบรัฐบาลเร็วที่สุด มิเช่นนั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต" อาตมาก็ได้คิดและสั่งคนขับรถออกจากทำเนียบไปได้อย่างปลอดภัย....”

เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆในขบวนการนักศึกษาที่เคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มา ผมได้อ่านจดหมายของสุรินทร์ มาศดิตถ์ ที่เล่าการประชุมคณะรัฐมนตรีในเช้าวันนั้น ด้วยความรู้สึกชื่นชมที่สุรินทร์นำความจริงมาเปิดเผย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ เมื่อกลับไปอ่านอีกครั้งอย่างตั้งใจวิเคราะห์และวิจารณ์มากขึ้น ผมเริ่มมองเห็นว่าบางอย่างที่สุรินทร์เล่าชวนให้ตั้งคำถามกับบทบาทของสุรินทร์และพรรคประชาธิปัตย์เองได้

ประการแรก ผมคิดว่าที่ผ่านมาเรามีแนวโน้มจะมองข้ามความจริงที่ว่า การถกเถียงในที่ประชุมครม.ครั้งนั้น โดยเฉพาะมาตรการที่สุรินทร์และพรรคประชาธิปัตย์เสนอเพื่อแก้วิกฤติ คือให้ประกาศภาวะฉุกเฉินนั้น ไม่มีความหมายใดๆเลยต่อชะตากรรมของผู้ชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ สุรินทร์เล่าว่า เขาเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาล "เวลาประมาณ 7 น.เศษ" และคณะรัฐมนตรีเริ่มประชุม เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงเวลาทั้งสองนั้น การโจมตีธรรมศาสตร์โดยกำลังตำรวจและม็อบฝ่ายขวาได้ดำเนินไปแล้ว ต่อให้มีการประกาศภาวะฉุกเฉินทันทีที่เริ่มประชุมครม.ก็จะไม่มีผลอะไรต่อการฆ่าหมู่ที่ท่าพระจันทร์ สุรินทร์เขียนว่า "อาตมารีบขึ้นไปชั้น 4 ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี พบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้ดูภาพในหนังสือพิมพ์ ดาวสยาม และบ้านเมือง จึงเสนอ ความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีว่าให้รีบประกาศภาวะฉุกเฉินห้ามชุมนุมทั่วประเทศ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย" เห็นได้ชัดว่า ความคิดให้ประกาศภาวะฉุกเฉินของสุรินทร์ มาจากความต้องการป้องกันการชุมนุมประท้วงรัฐบาลของฝ่ายขวาที่กำลังจะมีขึ้น ไม่ใช่จากความต้องการจะปกป้องคุ้มครองการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์แต่อย่างใด

ประการที่สอง ต่อเนื่องจากประการแรก สิ่งที่ชวนให้สะดุดใจที่สุดเมื่อกลับไปอ่านจดหมายสุรินทร์ คือ สุรินทร์และฝ่ายประชาธิปัตย์เองไม่ได้แสดงให้เห็นว่าห่วงใยต่อการบุกโจมตีธรรมศาสตร์ของตำรวจมากนัก ในความเป็นจริง เสนีย์ได้สั่งการให้อธิบดีตำรวจดำเนินการสอบสวนและจับกุมผู้กระทำความผิด "หมิ่นองค์รัชทายาท" เท่านั้นและตัวแทนศูนย์นิสิตฯก็ได้ติดต่อเข้ามอบตัวแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่ตำรวจจะต้องใช้กำลังเข้าทำลายการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ สุรินทร์เล่าถึงการที่ชุมพล โลหะชาละ "เข้ามารายงานในคณะรัฐมนตรีพร้อมกับร้องไห้โฮๆ" แต่เขาไม่ได้เล่าว่าเขาหรือใครในประชาธิปัตย์เองตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องมีการบุกยึดธรรมศาสตร์ จับผู้ชุมนุมถึงกว่า 3 พันคน? ใครเป็นคนออกคำสั่งให้ทำเช่นนั้น?

ประเด็นนี้มีความสำคัญและเป็นสิ่งชอบธรรมที่จะยกขึ้นมาเพียงใด ดูได้จากเหตุการณ์เล็กๆหนึ่งที่เกิดขึ้นไม่ห่างจากการเขียนจดหมายของสุรินทร์เท่าไรนัก คือในวันที่ 7 กันยายน 2520 รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้ออก "แถลงการณ์เรื่องกรณีผู้ถูกจับกุมเนื่องจากเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519" ฉบับหนึ่งเพื่อ "ชี้แจงข้อเท็จจริง" ในกรณีดังกล่าว (ที่รัฐบาลออกแถลงการณ์ก็เพราะก่อนหน้านั้น 2 วัน คดี 6 ตุลาได้ถูกนำขึ้นสู่ศาลเป็นครั้งแรก ผู้ต้องหา 19 คน - สุธรรม แสงประทุมและอีกบางคนในชุดนักโทษเด็ดขาดพร้อมตรวนที่ขา - ถูกนำตัวไปที่ศาลทหารในกระทรวงกลาโหม และโดยที่ไม่มีใครคาดคิด มาก่อน ผู้คนหลายพันคน รวมทั้งช่างภาพสื่อมวลชน และผู้แทนองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ พร้อมใจกันไปฟังการพิจารณาคดีและให้กำลังใจผู้ต้องหา จนเบียดเสียดกันแน่นศาลและกระทรวงกลาโหม - ในทางปฏิบัติเป็นการชุมนุมทางการเมืองครั้งแรกหลังรัฐประหาร - สร้างความตกใจแก่รัฐบาลไม่น้อย) ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์กล่าวว่า:

ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาลชุดก่อน (ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี) ได้จับกุมบุคคลที่ใช้กำลังและใช้อาวุธต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ เพื่อก่อความวุ่นวายและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล รวมทั้งร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานและผู้อื่น และในข้อหาอื่นๆซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่น เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,154 คน

ทันทีที่รัฐบาลธานินทร์ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ออก "คำชี้แจง" ออกมาตอบโต้ฉบับหนึ่ง ดังนี้: ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า ในวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ก่อนมีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ข้าพเจ้าในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้ตำรวจดำเนินการสอบสวนและจับกุมเฉพาะแต่ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์รัชทายาท อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ฐานเดียวเท่านั้น ดังที่ข้าพเจ้าได้ชี้แจงแถลงให้ทราบทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ตอนค่ำวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ส่วนความผิดฐานอื่นไม่ได้สั่ง

แต่ในการประชุมครม.ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม นั้นเอง - ถ้าเราเชื่อตามจดหมายของสุรินทร์ มาศดิตถ์ - ไม่ว่าตัวเสนีย์, หรือสุรินทร์, หรือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีใครถามชุมพล โลหะชาละหรือศรีสุข มหินทรเทพ (อธิบดีกรมตำรวจ) ว่าเหตุใดจึงใช้กำลังเข้าปราบปรามการชุมนุมในธรรมศาสตร์ในเมื่อ "ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานดูหมิ่นองค์รัชทายาท" ติดต่อเข้ามอบตัวแล้ว? ใครสั่งให้ทำ? ที่ผ่านมาผมคิดว่าเราอ่านจดหมายสุรินทร์ในแง่ที่เป็นการเปิดโปง การเข้าไป "เล่นบทโศก" ในที่ประชุมครม.ของชุมพล โดยมองข้ามความจริงไปว่าฝ่ายประชาธิปัตย์เอง (รวมทั้งตัวสุรินทร์) ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยหรือคัดค้านการที่ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของนักศึกษาโดยตรง อันที่จริง เสนีย์และสุรินทร์ควรจะทำอย่างที่เสนีย์เพิ่งมาทำใน "คำชี้แจง" ในต้นเดือนกันยายน 2520 คือยืนยันว่า "ความผิดฐานอื่นไม่ได้สั่ง" อาจจะแย้งได้ว่า จดหมายสุรินทร์ฉบับดังกล่าวมีถึงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ต้องการเล่าว่าตัวเองออกมาปกป้องการชุมนุมของนักศึกษาในที่ประชุมครม.ในเช้าวันนั้น แต่ในจดหมายที่สุรินทร์เขียนถึง สุธรรม แสงประทุม ที่คุกบางขวางในเวลาไล่เลี่ยกัน (ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2520) ก็กล่าวแต่เพียงว่า "อาตมาไม่พอใจเลยในการที่นิสิตนักศึกษาประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกกล่าวร้ายโดยปราศจากความจริง เรื่องภายในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนั้น อาตมาพยายามที่จะให้ทุกอย่างเป็นไปตามความจริง แต่รัฐมนตรีพวกพรรคชาติไทยได้ต่อต้านคัดค้านอาตมาและร่วมแผนการปฏิวัติของพวกเขาอย่างชัดเจน" ซึ่งน่าจะหมายถึงการถกเถียงกันเรื่องจะประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินหรือไม่มากกว่า (หรือมิเช่นนั้น ก็อาจจะหมายถึง แถลงการณ์ที่ดูเหมือนจะมีการพยายามร่างกันขึ้น ในจดหมายถึงสมาชิกพรรค สุรินทร์กล่าวว่า "ตอนบ่ายประชุมคณะรัฐมนตรีต่อ มีการพิจารณาร่างแถลงการณ์ ได้มีการแถลงการณ์บางตอนไม่ตรงความจริง อาตมาเป็นผู้คัดค้านไม่ให้ออกแถลงการณ์เท็จ" ผมไม่แน่ใจว่า สุดท้ายมีการออกแถลงการณ์นี้หรือไม่ เพราะไม่เคยเห็น)

ในจดหมายถึงพรรคฉบับที่สองของสุรินทร์ มีตอนหนึ่งที่กล่าวว่า "พล.ต. ชาติชาย จึงได้ไปนำเอาพล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน ผู้เป็นหัวหน้าลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่งของฝ่ายตชด.เข้ามาในคณะรัฐมนตรี มาคัดค้านการประกาศภาวะฉุกเฉินและกล่าวว่าจะต้องปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สิ้นซาก นายกรัฐมนตรีพูดว่าไม่ได้ คุณจะเอาลูกเสือชาวบ้าน เอาประชาชนไปฆ่าประชาชนไม่ได้" และ "พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทย รมต.เกษตรฯแสดงความเห็นในคณะรัฐมนตรีว่า เป็นจังหวะและโอกาสที่ดีที่สุดที่จะปราบปรามให้ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยให้ถูกลบชื่อหายไปจากประเทศ" ซึ่งน่าจะเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่จดหมายถึงพรรคฉบับแรกกล่าวอย่างสั้นๆว่า "วันนั้นได้มีผู้เสนอให้ฆ่านักศึกษา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้คัดค้านไม่ให้กระทำ" แต่ทั้งสองกรณีเป็นการคัดค้านการใช้ลูกเสือชาวบ้านมากกว่า ไม่ปรากฏว่ามีการตั้งข้อสงสัยหรือคัดค้านการกระทำของตำรวจ ซึ่งอาจจะเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะพาซื่อของเสนีย์และสุรินทร์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผมยังคงเห็นว่าทั้งคู่น่าจะได้ยืนยันในวันนั้น อย่างที่เสนีย์มายืนยันในภายหลัง ว่า "ความผิดฐานอื่นไม่ได้สั่ง"

ความจริงก็คือ ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น กำลังตำรวจประเภทต่างๆได้บุกเข้าโจมตีการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์โดยไม่ได้รับคำสั่งใดๆจากรัฐบาล ปัญหาที่เราต้องพิจารณาต่อไปคือ ใครเป็นผู้สั่ง? และสั่งเพื่อผลประโยชน์ของใคร? กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ใครเป็นผู้บงการ?

ใครสั่ง/ใครบงการ บุกธรรมศาสตร์? กำลังที่บุกเข้าโจมตีผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ถ้าจะแบ่งแบบกว้างที่สุด ประกอบด้วย 2 พวก คือ มีเครื่องแบบกับไม่มีเครื่องแบบ พวกไม่มีเครื่องแบบอย่างน้อยได้แก่ลูกเสือชาวบ้าน (สังเกตจาก "ผ้าพันคอพระราชทาน") และน่าจะกระทิงแดง (สังเกตจากบุคลิกท่าทาง) นอกจากนี้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าหลายคนอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่หรืออดีตเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจนอกเครื่องแบบ เช่น มีเพื่อนผมบางคนแสดงความเห็นว่า ลักษณะทารุณกรรมที่พวกนี้กระทำเช่นตอกลิ่ม เผาทั้งเป็น แขวนคอแล้วประทุษร้ายศพ คล้ายกับวิธีการที่ทหารอเมริกันหรือคนพื้นเมืองที่ทหารอเมริกันฝึก กระทำในสงครามเวียดนาม ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่น่าจะมีจิตใจเหี้ยมเกรียมพอจะทำเช่นนั้นได้ ในความเป็นจริง ทารุณกรรมต่างๆที่นิยาม 6 ตุลาในความทรงจำของคนทั่วไป เป็นฝีมือของพวกไม่มีเครื่องแบบนี้มากกว่าพวกมีเครื่องแบบ อย่างไรก็ตาม ลำพังพวกไม่มีเครื่องแบบที่มีอาวุธไม่มาก ไม่สามารถจะสลายการชุมนุมในวันนั้นได้ พวกมีเครื่องแบบเป็นผู้โจมตีสังหารหมู่ด้วยอาวุธหนักเบาครบเครื่องก่อน เปิดทางให้พวกไม่มีเครื่องแบบทำทารุณกรรม

ลักษณะเด่นที่สุดของกำลังติดอาวุธในเครื่องแบบที่ลงมือปราบปรามการชุมนุมของนักศึกษาประชาชนในกรณี 6 ตุลา ซึ่งตรงข้ามกับกรณี 14 ตุลาและ 17 พฤษภา คือ มีแต่ตำรวจไม่มีทหาร ถ้าดูจากหลักฐานต่างๆที่มีอยู่ รวมทั้งคำให้การของพยานที่เป็นตำรวจในคดี 6 ตุลา จะพบว่ากำลังตำรวจแทบทุกหน่วยถูกระดมมาใช้ในการโจมตีธรรมศาสตร์ ทั้งนครบาล (ตั้งแต่จาก สน. ถึงแผนกอาวุธพิเศษ หรือ "สวาท"), สันติบาล, กองปราบปราม โดยเฉพาะตำรวจแผนกปราบจลาจล ("คอมมานโด") 200 คนภายใต้สล้าง บุนนาค และตำรวจพลร่มตระเวนชายแดน จากค่ายนเรศวร หัวหิน สองหน่วยหลังนี้ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นกำลังหลักในการโจมตี ขอให้เรามาพิจารณาอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ตำรวจปราบจลาจลและสล้าง บุนนาค ตำรวจปราบจลาจลเป็นแผนกหนึ่ง (แผนก 5) ของกองกำกับการ 2 กองปราบปราม พ.ต.ท.สล้าง บุนนาค เป็นรองผู้กำกับการ 2 คนหนึ่ง เขาให้การแก่ศาลทหารว่า ได้รับคำสั่งจากพล.ต.ต.สุวิทย์ โสตถิทัต ผู้บังคับการกองปราบปราม เมื่อเวลาตีหนึ่งของคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ให้นำกำลังตำรวจปราบจลาจลไป "รักษาความสงบที่บริเวณท้องสนามหลวงและหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" เขาจัดกำลังได้ประมาณ 200 คน นำไปถึงธรรมศาสตร์เมื่อเวลาตีสาม ต่อมาเวลาประมาณ 8 นาฬิกา ก็ได้รับคำสั่งจากอธิบดีกรมตำรวจ "ให้เข้าไปทำการตรวจค้นจับกุมและให้ใช้อาวุธปืนได้ตามสมควร" (อย่างไรก็ตาม "ที่ข้าฯได้รับคำสั่งให้ใช้อาวุธได้จากอธิบดีตำรวจนั้น ได้รับคำสั่งโดยมีนายตำรวจมาบอกด้วยวาจา จำนายตำรวจนั้นไม่ได้ว่ามียศเป็นอะไร...มาบอกกันหลายคน")

ขณะที่สล้าง ทั้งในคำให้การต่อศาลทหารและในบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลาที่เขาเผยแพร่หลังจากนั้น (เช่นในส่วนที่เกี่ยวกับป๋วย อึ๊งภากรณ์เมื่อเร็วๆนี้) พยายามเสนอภาพตัวเองว่าเป็นเพียงเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยปกติตามกฎหมายและตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา คำให้การและบันทึกความจำของเขาเองมีช่องโหว่และจุดที่ขัดแย้งกันเอง ซึ่งชวนให้สงสัยได้ว่าพฤติกรรมของเขาในวันนั้นมีเบื้องหลังทางการเมือง คือ มีความเป็นไปได้ที่เขาจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพลังฝ่ายขวาที่มุ่งกวาดล้างทำลายขบวนการนักศึกษาเพื่อปูทางไปสู่การรัฐประหาร

สล้างอ้างว่าในคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เวลาประมาณห้าทุ่มครึ่ง เขาเดินทางไปสังเกตการณ์บริเวณสนามหลวงหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยตัวเอง โดยแต่งกายนอกเครื่องแบบ แล้วจู่ๆในระหว่างที่เดินอยู่บริเวณหน้าประตูมหาวิทยาลัยด้านวัดมหาธาตุ ก็มี "ผู้หญิง 3 คนซึ่งข้าฯไม่เคยรู้จักมาก่อนมาพบข้าฯ...บอกข้าฯว่าเขาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์...บอกว่าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการแสดงละครการเมืองดังกล่าวซึ่งน่าจะทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้นได้ ทางตำรวจไม่ดำเนินการอย่างไรบ้างหรือ" เขาจึงพาทั้งสามไปรายงานพล.ต.ต.สุวิทย์ โสตถิทัต เพื่อให้ปากคำที่กองปราบ แล้วจึงเดินทางไปแผนก 5 "เพื่อเตรียมกำลังตามคำสั่งพล.ต.ต.สุวิทย์" จัดกำลังได้ 200 คนนำกลับมาที่ธรรมศาสตร์

นี่เป็นความบังเอิญอันเหลือเชื่อ อย่าลืมว่านั่นเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืน สล้างไม่ได้แต่งเครื่องแบบ "อาจารย์ธรรมศาสตร์" ทั้งสามจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นใคร? (สล้างอ้างว่า "เชื่อว่าคงมีอาจารย์คนใดคนหนึ่งรู้จักหน้าข้าฯ") อย่าว่าแต่ "อาจารย์" ทั้งสามไปทำอะไรดึกดื่นเที่ยงคืนขนาดนั้นในบริเวณนั้น? ยิ่งถ้าไม่พอใจการแสดงละครของนักศึกษาทำไมไม่ไปแจ้งความที่ สน.สักแห่งตั้งแต่กลางวัน หรือตั้งแต่วันที่ 4 ซึ่งเป็นวันแสดงละคร กลับมาเดินท่อมๆในยาม วิกาลให้เจอสล้างโดยบังเอิญเพื่อร้องเรียนได้เช่นนั้น?

เรื่องประหลาดของสล้างในวันที่ 5 ตุลาคม ยังมีอีก: ในระหว่างตอบคำถามโจทก์ในศาลทหาร เขาไม่ยอมเล่าถึงการกระทำอย่างหนึ่งของตัวเอง จนกระทั่งเมื่อทนายจำเลยซักค้าน จึงได้ยอมรับว่า หลังจากพา "อาจารย์ธรรมศาสตร์" ทั้งสามไปให้ปากคำที่กองปราบ แต่ "ก่อนที่ข้าฯจะนำเอากำลังตำรวจ 200 คนออกไปปฏิบัติการนั้น ข้าฯได้ไปพบหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชที่บ้านในซอยเอกมัยก่อน ข้าฯไปเองไม่มีใครสั่งให้ไป ข้าฯไปดูความเรียบร้อยของผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าฯ"

อย่าลืมว่าขณะนั้น (ตี 1-2) ตามคำให้การของเขาเอง สล้างอยู่ภายใต้ "คำสั่งพล.ต.ต.สุวิทย์" ให้นำกำลังไปที่ธรรมศาสตร์ แต่แทนที่จะรีบไปปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา กลับเถลไถลแวะไปบ้านเสนีย์โดย "ไม่มีใครสั่งให้ไป" เพียงเพื่อ "ดูความเรียบร้อยของผู้ใต้บังคับบัญชา" ทนายจำเลยเสนอเป็นนัยยะว่าแท้จริงสล้างไปเพื่ออาสานำกำลังไปปราบนักศึกษา (ในฐานะของความเป็นฝ่ายขวา แบบเดียวกับที่จำลอง ศรีเมืองและพวก "ยังเตอร์ก" เคยแอบเข้าพบเสนีย์ที่บ้านเพื่อเรียกร้องทางการเมืองในปีนั้น) แต่สล้างปฏิเสธ "โดยส่วนตัว ข้าฯไม่ได้ขออนุญาตต่อท่านนายกรัฐมนตรีนำกำลังออกปฏิบัติการ" อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า "ได้พบกับนายกรัฐมนตรีและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วย เมื่อข้าฯได้เล่าเหตุการณ์ให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟังแล้ว ท่านได้บอกกับข้าฯว่า เรื่องนี้สั่งการไปทางอธิบดีกรมตำรวจแล้ว ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชไม่ได้สั่งอะไรเป็นพิเศษแก่ข้าฯในขณะนั้น" ซึ่งชวนให้สงสัยว่าคนระดับนายกรัฐมนตรีจะต้องมาชี้แจงให้นายตำรวจระดับรองผู้กำกับที่แวะมาหาตอนตีสองโดยไม่บอกล่วงหน้าและเป็นการส่วนตัวทำไม?

ในบันทึก "กรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคมที่เกี่ยวข้องกับดร.ป๋วย" ที่สล้างเผยแพร่ในโอกาสการถึงแก่กรรมของป๋วย อึ๊งภากรณ์เมื่อเร็วๆนี้ เขาเล่าว่าในวันที่ 6 ตุลา หลังจากนักศึกษาในธรรมศาสตร์ "มอบตัว" ต่อตำรวจแล้ว เขา "ได้รับวิทยุจากผู้บังคับการกองปราบฯ...สั่งการให้ผมเดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาลโดยด่วน เนื่องจากประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลในขณะนั้นบุกเข้าไปในทำเนียบ โดยมีคำสั่งให้รักษาความปลอดภัยหรือหาทางพาท่านนายกฯม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ออกจากทำเนียบรัฐบาลให้ได้" เมื่อไปถึงทำเนียบ "ทราบว่า ฯพณฯนายกฯมีความประสงค์จะลาออก เพื่อให้เกิดความสงบสุข มีส.ส.ส่วนหนึ่งเห็นด้วย อีกส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย ตัวคุณสราวุธ นิยมทรัพย์ (เลขาธิการนายกรัฐมนตรี) ก็ถูกคุมเชิงอยู่ ไม่กล้านำใบลาออกที่พิมพ์เสร็จแล้วไปเสนอนายกฯ"

สล้างอ้างต่อไปว่า : “หลังจากหารือกับคุณสราวุธ, ม.ล.เสรี ปราโมช กับพวก ส.ส. เห็นด้วยกับการคลี่คลายสถานการณ์ โดยให้ท่านนายกฯลาออก ได้ข้อยุติดังนี้
1.มอบหมายให้ผมเป็นผู้นำใบลาออกไปให้นายกฯลงนาม
2.จัดรถปราบจลาจลมาจอดหน้าทำเนียบเพื่อให้ท่านนายกฯประกาศลาออกต่อหน้าประชาชนที่บุกเข้ามาในทำเนียบ
3.จัดกำลังคุ้มกันนายกรัฐมนตรีไปที่บก.ร่วมซึ่งตั้งอยู่ในบก.สูงสุด (เสือป่า) ปัจจุบันนี้ เพื่อร่วมกันพิจารณาคลี่คลายสถานการณ์

“เมื่อได้รับการขอความร่วมมือและเห็นว่าเป็นทางเดียวที่ดีที่สุด คือให้ผู้นำ ทั้ง 2 ฝ่าย คือท่านนายกฯและฝ่ายทหารได้เจรจาหรือแก้ไขร่วมกันก็คงจะเป็นประโยชน์ ผมจึงได้ปฏิบัติ

“ผลการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ดำเนินการไปได้ด้วยความเรียบร้อย....”

เป็นเรื่องประหลาดที่นายตำรวจระดับรองผู้กำกับการจะมีบทบาทมากมายเพียงนี้ ถึงขนาดที่ทั้งทำเนียบรัฐบาลไม่มีใครเหมาะสมพอจะ "เอาใบลาออกไปให้นายกฯลงนาม" และ "นำนายกฯไปพบกับคณะทหาร" ต้องพึ่งพาให้เขาทำ ตั้งแต่ไปพบอาจารย์ธรรมศาสตร์ที่เห็นเหตุการณ์ละคร "แขวนคอ" โดยบังเอิญกลางดึกที่สนามหลวง, นำไปให้ปากคำที่กองปราบฯ, แล้วได้รับคำสั่งให้ไปจัดกำลังไป "รักษาความสงบ" ที่ธรรมศาสตร์, แวะไปบ้านนายกรัฐมนตรีในซอยเอกมัยตอนตีสอง, ปฏิบัติการที่ธรรมศาสตร์, เดินทางไปทำเนียบ จัดการให้นายกฯเซ็นใบลาออกแล้วพาไปพบผู้นำทหาร - บทบาทของสล้าง บุนนาคในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีมากมายอย่างน่าอัศจรรย์ใจ แน่นอนว่าบทบาทของเขาในวันนั้นยังไม่หมดเท่านี้ ก่อนจะหมดวัน เขายัง "ได้รับคำสั่ง" ให้ไปปฏิบัติการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงที่ไม่อาจลบล้างได้จนทุกวันนี้:

“ประมาณ 2 ทุ่ม (ของวันที่ 6 ตุลาคม 2519) ได้ขออนุญาตกลับบ้านถนนแจ้งวัฒนะ เพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เนื่องจากไม่ได้กลับบ้านมา 3-4 วันแล้ว ระหว่างที่เดินทางมาถึงสี่แยกบางเขน ได้รับวิทยุสั่งการโดยตรงจาก พล.ต.ต.สงวน คล่องใจ ผู้บังคับการกองปราบฯให้รีบเดินทางไปที่สนามบินดอนเมืองโดยด่วนที่สุดเพื่อป้องกันช่วยเหลือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้รอดพ้นจากการทำร้ายจากกลุ่มประชาชน พวกนวพลและกระทิงแดงให้ได้ จึงได้รีบเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง....

“กระผมจึงได้รีบเดินไปที่ดร.ป๋วยที่กำลังโทรศัพท์อยู่ โดยบอกว่า อาจารย์ครับเข้าไปโทรข้างใน พูด 2 ครั้ง ท่านก็ยังพยายามต่อโทรศัพท์อยู่ ผมจึงปัดโทรศัพท์จากมือท่านและกระชากท่านเพื่อนำเข้าไปในห้องของท่าอากาศยาน เมื่อเข้าไปในห้องและเห็นว่าปลอดภัยแล้ว จึงกราบท่านและแนะนำตัวว่าผมเป็นลูกศิษย์ท่านที่ธรรมศาสตร์ ที่ได้แสดงกิริยารุนแรงกับอาจารย์ก็เพื่อแสดงให้กลุ่มพลังข้างนอกเข้าใจว่าผมไม่ใช่พวกเดียวกับอาจารย์ ดร.ป๋วยได้บอกกับพวกผมและเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน ศุลกากร ตม. ว่าที่ต้องโทรก็เพราะไม่มีเงินติดตัวมาเลย....เจ้าหน้าที่หลายนายได้บอกว่าผมเป็นลูกศิษย์และมีหลายคนรวบรวมเงินมอบให้อาจารย์ ท่านก็รับไป...”

บันทึกดังกล่าวของสล้างได้รับการตอบโต้จากนักวิชาการบางคน รวมทั้งผมด้วย (สล้างเริ่มเผยแพร่เหตุการณ์ที่ดอนเมืองเวอร์ชั่นนี้ในปี 2534) ทุกคนใช้วิธีอ้างความทรงจำของอาจารย์ป๋วยเองทั้งที่อยู่ในบทความ "ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519" และที่อาจารย์เล่าให้ลูกชายฟัง ซึ่งมีแต่กล่าวถึงการที่สล้าง "ตรงเข้ามาจับผู้เขียน [ป๋วย] โดยที่กำลังพูดโทรศัพท์อยู่ ได้ใช้กิริยาหยาบคายตบหูโทรศัพท์ร่วงไป แล้วบริภาษผู้เขี

Comment #7
Posted @October,01 2007 12.00 ip : 61...35

เพิ่มเติมครับ

เหตุการณ์ 6 ตุลา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เป็นเหตุการณ์ที่ ตชด. นำโดยค่ายนเรศวรจากหัวหิน, กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ตำรวจ และกลุ่มคนที่ตั้งโดยงบ กอ รมน. คือ กลุ่มนวพล (ชื่อกลุ่มมาจาก นว แปลว่า เก้า ภายหลังเหตุการณ์ ผู้ก่อตั้งได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯให้เป็นองคมนตรี) และ กระทิงแดง ได้บุกเข้าไปล้อมจับกุมและสังหารนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งกำลังชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่ให้จอมพลถนอม กิตติขจรออกนอกประเทศ ในเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มที่รัฐให้การสนับสนุน ได้ใช้กำลังอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้ที่บาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหายเป็นจำนวนมาก

สาเหตุของความขัดแย้ง ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในปี พ.ศ. 2519 มีความพยายามกลับประเทศไทย ของ จอมพลประภาส จารุเสถียร ในวันที่ 15 สิงหาคม 2519 และการกลับประเทศไทยของ จอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2519 หลังจากที่ทั้งสองได้เดินทางออกนอกประเทศหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา

หลังจากการกลับมาของจอมพลประภาส ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้จอมพลประภาส เดินทางกลับออกนอกประเทศ จนกระทั่งในที่สุด จอมพลประภาสจึงยินยอมเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 22 สิงหาคม 2519

ต่อมา จอมพลถนอมได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศอีกในวันที่ 19 กันยายน 2519 โดยก่อนหน้านั้นได้แวะที่สิงคโปร์ เพื่อบวชเป็นสามเณรที่วัดไทยในสิงคโปร์ และได้รับอนุญาตให้เข้าอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นอารามหลวงประจำรัชกาลที่เก้า ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจึงได้ชุมนุมเพื่อขับไล่อีก

ในขณะนั้นได้เกิดความแตกแยก ทั้งในพรรคการเมืองและกลุ่มประชาชน ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สนับสนุนบทบาทของนิสิตนักศึกษา และ กลุ่มที่ต่อต้านนิสิตนักศึกษา ทำให้สถาการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศลาออกจากตำแหน่ง แต่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ก็ตัดสินใจเลือก ม.ร.ว. เสนีย์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง

ในวันที่ 24 กันยายน 2519 นายวิชัย เกษศรีพงษา และนายชุมพร ทุมไมย พนักงานการไฟฟ้านครปฐม และสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ถูกซ้อมตายระหว่างออกติดโปสเตอร์ประท้วงต่อต้านพระถนอม และถูกนำศพไปแขวนคอที่ประตูทางเข้าที่จัดสรร บริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม แต่ ตำรวจสรุปสำนวนคดีว่าเกิดจากการผิดใจกับคนในที่ทำงาน

ความเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้ขับไล่พระถนอม ทวีความรุนแรงมากขึ้น มหาวิทยาลัยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมีการชุมนุมเพื่ออภิปรายโจมตีรัฐบาล ต่อต้านการกลับมาของจอมพลถนอม และให้จัดการจับฆาตกรสังหารโหดฆ่าแขวนคอที่นครปฐม สภาแรงงานแห่งประเทศไทยได้ยื่นคำขาดต่อรัฐบาล ให้จอมพลถนอมออกนอกประเทศภายใน 5 วัน มิฉะนั้นจะหยุดงานทั้งประเทศตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2519 เป็นต้นไป ทั้งนักศึกษา สภาแรงงาน และผู้ต่อต้าน ได้รวมตัวกันประท้วงที่สนามหลวง จากนั้นจึงย้ายเข้าไปชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทางด้านกลุ่มที่ต่อต้านการกระทำของนิสิตนักศึกษา อันประกอบด้วย กลุ่มนวพล (พลโท สำราญ แพทยกุล เป็นแกนนำ รหัส นวพล001 ต่อมาได้เป็นองคมนตรี) กลุ่มพิทักษ์ชาติไทย กลุ่มกระทิงแดง และอื่น ๆ ได้ร่วมกันแถลงการณ์กล่าวหาศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย สภาแรงงาน และนักการเมืองบางคนว่า ได้ถือเอากรณีพระถนอม เป็นเงื่อนไขสร้างความไม่สงบในประเทศ ต่อมากลุ่มเหล่านี้จึงเดินทางเข้ามาชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สนามเสือป่า ราชตฤณมัยสมาคม และสนามหลวง เพื่อต่อต้านการชุมนุมของนิสิตนักศึกษา กลุ่มเหล่านี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลจับกุม และปลดรัฐมนตรีบางคนที่เชื่อว่าให้การสนับสนุนนิสิตนักศึกษา แต่รัฐบาลก็ยังไม่ได้สั่งการประการใด

ในวันที่ 4 ตุลาคม มีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ มีการอภิปราย และการแสดงละครเกี่ยวกับกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้านครปฐม จัดโดยชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นสถานีวิทยุยานเกราะนำโดย อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา , สมัคร สุนทรเวช, ทมยันตี, ฯลฯ ออกข่าวว่านักศึกษาที่แสดงละคร มีใบหน้าคล้ายเจ้าฟ้าชายถูกแขวนคอ ต่อมาหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ ฉบับเช้าวันที่ 5 ตุลาคม เผยแพร่ภาพการแสดงล้อการแขวนคอของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่า การแสดงดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คืนวันที่ 5 ตุลาคม สถานีวิทยุยานเกราะและชมรมวิทยุเสรี ออกอากาศกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรียกร้องให้ประชาชน และลูกเสือชาวบ้าน ไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษ ตลอดทั้งคืน [1] การสังหารในวันที่ 6 ตุลาคม เวลาเช้ามืดราว 2 นาฬิกา กลุ่มกระทิงแดงทุกจุด รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมปฏิบัติการโดยประสานงานกับตำรวจนอกเครื่องแบบ และมีกลุ่มกระทิงแดงเข้าแทรกตัวปะปนกับหมู่นิสิตนักศึกษา กลุ่มนวพลได้เรียกร้องให้รัฐบาลจับกุมนิสิตนักศึกษา

เวลาราว 5 นาฬิกา เริ่มมีการยิงตอบโต้จากภายนอกเข้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยถูกล้อมไว้ เวลา 7 นาฬิกา กลุ่มทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และกลุ่มอันธพาล ได้ใช้รถบัสพุ่งชนประตูมหาวิทยาลัย ทั้งหมดเข้าสู่มหาวิทยาลัยและใช้อาวุธหนักระดมยิง ตำรวจหน่วยคอมมานโด หน่วยปฏิบัติการพิเศษและตำรวจท้องที่เข้าถึงที่เกิดเหตุ เวลา 8 นาฬิกา ตำรวจตระเวนชายแดนพร้อมอาวุธครบมือเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมยิงกระสุนเข้าใส่นักศึกษา

เวลา 8.30 น. - 10.00 น. นักศึกษาและประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิ่งหนีวิถีกระสุนจากตำรวจตระเวนชายแดนและกลุ่มผู้ก่อเหตุ นักศึกษาบางคนวิ่งหนีออกทางประตูหน้ามหาวิทยาลัย นักศึกษาบางส่วนหนีอออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา หลายคนถูกรุมตี รุมกระทืบ บางคนที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บถูกนำไปแขวนคอ และถูกผู้คนแสดงท่าทางเยาะเย้ยศพ กลุ่มคนบางกลุ่มลากเอาศพนักศึกษามาเผากลางถนนราชดำเนิน ตรงข้ามพระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยใช้ยางรถยนต์ทับและราดด้วยน้ำมันเบนซิน บางส่วนใช้ของแข็งทำอนาจารศพนักศึกษาหญิง

เวลาราว 11 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่ และให้นักศึกษานอนคว่ำหน้ากับพื้นสนามฟุตบอล จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อควบคุมตัวไว้ที่โรงเรียนตำรวจนครบาล บางเขน กลุ่มคนที่มุงดูใช้ก้อนหิน อิฐ ไม้ ขว้างปาผู้ที่อยู่บนรถ

เวลาบ่าย กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน นำโดย พล.ต.ท.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน และกลุ่มแม่บ้าน นำโดย ทมยันตี ได้บุกเข้าทำเนียบรัฐบาล บางคนได้ถือเชือกเข้าไปโดยจะเข้าไปแขวนคอ 3 รัฐมนตรีของรัฐบาล ได้แก่ ชวน หลีกภัย ดำรง ลัทธิพิพัฒน์ สุรินทร์ มาศดิตถ์ เนื่องจากกล่าวหาว่าบุคคลทั้ง 3 เป็นคอมมิวนิสต์ แต่ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้ลงไปพบและยืนยันว่าบุคคลทั้ง 3 ไม่ได้มีพฤติกรรมดังกล่าว[2]

ครั้นถึงเย็นวันนั้น คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายใต้การนำของพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง มีผลให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ต้องพ้นจากตำแหน่ง และนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (หลังจากพ้นตำแหน่งนายกฯก็ได้เป็นองคมนตรีต่อมา)

หลังจากเหตุการณ์นี้ มีการพิจารณาคดีในศาลยืดยาวถึง 3 ปี โดยแกนนำนักศึกษา 19 คนถูกคุมขังตีตรวนโดยตลอด แต่ฝ่ายผู้เข้าล้อมปราบไม่มีผู้ใดได้รับการลงโทษ (และยังได้กระเช้าดอกไม้และของเยี่ยมพระราชทาน) มีผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มสิทธิมนุษยชนจากประเทศต่างๆ จนเมื่อ 3 ปีผ่านไป ได้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ ไม่ต้องถูกสอบสวนลงโทษแต่อย่างใด

บุคคลที่เสียชีวิตหรือสูญหายในเหตุการณ์ ฝ่ายนักศึกษาและประชาชน เสียชีวิตอย่างน้อย 41 ราย ในจำนวนนี้ เป็นศพถูกเผา ระบุรายละเอียดแยกชายหญิงไม่ได้ จำนวน 4 ราย (หนึ่งในนั้น คือ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ กรรมการ อมธ. และสนนท. ซึ่งเป็นระดับแกนนำผู้ชุมนุมเพียงคนเดียวที่เสียชีวิต ผู้เสียชีวิตที่เหลือเป็นผู้เข้าร่วมชุมนุมเท่านั้น และแกนนำที่รอดชีวิตส่วนใหญ่ถูกจับรวม 18 คน และนำตัวขึ้นศาลทหารข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขนอยู่ 3 ปี จึงได้รับการปล่อยตัวเมื่อมีการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็น พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ส่วนแกนนำที่รอดจากการถูกจับกุมขึ้นศาลทหารได้ส่วนใหญ่ก็หลบหนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือ พคท.

รายชื่อผู้เสียชีวิตเป็นศพชายไทยไม่ทราบชื่อ จำนวน 6 ราย และเป็นศพที่ระบุชื่อได้ จำนวน 30 ราย[ คือ นายพงษ์พันธ์ เพรามธุรส ถูกระเบิด
นายวิชิตชัย อมรกุล ถูกของแข็งมีคมและถูกรัดคอ
นายอับดุลรอเฮง สาตา ถูกกระสุนปืน
นายมนู วิทยาภรณ์ ถูกกระสุนปืน
นายสุรสิทธิ์ สุภาภา ถูกกระสุนปืน
นายสัมพันธ์ เจริญสุข ถูกกระสุนปืน
นายสุวิทย์ ทองประหลาด ถูกกระสุนปืน
นายบุนนาค สมัครสมาน ถูกกระสุนปืน
นายอภิสิทธิ์ ไทยนิยม ถูกกระสุนปืน
นายอนุวัตร อ่างแก้ว ถูกระเบิด
นายวีระพล โอภาสพิไล ถูกกระสุนปืน
นายสุพจน์ พันธุ์กาฬสินธุ์ ถูกกระสุนปืน
นางสาวภรณี จุลละครินทร์ ถูกกระสุนปืน
นายยุทธนา บูรศิริรักษ์ ถูกกระสุนปืน
นายภูมิศักดิ์ ศิระศุภฤกษ์ชัย ถูกกระสุนปืน
นางสาววัชรี เพชรสุ่น ถูกกระสุนปืน
นายดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง ถูกกระสุนปืน
นายไพบูลย์ เลาหจีรพันธ์ ถูกกระสุนปืน
นายชัยพร อมรโรจนาวงศ์ ถูกกระสุนปืน
นายอัจฉริยะ ศรีสวาท ถูกกระสุนปืน
นายสงวนพันธุ์ ซุ่นเซ้ง จมน้ำ
นางสาววิมลวรรณ รุ่งทองใบสุรีย์ ถูกกระสุนปืน
นายสมชาย ปิยะสกุลศักดิ์ ถูกกระสุนปืน
นายวิสุทธิ์ พงษ์พานิช ถูกกระสุนปืน
นายสุพล บุญทะพาน ถูกกระสุนปืน
นายศิริพงษ์ มัณตะเสถียร ถูกกระสุนปืน
นายวสันต์ บุญรักษ์ ถูกกระสุนปืน
นายเนาวรัตน์ ศิริรังษี ถูกกระสุนปืน
นายปรีชา แซ่เซีย ถูกของแข็ง อาวุธหลายชนิด และถูกรัดคอ
นางสาวอรุณี ขำบุญเกิด ถูกกระสุนปืน

เหตุการณ์ภายหลัง พลโท สำราญ แพทยกุล ผู้นำกลุ่มนวพลเข้าฆาตกรรมนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯให้เป็นองคมนตรี
พ.ศ. 2542 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายทหารพิเศษรักษาพระองค์
ฆาตกรในเหตุการณ์ทั้งหมดรวมถึงสมาชิกกลุ่มกระทิงแดง นวพล และตำรวจ ที่ฆ่า เผา และข่มขืนนักศึกษา ทั้งหมดได้รับพระราชทานอภัยโทษ
ตำรวจ สมาชิกกลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มนวพล ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติการฆ่านักศึกษา ได้รับกระเช้าเยี่ยมพระราชทาน

สมัคร สุนทรเวช ผู้จัดรายการปลุกระดมสถานียานเกราะ ได้เป็น รมว. มหาดไทยในรัฐบาลนายกพระราชทาน ธานินทร์ กรัยวิเชียร
ส่วนแกนนำนักศึกษารอดตายจากการโดนตามฆ่า เคราะห์ซ้ำกรรมซัดโดนจำคุกตลอดสามปี
อนุสาวรีย์เหตุการณ์เดือนตุลาฯ ใช้เวลาเกือบ 30 ปี จึงต่อรองขอเช่าที่ดินบริเวณใกล้เคียงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยได้สำเร็จ
หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในประเทศไทย ถูกคำสั่งคณะปฏิรูป ฯ ห้ามเผยแพร่เป็นระยะเวลา 3 วัน (6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2516)
ดร.สรรพสิริ วิริยะสิริ ผู้อำนวยการช่อง 9 อสมท.ถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังจากแพร่ภาพเหตุการณ์ออกสู่สาธารณะ
ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องลี้ภัยการเมืองจากเมืองไทยไป และไม่อาจรับตำแหน่งใด ๆ ได้อีกตราบจนสิ้นชีวิต

คนเดือนตุลา จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

คนเดือนตุลา เป็นชื่อเรียกกลุ่มคนที่เคยเข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ซึ่งโดยมากเป็นนักศึกษาในขณะนั้น ปัจจุบันนี้ กลุ่มคนเดือนตุลาบางส่วนได้เข้าสู่แวดวงการเมืองและสังคมต่าง ๆ

รายชื่อกลุ่มคนเดือนตุลาที่มีชื่อเสียง เช่น

ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549
ประสาร ไตรรัตนวรกุล นักการเงิน, นักธุรกิจ
วิทยากร เชียงกูล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยรังสิต
ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพ็ชร อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ สื่อมวลชนและสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
เกรียงกมล เลาหไพโรจน์ ที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย
จารุพงษ์ ทองสินธุ์ แกนนำ น.ศ. ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา
อดิศร เพียงเกษ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย
จาตุรนต์ ฉายแสง อดีต หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริยะเดช อดีตรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการ, อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และอดีตหัวหน้าพรรคมหาชน
สุธรรม แสงประทุม อดีต ส.ส.พรรคพลังธรรมและไทยรักไทย
ภูมิธรรม เวชยชัย อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย
ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยและรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.พรรคชาติไทย
สมพงษ์ สระกวี อดีต ส.ว.จังหวัดสงขลา
เสาวณีย์ ลิมมานนท์
จิระนันท์ พิตรปรีชา นักเขียนรางวัลซีไรต์
วิโรจน์ ตั้งวาณิช พิธีกรรายการโทรทัศน์
อภินันท์ บัวหภักดี คอลัมนิสต์และบรรณธิการฝ่ายภาพนิตยสาร อสท.
สุรชัย จันทิมาธร นักดนตรีเพื่อชีวิต
วิสา คัญทัพ นักดนตรีเพื่อชีวิต
บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ผู้กำกับภาพยนตร์
สุวิทย์ วัดหนู นักเคลื่อนไหวทางสังคม
คำนูณ สิทธิสมาน นักเขียน, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549
ประพันธ์ คูณมี ทนายความ, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549

Comment #8
Posted @October,01 2007 12.32 ip : 61...35

26 ปี 6 ตุลา "ประวัติศาสตร์" ที่ถูกทำให้ ลืม

มติชนทูเดย์

13.30 น. วันที่ 5 ตุลาคม ที่อนุสรณ์สถานวีรชน 14 ตุลา บริเวณสี่แยกคอกวัว คณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ตุลาประชาธิปไตย รวมตัวพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง เพื่อภารกิจจัดการอภิปราย "ฐานะทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์เดือนตุลา" โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมือง และ นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การอภิปรายครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมร่วมรำลึกครบรอบ 26 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 บรรยากาศโดยทั่วไป คนฟังไม่คึกคักเท่าที่ควร ออกจะบางตาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งอาจเป็นเพราะฝนที่ตกอย่างหนักไม่ยอมหยุดตลอดช่วงเย็นถึงค่ำ

เมื่อวิทยากรทั้งหมดขึ้นเวที อาจารย์ชาญวิทย์กล่าวเริ่มต้นเป็นคนแรกว่า เมื่อถึงเดือนตุลา คงหนีไม่พ้นที่ต้องคิดถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ในแง่นี้เคยพูดกันว่า คนไทยลืมง่าย เป็นทัศนคติว่าคนไทยไม่เอาไหน ลืมง่าย ไม่จดจำอดีต แต่ปัญหาที่แท้จริง คือไม่ได้ลืมง่าย แต่ถูกทำให้ลืม

"คือราษฎรอยากจำ แต่รัฐทำให้ลืม เป็นการกระทำของรัฐอย่างจงใจให้ประชาชนลืมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญและใกล้ตัวเหตุการณ์นี้ โดยการไม่ส่งเสริมสนับสนุน และปิดบังเรื่องราวที่แท้จริง จึงไม่ต้องสงสัยว่าคนหนุ่มคนสาวปัจจุบันจะไม่รู้จัก 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 เหตุการณ์นั้นเป็นความรุนแรง เป็นหนึ่งในอาชญากรรมของรัฐที่ปฏิบัติต่อประชาชนของตนเอง

"สำหรับสถานะของประวัติศาสตร์ทั้งสองเหตุการณ์ อยากให้มองในมุมกว้าง พ้นออกจากขวานทอง มองไปในอุษาคเนย์ จะเห็นว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 อาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางสังคมที่ประชาชนต้องการปลดปล่อยตัวเองจากการครอบงำของสังคมเก่า สังคมแบบกดขี่ คือ จอมพลถนอม ไปสู่รูปแบบของประชาธิปไตย กระแสความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมถูกจุดประเด็นขึ้น ดำเนินต่อมาอย่างยืดเยื้อยาวนานจนถึงเหตุการณ์พฤษภา 35 และมาปัจจุบัน"

อาจารย์ชาญวิทย์มองว่า กระบวนการเหล่านี้ต้องดำเนินต่อไป แต่ใช่ว่าจะง่าย เพราะความพยายามของกลุ่มที่ต้องการรักษาอำนาจของตนเองไว้ ทำให้ประเทศไทยไม่มีประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่มีความหมาย บางคนถึงกับบอกว่าอุดมการณ์ไม่มี และพยายามยกเรื่องของโลกาภิวัตน์ เรื่องคลื่นลูกที่สามขึ้นมาอ้าง บอกว่าเราต้องก้าวไปกับกระแสของความเปลี่ยนแปลง แต่เหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด ก็ทำให้เห็นว่า กระแสความเป็นชาตินิยมได้กลับมาอีก ดังนั้นคนที่คิดว่าจะต้องเปลี่ยนไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ จะต้องหันกลับมาคิดใหม่ถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์

ด้าน นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ มองว่าประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองไทย ที่ประชาชนถูกทำให้ลืม เพราะบางเหตุการณ์ถ้าประชาชนไม่ลืม รัฐอธิบายยาก

"เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 กับ 6 ตุลา 2519 เวลาพูดถึงสถานะของ 2 เหตุการณ์ จะมีลักษณะร่วมอยู่ คือ เป็นเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงของรัฐ ผู้ถูกกระทำคือ นิสิต นักศึกษา และประชาชน แต่มีความแตกต่างอยู่บ้าง หากมองเผินๆ แล้ว 14 ตุลา ขบวนการประชาชนได้รับชัยชนะ แต่ 6 ตุลา ขบวนการประชาชนแพ้ แต่เหตุการณ์ 6 ตุลา ก็เป็นไคลแมกซ์ของการต่อต้าน และเป็นเรื่องยากที่รัฐจะหาคำตอบให้ความกระจ่างแก่ประชาชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงต้องทำให้ถูกลืม

นายชัยวัฒน์ สุรวิชัย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเมือง กล่าวเป็นคนสุดท้ายว่า ประวัติศาสตร์เดือนตุลานั้น เห็นว่าคนรุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ ซึ่งคนเราหากไม่เข้าใจที่มาของตนเอง ที่มาของประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพที่เรามีอยู่ เปรียบเสมือนไม้ที่ไม่มีรากเหง้า เป็นเพียงไม้ล้มลุก

"เชื่อว่าการที่เยาวชนของเราไม่ทราบเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะถูกทำให้ไม่เข้าใจ และทำให้ไม่เคารพประวัติศาสตร์ เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเองก็ไม่ให้ความสำคัญของประวัติศาสตร์ช่วงนี้ และยังมองว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 กับ 6 ตุลา 19 เป็นเรื่องเดียวกัน อนุสาวรีย์ 14 ตุลา ก็เป็นที่เดียวกันกับ 6 ตุลา รวมถึงการไม่ส่งเสริมสนับสนุนการชดเชยความเสียหายให้กับญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เดือนตุลา จนถึงระบบการศึกษา ตำราเรียน ก็ไม่ให้ความสำคัญที่จะบรรจุเรื่องเหล่านี้ลงไป"

นายชัยวัฒน์เห็นว่า ประชาชนคนไทยต้องมาร่วมกันคิด ว่าจะทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาเปิดรับใช้ประชาชนได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ช่วงปี 16 และ 19 ที่กำลังจะเลือนหายไป ตนไม่อยากเห็นระบบการศึกษาของประเทศไทยรับใช้ธุรกิจ เป็นเรื่องของธุรกิจไปเสียหมด

ช่วงท้ายของการอภิปราย โดยภาพรวมต่างเห็นว่าสถานะของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เดือนตุลา ทั้ง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ไม่ได้รับความสำคัญในสังคมปัจจุบัน โดย "รัฐ" เป็นผู้กำหนดอยู่เบื้องหลัง เหตุการณ์ในอดีตทั้งสองกำลังถูกทำให้ลืม และค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

สาเหตุจะเป็นเพราะอะไรนั้น ผู้อภิปรายเห็นว่า มีคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว แต่สำคัญอยู่ที่ว่าประชาชน ผู้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และชนรุ่นหลังผู้สานต่อประวัติศาสตร์ จะรู้เท่าทัน "รัฐ" หรือไม่

ขณะเดียวกัน มัวแต่สนใจกระแสโลกาภิวัตน์ โดยคิดว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ จะต้องก้าวไปข้างหน้าให้ทันความเปลี่ยนแปลง จนลืมที่จะหันกลับมามอง มาศึกษาประวัติศาสตร์ของช่วงดังกล่าวหรือไม่


ข่าวจาก หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 6 ตุลาคม 2545

Comment #9
Posted @October,01 2007 17.02 ip : 61...181
Photo :  , 500x375 pixel 40,643 bytes

สมชาย หอมลออ สมัยเป็นนักศึกษาถูกรุมทำร้ายที่หน้ามหาวิทยาลัย
ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.2519.net

Comment #10
Posted @October,01 2007 17.06 ip : 61...181
Photo :  , 230x268 pixel 22,182 bytes

วิชิตชัย อมรกุล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ถูกแขวนคอฆ่าบนต้นมะขาม กลางสนามหลวง ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.2519.net

Comment #11
Posted @October,01 2007 17.08 ip : 61...181
Photo :  , 500x375 pixel 48,984 bytes

จารุพงษ์ ทองสินธุ์ นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2519 ผู้จากพ่อแม่ไปไม่เคยกลับมาอีก แม้แต่ศพ เขาหายไปไหน?

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.2519.net

Comment #12
Posted @October,01 2007 17.11 ip : 61...181
Photo :  , 500x375 pixel 39,622 bytes

จารุพงษ์ ทองสินธุ์ นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2519ถูกลากคอกลางสนามบอลธรรมศาสตร์ โดยรัฐเผด็จการสมัยนั้น ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.2519.net

Comment #13
Posted @October,01 2007 17.13 ip : 61...181
Photo :  , 500x375 pixel 42,396 bytes

เผาศพทำลายหลักฐานกลางสนามหลวง ศูนย์กลางแห่งเมืองหลวงของประเทศนี้ ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก www.2519.net

Comment #14
Posted @October,01 2007 17.35 ip : 61...181
Photo :  , 360x280 pixel 17,980 bytes

บันทึก 6 ตุลา : พลิกแผ่นดินตามหา[/b]
[b]จินดา ทองสินธุ์

        “มันทั้งแสนจะปวดร้าวจิตใจจนแทบจะอดกลั้นไว้ได้ หรือจะเรียกว่าบัดนี้พ่อและแม่ของลูกๆ ได้ตายแล้วทั้งเป็นและจะตายจนกว่าจะเรียกร้องความสูญเสียนั้นกลับคืนมา”

เมื่อลูกๆ เติบใหญ่ ทุกคนต่างมีความฉลาดเท่าเทียมกัน เพราะพ่อแม่รักและพยายามให้เล่าเรียนตามความสามารถ ลูกจารุพงษ์  ลูกจงดี และทนงศักดิ์ ประภัสสร ก็เข้าเรียนกันตามลำดับ แต่ขณะลูกทั้งสี่เรียนอยู่ในชั้นประถมปลาย มัธยมต้น มัธยมปลายกันนั้น ลูกอมรเทพยังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ในปี ๒๕๑๙ ที่โรงเรียนบ้านดินแดง ลูกประภัสสรเรียนชั้น ม.ศ.๑ ที่โรงเรียนสุราษฎร์  ลูกทนงศักดิ์เรียนชั้น ม.ศ. ๒  ลูกจงดีเรียนชั้น ม.ศ. ๕ ที่โรงเรียนสุราษฎรธานีเหมือนกัน ส่วนลูกจารุพงษ์ก็กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นนักศึกษาปีที่ ๒ คณะศิลปศาสตร์ ในปีนี้เอง เหตุการณ์ที่ไม่น่าคาดฝัน ได้อุบัติขึ้น ซึ่งนำความวิปโยคมาสู่ครอบครัวของข้าพเจ้า อย่างที่จะหาเหตุการณ์ครั้งไหนมาเปรียบเทียบมิได้ มันทั้งแสนจะปวดร้าวจิตใจจนแทบจะอดกลั้นไว้ได้ หรือจะเรียกว่าบัดนี้พ่อและแม่ของลูกๆ ได้ตายแล้วทั้งเป็นและจะตายจนกว่าจะเรียกร้องความสูญเสียนั้นกลับคืนมา

เช้าวันที่ ๖  ตุลาคม  ๒๕๑๙  เวลาประมาณ  ๙.๐๐  น.เศษ วิทยุแห่งประเทศไทยได้กระจายข่าวว่ามีการจลาจลขึ้นในแผ่นดิน เสียงประกาศและเสียงปืนที่รัวถี่ยิบเป็นระลอกๆ ทุกคนต่างตระหนกตกใจ เพราะเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข่าวประโคมว่าได้มีผู้ก่อการจลาจลเป็นนักศึกษาไทย และพวกคนญวนที่จับกลุ่มอยู่ในธรรมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นต้นมา ได้ยิงปืนออกมาจากภายในทำให้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้รักชาติล้มตายหลายคน และเสียงวิทยุก็เร่งเร้าให้ประชาชนช่วยกันผนึกกำลังเพื่อระงับเหตุการณ์ และช่วยกันกำจัดโดยทุกวิถีทางจนเกิดการประชาทัณฑ์นักศึกษาที่หนีเอาตัวรอดออกมาภายนอกบริเวณมหาวิทยาลัยช่วยกันทุบตีและผูกคอลากในสนามหลวง มิหนำซ้ำการทุบตียังไม่หนำใจ ยังได้จับมัดนำไปเผาทั้งเป็นหรือเรียกว่าตายไม่ทันนั่นเอง การเผานี้กระทำกันในที่ชุมชนคือข้างสนามหลวงนั่นเอง โดยใช้ยางรถยนต์ที่ชำรุดมากองแล้วเอาศพตั้งจุดไฟเอาน้ำมันรด ไฟลุกโหมไหม้เกรียมเป็นตอตะโก และอีกรายหนึ่งช่วยกันจับมัดใช้เชือกแขวนคอ โยงขึ้นไปผูกกับกิ่งมะขามแล้วประชาชนผลัดกันเข้าไปทุบตี ทั้งๆ ที่นักศึกษานั้นได้สิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ความโกรธของปวงชนยังไม่เหือดหาย ถึงกับใช้เก้าอี้ไปรุมตีศพกัน เป็นภาพในหน้าหนังสือพิมพ์ มันเป็นเหตุการณ์ที่ทิ่มแทงเข้าขั้วหัวใจของบิดามารดานักศึกษาที่ส่งลูกให้มาร่ำเรียนในสถาบันที่สูงอย่างบอกไม่ถูก ถ้าฝูงชนเหล่านั้นช่วยกันคิดสักนิดหนึ่งว่า เขาก็เป็นพ่อหรือแม่คนหนึ่งของลูก การกระทำอย่างนั้นมันออกจะรุนแรงในศีลธรรมและวัฒนธรรม ซึ่งคนไทยได้นับถือศาสนาพุทธอยู่ ก็จะลดราวาศอกลงได้บ้าง

แต่แล้วครั้นเวลาประมาณเย็นๆ วิทยุได้ประกาศยุบรัฐบาลสมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และตั้งคณะปฏิรูปปกครองบ้านเมืองขึ้นใหม่โดย พล.ร.อ.สงัด  ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ประกาศกฎอัยการศึก และประกาศกฎหมายการกระทำอันเป็นภัยสังคม แม้ว่ากำลังกระทำกัน หรือที่กระทำอยู่ก่อนประกาศนั้น ถือว่าเป็นความผิด ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าทำการจับกุมพวกจลาจลภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้เกิดการปะทะกันอย่างขนาดหนัก ทำให้ตัวตึกอาคารหลายหลังได้รับความเสียหายยับเยินเพราะนักศึกษาต่างก็วิ่งหลบกระสุนกันชุลมุน  ส่วนมากจะวิ่งขึ้นไปบนตัวตึก เจ้าหน้าที่ก็ไล่ยิงเข้าใส่ บางคนก็หนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต แต่หนทางที่จะหนีออกนั้นยากเหลือเกินเพราะประตูทุกประตูถูกปิดตาย ซ้ำประชาชน ลูกเสือชาวบ้าน ตำรวจ ทหาร ได้เรียงรายอยู่ภายนอก ยากที่จะหนีออกมาได้ มีอยู่ทางเดียวคือด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา  นักศึกษาส่วนหนึ่งก็กระโดดลงน้ำ เพื่อว่ายข้ามขึ้นฝั่งอีกฝั่งหนึ่ง แต่ทว่าความหวังน้อยเหลือเกิน เพราะทหารเรือและตำรวจน้ำได้เรียงรายใช้ปืนคอยยิงสกัดไว้ บางคนถูกกระสุนปืนในแม่น้ำจมหายดิ่งลงไป บางคนดวงดีก็สามารถหนีรอดไป บางพวกหนีลงทางปล่องร่องน้ำคลานออกทางลำน้ำเจ้าพระยา แต่จะหนีเล็ดลอดไปได้ไม่กี่คน ส่วนใหญ่ก็ยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถูกจับกุม แต่เจ้าหน้าที่เป็นส่วนน้อย จำเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาดในการจับกุมโดยให้นักศึกษาทุกคนถอดเสื้อออกให้นอน คว่ำหน้าลงกับพื้น ใครคนใดไม่ปฏิบัติตามก็ต้องได้รับโทษอย่างหนัก หรือถึงตายได้ในขณะนั้น เมื่อได้กวาดต้อนนักศึกษาลงมารวมกลุ่มตามบริเวณตัวตึกแล้ว ห้ามมิให้เคลื่อนไหวใดๆ โดยนั่งเอามือประสานคอก้มหน้าอยู่เป็นชั่วโมงๆ ในระหว่างนั้นมีการทำความสะอาดภายใน เก็บสิ่งของที่ตกหล่น ส่วนมากก็เป็นบัตรประจำตัวนักศึกษา บัตรประชาชน ซึ่งนักศึกษาจะต้องควักออกทิ้งเกลื่อนสนาม เพราะถ้าติดอยู่เกรงว่าจะถูกฝูงชนประชาทัณฑ์ หลังจากทำความสะอาดแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องนำรถยนต์ไปบรรทุกพวกจลาจลเหล่านั้นซึ่งนับเป็นพันคน แยกย้ายไปกักขังตามสถานที่ต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้

ในตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่รัฐบาลต้องกระทำงานอย่างหนัก เพราะส่วนหนึ่งต้องนำนักศึกษาที่บาดเจ็บถูกกระสุนยังไม่ตายไปส่งโรงพยาบาลต่างๆ และเก็บศพนักศึกษาประชาชนที่ตายไปส่งสถานที่เก็บศพ ส่วนผู้ที่ถูกจับก็ต้องรีบส่งไปกักขัง และต้องระวังเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในระหว่างทาง จึงต้องจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจคุ้มกันเป็นระยะๆ ไป นักศึกษาและประชาชนที่ถูกจับกุมครั้งนี้ประมาณ ๓,๐๐๐ คนเศษ  ต้องแยกย้ายไปกักขังไว้ถึง ๓ แห่งด้วยกัน คือที่โรงเรียนพลตำรวจ จังหวัดนครปฐม ชลบุรี และบางเขน เมื่อนักศึกษาและประชาชนถูกนำไปกักขังแล้ว ภาระหน้าที่หนักของเจ้าหน้าที่คือการประชาสัมพันธ์การจัดทำรายชื่อเพื่อประกาศ อะไรต่อมิอะไรบอกไม่ถูก และเหตุการณ์แทรกซ้อนเกิดขึ้นทุกระยะ เช่นมีข่าวว่าจะมีการแย่งชิงนักศึกษาขึ้น และมีข่าวว่าจะมีการก่อวินาศกรรมตามสถานที่ราชการหรือที่สำคัญๆ แม้ว่าจะประกาศกฎอัยการศึกแล้วก็ตามแต่ความร้ายยังไม่เกิดขึ้น แม้ประชาชนที่ไปรวมกลุ่มกัน จะแยกย้ายกลับบ้านเรือนแล้ว แต่ทหารก็ต้องออกรักษาการตามสถานที่ราชการและที่ชุมนุมทั่วไปในกรุงเทพฯ ทางราชการประกาศมิให้คนออกนอกบ้านทันที

ในด้านพ่อแม่ของนักศึกษาทั้งที่อยู่ส่วนกลาง และในชนบท ต่างก็ตระหนกตกใจกันเป็นกำลังต้องวิ่งหาลูกของตัวกันจ้าละหวั่น ที่อยู่ใกล้ๆ พอจะวิ่งหาได้ในวันเกิดเหตุหรือหลังวันเกิดเหตุเล็กน้อย แต่ที่อยู่ไกลๆ ซิต้องจับพาหนะรถยนต์ รถไฟ แล้วแต่หนทางไหนจะสะดวกที่สุด ข้าพเจ้าเป็นพ่อของลูกคนหนึ่งที่ลูกเรียนอยู่ในสถาบันที่เกิดเหตุด้วยยิ่งมีความเป็นห่วงนับพันทวีคูณ ได้ปรึกษากับภรรยาแล้วจับรถไฟจากสถานีบ้านส้องมุ่งเข้าสู่กรุงเทพฯ ในวันที่ ๗ ตุลาคม  ๒๕๑๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. ขณะที่นั่งมาบนรถไฟได้พบปะเพื่อนฝูงที่มาจากทางใต้ ส่วนมากก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน คือไปเยี่ยมลูกหลาน และเป็นห่วงลูกหลานกันทั้งนั้น ต่างคนต่างนั่งมองหน้ากันด้วยความเศร้าสลดใจจนพูดอะไรไม่ออก เพราะไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรจึงได้เกิดอาเพศขึ้นเช่นนี้ แต่ข้าพเจ้าเองพอจะรู้เรื่องเดิมแห่งที่มาของเรื่องนี้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะได้ติดตามข่าวหนังสือพิมพ์อยู่เสมอ นับตั้งแต่จอมพลประภาส  จารุเสถียร กลับเข้ามากรุงเทพฯ ครั้งหนึ่ง จนนักศึกษาไม่พอใจ ได้เกิดการเดินขบวนขับไล่ จนในที่สุดรัฐบาลหาทางออกโดยส่งจอมพลประภาส จารุเสถียรออกไปนอกประเทศอีกครั้ง ส่วนเหตุที่กลับมาของบุคคลสำคัญดังกล่าวโดยอ้างเหตุว่าป่วยจะกลับมารักษาตัวที่เมืองไทย จะป่วยจริงป่วยเท็จประการใด ถือว่าเป็นเรื่องของการเมืองข้าพเจ้าไม่ค่อยติดใจ

ต่อมาไม่กี่เดือน จอมพลถนอม  กิตติขจร ก็กลับมาในรูปของการบวชสามเณรจากต่างประเทศมาเลย และได้เข้าอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศ โดยอ้างว่าจะได้อยู่ใกล้ชิดกับบิดาที่กำลังป่วย และไม่ขอเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกต่อไป จะประกอบแต่ความดีในทางพุทธศาสนานั้นก็เป็นไปในทางส่วนตัวหรือการเมืองก็ยากที่จะวิเคราะห์ แต่การกลับมาของจอมพลถนอม  กิตติขจรนี้ นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่พอใจ มีการจับกลุ่มต่อต้านต่างๆ นานา จนเกิดการรวมตัวของนักศึกษา ถึงแม้ไม่ได้เคลื่อนไหวออกภายนอกก็ตาม แต่ทว่าเหตุการณ์ภายในกำลังคุกรุ่น และเพิ่มปริมาณขึ้นจนเป็นที่น่ากลัวของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มีการละเล่นละครมีการอภิปราย อะไรต่อมิอะไรถี่ขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน นักศึกษาที่ต่อต้านจอมพลถนอม กิตติขจรกลับมา ถูกแขวนคอตายถึง ๒ คน ที่นครปฐม นี่เป็นชนวนหนึ่งให้นักศึกษาเกิดความเดือดร้อนแค้นเคืองรัฐบาล เมื่อทางราชการไม่สามารถหาตัวคนผิดได้ นักศึกษาก็เอาเรื่องนี้ไปแสดงละคร และเรื่องการบวชเณรกลับมาของจอมพลถนอม  กิตติขจรด้วย  ในช่วงนั้น หนังสือพิมพ์ซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสื่อสารมวลชนจะเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับไหนไม่ทราบ ได้ลงภาพข่าวนักศึกษาแสดงละครการแขวนคอแทนที่ภาพจะเป็นการแขวนคอนักศึกษาที่นครปฐม กลับเป็นภาพของสมเด็จเจ้าฟ้าชายอันเป็นการดูหมิ่นพระเกียรติอย่างยิ่ง ทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้น และวิทยุกองทัพบกก็เริ่มปลุกให้ประชาชนตระหนักถึงความรักชาติ บรรดาลูกเสือชาวบ้าน ประชาชน ก็เฮโลกันไปล้อมรอบสถานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังกล่าว จนเกิดเรื่องตามเหตุการณ์นี้ขึ้น นี่คือชนวนแห่งที่มาของเรื่องร้ายดังกล่าว

ขณะรถไฟเคลื่อนเข้าถึงสถานีกรุงเทพฯ  ในตอนเช้าของวันที่ ๘ ตุลาคม  ๒๕๑๙ ข้าพเจ้าก็ไม่รีรอรีบจับรถไปหาลูกที่หอพักเที่ยงธรรม วัดบุปผาราม ธนบุรี ขณะนั่งบนรถก็คิดอยู่อย่างเดียวว่า  ถ้าไปถึงหอพักให้ได้เห็นหน้าลูกที่รักสุดหัวใจของพ่อเท่านั้นจะเสียเงินเสียทองเท่าไรไม่ต้องเป็นห่วงละ เมื่อรถแท็กซี่เข้าถึงประตูบ้านพักเป็นเวลาเช้าตรู่เจ้าของหอพักเพิ่งลุกขึ้นเปิดประตู แต่บรรยากาศในหอพักนักศึกษาในวันนั้นผิดกับวันก่อนหรือครั้งก่อนๆ ที่ข้าพเจ้ามา ตั้งแต่ลูกมาอยู่หอพักแห่งนี้ประมาณ ๒ ปีเศษ นับครั้งไม่ถ้วนที่ข้าพเจ้าได้มาเยี่ยมลูก ทุกคนในหอพักในวันนี้ต่างก็มองหน้ากัน และเงียบสงัด ไม่มีเสียงจอแจ หรือแม้แต่เสียงวิทยุ  ข้าพเจ้าก็เกิดความวิปลาศในใจทันที ขณะนั้นมองหน้าต่างพอพักที่ลูกอยู่ปิดตาย แต่ใจหนึ่งยังคิดว่าลูกกำลังนอน จึงรีบขึ้นไป แต่ที่ไหนได้ เมื่อเห็นประแจติดประตูไว้อย่างแข็งแรงได้แต่ลอดมองดูจากข้างฝาเข้าไปภายในได้ตลอด ไม่เห็นลูกเลยแม้แต่เงา ตอนนี้จิตใจของข้าพเจ้าเหมือนจะหลุดลอยออกจากร่าง เข่าอ่อนรีบก้าวลงจากหอพัก ขณะลงบันได มีนักศึกษาที่พักอยู่ห้องใกล้ๆ กันเดินสวนทางขึ้น ข้าพเจ้าบอกว่ามาหาลูกจารุพงษ์ เพียงเท่านั้น นักศึกษาคนนั้นน้ำตาไหลพรากบอกว่า จารุพงษ์ เขาไม่กลับมาหอพักตั้งแต่วันก่อนเกิดเหตุ ๑ วัน คือวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๙  เมื่อเสียงนี้แว่วเข้าหูข้าพเจ้า ทำให้อื้อจนไม่รู้จะว่าอะไรอีก จึงรีบพุ่งไปยังบ้านเจ้าของหอพัก พอท่านเจ้าของหอพักเห็นเข้าท่านก็ทักก่อนทันที เพราะท่านเป็นคนใจบุญสุนทาน ท่านเป็นที่รักและสนิทสนมกับข้าพเจ้ามาก ท่านเชิญให้นั่งและหาน้ำชามาให้ดื่ม ข้าพเจ้าเหงื่อแตกทั้งๆ ขณะนั้นเวลาประมาณ ๗.๓๐ น. เท่านั้น ข้าพเจ้าก็บอกไปว่าไม่ต้องลำบากครับ ผมเป็นห่วงลูกจึงทราบข่าวแล้วรีบมาทันที

ท่านเจ้าของบ้านก็เริ่มต้นว่า จารุพงษ์ เขาคงไม่เป็นไรกระมัง เพราะเขาประเปรียวมาก คงเอาตัวรอด และเขามีความฉลาดไหวพริบว่องไวเสียด้วย แม้ว่าการพูดของเขาเป็นการปลอบใจข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ายังอดใจหายใจคว่ำไม่ได้ กำลังคิดต่อไปว่าจะไปตามหาเขาที่ใด จึงได้รับคำบอกเล่าจากเจ้าของบ้านต่อไปว่า  “จารุพงษ์ เขาออกจากหอไปก่อนวันเกิดเหตุ แล้วไม่กลับมาเลย คงมีภาระภายในธรรมศาสตร์กระมัง”  แต่จะติดตามไปดูก็ไม่ได้ เพราะทหารได้ปิดธรรมศาสตร์ห้ามมิให้ใครเข้าออกเลย เพราะเขากำลังกวาดล้าง และค้นหาอาวุธ และหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเป็นขุมกำลังสะสมอาวุธไว้มากมาย ข้าพเจ้าก็มืดเหมือนแปดด้าน พอดีเด็กหนังสือพิมพ์หอบหนังสือพิมพ์มาหอบเบ้อเร่อ ข้าพเจ้ารีบซื้อจะกี่ฉบับนับไม่ถ้วน แต่เอาทุกฉบับที่เขาเอาขาย แล้วเปิดดูแต่ข่าวนักศึกษาที่บาดเจ็บกระจายอยู่โรงพยาบาลต่างๆ อ่านพลางภาวนาพลางอย่าให้มีชื่อลูกจารุพงษ์อยู่เลย เมื่ออ่านจบทุกฉบับ เจ้าของบ้านก็พูดว่า ไม่ต้องอ่านรายชื่อหรอก เพราะท่านให้เด็กในหอพักตระเวนไปดูตามโรงพยาบาลต่างๆ ที่มีนักศึกษาได้รับบาดเจ็บ ไม่มีลูกจารุพงษ์เลย

ฉุกคิดได้ว่าเมื่อไม่มีในโรงพยาบาล แล้วข้าพเจ้าจะไปหาลูกที่ไหนละ แต่นึกขึ้นว่าจะต้องไปปรึกษากับน้องชาย ซึ่งเป็นหลานของภรรยา รับราชการเป็นนายเรือโทบ้านอยู่บางแค เผื่อจะมีอะไรดีๆ บ้าง จึงตัดสินใจแล้วรีบยกมือไหว้เจ้าของบ้าน  ทันใดนั้นคุณลุงเจ้าของบ้านบอกว่าเอาอย่างนี้ซิบางทีหลานชายจารุพงษ์อาจจะติดไปอยู่ในที่คุมขังตามกลุ่มต่างๆ เพราะวันนี้เวลา ๙.๓๐ น.  เขาจะประกาศรายชื่อที่สถานีตำรวจชนะสงคราม เมื่อไปถึง ที่ไหนได้ นึกว่าเราจะได้ไปถึงก่อนคนอื่นๆ แต่ที่ป้ายประกาศมีพ่อแม่ญาตินักศึกษายืนออกันเป็นปึกใหญ่แล้ว มีคนอาสาขึ้นอ่านรายชื่อที่ปิดกับกำแพงวัดให้อย่างดังๆ ข้าพเจ้าก็รีบแทรกเข้าไปใกล้ๆ เผื่อว่าจะดูรายชื่อที่เขาอ่านผ่านไปแล้ว จะได้ละเอียดยิ่งขึ้น ดูตั้งแต่แผ่นที่ ๑-๒-๓ จนถึงแผ่นที่ ๘ แล้วก็ไม่มีรายชื่อลูกจารุพงษ์อยู่เลย พอถึงแผ่นที่ ๙ เห็นรายชื่อหลานคนหนึ่งเข้า เขาคือ สุพจน์  อนุภักดิ์  หมายเลข ๑๑๔  สถานที่กักขังคือ โรงเรียนพลตำรวจ นครปฐม รีบเอากระดาษมาจดเลขที่เสร็จแล้วก็ดูและฟังรายชื่อที่เขาอ่านอยู่ คนอ่านต้องผลัดเปลี่ยนกันอ่าน เพราะแดดก็เริ่มร้อนจัด และอากาศของคนหนาแน่นเช่นนั้น บางคนถึงกับเป็นลมก็มี ญาติของนักศึกษาบางคนเป็นคนท้องแก่บ้าง เป็นคนแก่บ้าง และมิหนำซ้ำบางคนพาเด็กๆ ซึ่งยังเล็กๆ ติดตัวไป เด็กเหล่านั้นยืนตากแดดจนหน้าแดงก่ำ นัยน์ตาของทุกคนบอกถึงความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส คนที่พบรายชื่อลูกของตนต่างก็ดีอกดีใจ ส่วนผู้ที่ไม่พบก็เสียใจและบ่นพึมพำ และบางคนก็ครางออกด้วยความเหนื่อยใจเต็มประดา เมื่อจบรายชื่อประมาณ ๓,๐๐๐ คนเศษ ไม่มีชื่อลูกสุดที่รักของข้าพเจ้าเลย รีบจับรถกลับย้อนไปที่หอพักอีกครั้ง เพื่อที่จะงัดประตูเข้าไปดูในห้องนอนว่าลูกจะเขียนจดหมายหรือบันทึกอะไรบ้าง

เมื่อถึงหอพักประมาณเที่ยงวันเศษ คุณลุงเจ้าของหอพักก็แสนจะเป็นห่วงถามขึ้นว่าได้ผลประการใดบ้าง ข้าพเจ้าก็บอกไปว่าไม่มีรายชื่อของลูกหรอกลุง แล้วก็ขึ้นไปชั้นสองของหอพัก เมื่อดึงประตู กุญแจที่ใส่ไว้ก็เป็นกุญแจกล แต่จำได้ว่าเมื่อวันก่อนที่มาเยี่ยมลูกเคยบอกโค้ดไว้ให้ จำได้เพียงเลข ๒ แถวบน ส่วนแถวล่างลืมเสียแล้ว ลองหันตัวเลขตามโค้ดสองแถวแรก แล้วก็หัวแถวที่สามไปเรื่อยๆ บังเอิญลูกกุญแจก็หลุดออกมา โล่งอกไปที รีบเข้าไปดูในห้อง เห็นผ้าผ่อนของลูกที่ใส่แล้วยังไม่ได้ซัก แขวนไว้ที่ราว และที่นอนปูผ้าคลุมอย่างเรียบร้อย บนโต๊ะหนังสือก็มีหนังสือปากกา และเครื่องใช้ทุกอย่างอยู่ครบครัน ค้นดูจดหมายก็ได้พบเพียงแค่ซองเปล่า แต่จ่าหน้าซองถึงข้าพเจ้าอยู่ ๑ ซอง แต่ในซองจดหมายไม่มีจดหมายอยู่เลย ส่วนเอกสารต่างๆ ของเขาหลายชิ้นอยู่ในย่ามที่ใส่อยู่เป็นประจำ ข้าพเจ้ารีบคุ้ยขึ้นมาดูจนเกลื่อนทุกชิ้นก็ไม่มีร่องรอยทิ้งไว้เลย รีบดูบันทึก ข้างในสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ เห็นข้อความตอนหนึ่งไม่ลงวันที่ จะบันทึกไว้เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ แต่มันเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพอดี จำได้ว่าในบันทึกนั้นเขาได้บรรยายไว้ว่า

“เขากราดปืนใส่เราผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย จนล้มลุกคลุกคลานอย่างไร้ความปราณี เลือดของเพื่อนที่หยดลงพื้นดิน จะไม่มีวันสูญหาย เพื่อนเอ๋ย เราอยู่หลังจะพยายามแก้แค้นแทนเพื่อนให้จงได้”

ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าบันทึกนี้จะต้องเขียนภายหลังเหตุการณ์ ลูกคงกลับหอพักครั้งหนึ่งแล้วรวบรวมเสื้อผ้าที่จำเป็นรีบหนีไปโดยไม่ให้ใครได้พบหน้า เมื่อค้นหาหลักฐานอื่นๆ ไม่พบแล้ว ก็รีบใส่กุญแจและฝากสิ่งของไว้กับเจ้าของหอพัก ทั้งๆ ที่คุณลุงต้องการให้พักอยู่ที่นั่นชั่วคราว แต่ข้าพเจ้าไม่อาจจะพักนอนในห้องของลูกได้ เพราะไม่สามารถทำจิตใจให้สงบได้ ต้องเห็นเสื้อผ้าและของใช้แล้วนึกถึงภาพลูกขณะที่ไม่มีเรื่องราว พ่อเคยมาอยู่หลับนอนอย่างมีความสุข แต่เหตุการณ์เรื่องนี้เกิดขึ้นพ่อจะมีความสุขได้อย่างไร จึงรีบขับรถไปหาน้องชายที่บ้านบางแค ถึงบ้านบางแคในตอนบ่าย และพบน้องชายแล้วระบายความในใจให้น้องฟัง และน้องชายก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังอีกตลบหนึ่ง เพราะเขาอยู่ที่กรมอู่ทหารเรือและเห็นเหตุการณ์โดยตลอด ขณะที่น้องชายเล่าให้ฟัง จิตใจของข้าพเจ้ากระวนกระวายจนบอกไม่ถูก ทั้งเสียใจและทุกข์ระทม คิดถึงลูก คิดถึงแม่ของลูกจะเฝ้าคอยอยู่ทางบ้านซึ่งมีความทุกข์ใจยิ่งกว่าข้าพเจ้าเสียอีก เพราะข้าพเจ้าทราบอย่างชัดแจ้งว่า ลูกผู้ชายคนแรกนี้เป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนของแม่ และแม่มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เมื่อมากลับกลายเป็นอื่นไปเช่นนี้ เสมือนหนึ่งใครกระชากดวงใจให้หลุดไปจากอกนั่นเอง

ข้าพเจ้าบอกน้องชายว่าจะออกข้างนอกประเดี๋ยวเดียวกลับมาจะค้างคืนที่นี่เอง ความจริงข้าพเจ้าต้องการออกไปหาสุราดื่มเพื่อระงับความทุกข์ เผื่อว่าจะมีความสุขและเพลิดเพลินไปสักชั่วขณะเท่านั้น เมื่อออกไปถึงหน้าตลาดก็รีบไปที่ไปรษณีย์ ส่งโทรเลขถึงบ้านฉบับหนึ่งบอกให้แม่ของลูกทราบว่า ยังไม่พบลูกชาย จะกลับบ้านในวันที่ ๑๐ ตุลาคม เสร็จแล้วรีบกลับบ้าน พร้อมกับแวะดื่มเหล้าเสียหน่อย เหลือจากดื่มค่อนขวดรีบห่อกระดาษหนีบรักแร้แล้วพากลับบ้าน และดูเหมือนคืนนั้นน้องชายก็พยายามเอาใจข้าพเจ้า จัดอาหารให้รับประทานเป็นอย่างดี และซื้อเหล้ามาให้ทานอีก ๑ แบน ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ดื่มเหล้าเลย ข้าพเจ้ารู้สึกมึนเมาจนแทบจำสติไม่ได้ ไม่รู้ว่าขึ้นไปนอนชั้นบนได้อย่างไร มิหนำซ้ำนอนผิดที่นอนเสียด้วย  คือไปนอนที่นอนของแม่ยายของน้องชายเสียอีก และใครมายกที่ไปนอนที่ไหนก็จำไม่ได้เลย นี่แหละเขาว่าความเมาจำสติไม่ได้ มันจริงเสียด้วย นอนหลับจนรุ่งเช้า เมื่อตื่นขึ้นมาทบทวนความจำดู แล้วรู้สึกอายเจ้าของบ้านเต็มประดา

เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จก็ชวนน้องชายนายเรือโทคนนั้นไปนครปฐม ตั้งใจเพื่อเยี่ยมเยียนหลานภรรยาที่ถูกคุมขังอยู่  โดยนำรถส่วนตัวของน้องชายไป เราออกรถจากบางแคพุ่งตรงไปตามเส้นทางถนนเพชรเกษม คุยกันพลางในรถ ความจริงน้องชายเขาไม่ค่อยเต็มใจในการไปเยี่ยมหลานคนนี้เท่าไรนัก แต่มีความเกรงใจข้าพเจ้าผู้ที่เขานับถือเท่านั้นจึงจำยอมไป เพราะเขาพูดออกมา ข้าพเจ้าอ่านออกว่า เขาไม่พอใจที่พยายามห้ามปรามแล้วหลานคนนั้นไม่เชื่อฟัง อยากให้ติดคุกติดตะรางให้รู้รสเสียสักครั้ง ข้าพเจ้าก็พูดกลางๆ ว่า ความคิดเห็นของเด็กสมัยนี้ ยากที่เราผู้ใหญ่ไปคัดค้านหรือขัดขวางได้ อย่าว่าแต่เป็นเพียงหลานเลย ต่อให้เป็นลูกของเราเองก็เถอะ มันแสนจะลำบาก แต่เมื่อถูกเข้าแล้วจำเป็นจะต้องช่วยเหลือต่อไป พ่อแม่ใครก็ย่อมรักลูกเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะผิดชอบชั่วดีก็ตัดไม่ขาด ขณะรถยนต์วิ่งมาถึงสวนสามพรานซึ่งใกล้นครปฐมเกิดอุบัติเหตุสายพานหลุด ต้องหยุดข้างถนนทำการเปลี่ยนสายพานใหม่ บังเอิญสายพานชำร่วยติดรถมาหนึ่งสาย แต่เครื่องมือเปลี่ยนซิไม่มี ดูเหมือนมีประแจตายอยู่หนึ่งอันเท่านั้น เราพยายามเปลี่ยนและแก้ไขขณะร้อนแดดจนเหงื่อไหลไคลย้อย ประมาณครึ่งชั่วโมง น้องชายบ่นอยู่เรื่อย ตั้งแต่ขับรถมาไม่เคยเป็นอย่างนี้สักที ข้าพเจ้าพยายามปลอบใจอยู่ข้างๆ อย่าว่าแต่รถเลย คนเราถึงเวลาจะเสียหายก็ไม่คาดคิดเหมือนกัน เป็นธรรมดาของโลก

เมื่อเปลี่ยนสายพานเสร็จรีบขับไปถึงโรงเรียนพลตำรวจ รถจอดที่หน้าประตู ขณะนั้นพ่อแม่ญาติของนักศึกษายืนออกันแถวยาวยืด เพราะการเข้าไปเยี่ยมจะต้องเข้าคิวไปแจ้งชื่อเสียก่อน และมีเพียงประตูเดียว คนเป็นร้อยเป็นพันคนต้องยืนรอกลางแดด คนแก่คนหญิงและเด็กเล็กๆ ที่ติดตามไปก็ต้องยืนตากแดด เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาไม่ผ่อนปรนประการใด กว่าจะได้ลงชื่อคนหนึ่งประมาณห้าหรือสิบนาที เจ้าหน้าที่บอกว่าวันนี้จะเยี่ยมได้ประมาณ ๒๐ คนเท่านั้น และจะหมดเวลาแล้ว ต้องมาดูตอนบ่ายสองโมงอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าอยู่กลางแถว คิดว่าคงไม่ถึงเราแน่ๆ ทำอย่างไรจะได้เยี่ยมหลานละ เพราะที่ต้องเยี่ยมด้วยตนเอง จะได้ไถ่ถามถึงลูกชายจารุพงษ์ เพราะหลานคนนี้อยู่ด้วยกันแน่นอน เจ้าหน้าที่เขามองพ่อแม่ของนักศึกษาว่าเป็นพวกของผู้ก่อการร้ายเท่านั้น  ไม่คิดว่าพ่อของลูกบางคนทำงานราชการเป็นถึงนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และครู หรือตำแหน่งอื่นๆ อีกจิปาถะ เพราะคิดดูว่าการที่มีความสามารถส่งเสียให้ลูกร่ำเรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัยนั้นต้องมีความสามารถเอาการทีเดียว ข้าพเจ้าน้อยใจหลายประการ น้อยใจในความไม่เข้าใจของคนไทยด้วยกัน น้อยใจว่าในเมื่อผู้ใดมีอำนาจอย่างใดก็ใช้อำนาจนั้นจนเกินขอบเขต  การแสดงออกของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้น้อย ประหนึ่งว่าขณะนั้นเขาเป็นผู้มีอาญาสิทธิ์จะทำอย่างไร จะพูดจะทำอย่างไรเป็นเอกสิทธิ์ทุกประการ ไม่นึกว่าคำพูดและการกระทำนั้นจะเป็นการทิ่มตำเข้าขั้วหัวใจของใครสักเพียงใด ข้าพเจ้ายังได้ยินเสียงขู่ตะคอกว่า  “ไม่ต้องแซงกัน พวกเอ็งเป็นพ่อแม่ของพวกจลาจล ผู้ก่อการร้ายทั้งนั้น ไม่สอนลูกสอนหลาน สมน้ำหน้าไงล่ะ”  โธ่ ! คำพูดเช่นนี้ไม่ได้นึกเลยว่าผู้พูดเคยได้ร่ำเรียนมา และเป็นที่รักของพ่อแม่เช่นเดียวกัน ถ้าใครเขาไปว่าพ่อแม่ของผู้พูดเช่นนี้จะเจ็บแสบขนาดไหน

ข้าพเจ้ายืนอยู่ ๒ ชั่วโมงเศษ เห็นท่าว่าจะไม่ได้เข้าเยี่ยมแล้ว จึงเดินตรงไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับพนมมือไหว้ แล้วพูดว่า  คุณตำรวจครับ  กระผมขอความกรุณาช่วยนำจดหมายฉบับนี้ ให้กับนักโทษจลาจลหมายเลข ๑๑๔ กองร้อยที่ ๕ ได้ไหมครับ เพราะผมจะต้องรีบกลับ วันนี้เห็นจะเยี่ยมไม่ทันแล้วครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้นดูท่าทางเป็นคนใต้และไม่เบ่ง สุภาพเรียบร้อย เขาบอกว่า ไม่เป็นไรลุง ผมจะจัดการให้  ข้าพเจ้านึกรักเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนี้มาก ถ้าเจ้าหน้าที่เป็นอย่างนี้ทุกคนหรือเป็นส่วนมากจะทำให้ตำรวจกับประชาชนเป็นมิตรกันดี

ในจดหมายฉบับนั้นข้าพเจ้าเขียนสั้น ข้อความว่า “แจ้งหลานรัก น้ามาเยี่ยม เข้าไม่ได้ ต้องกลับบ้าน จะมาใหม่ ขอให้หลานอย่าคิดอะไรให้มาก จากน้า”  แล้วลงชื่อข้าพเจ้า  หลานชายคนนี้เขามีชื่อเล่นๆ ที่บ้านว่า  “แจ้ง”  ความจริงเขาชื่อ สุพจน์  อนุภักดิ์  ส่งจดหมายเสร็จแล้วรีบออกจากคิว แล้วเดินย้อนกลับ กว่าจะออกถึงประตูนอกกินเวลาตั้งหลายนาที เพราะคนยืนรอและอัดแน่นเข้ามาทุกที ที่ไม่สามารถทนร้อนได้ก็เป็นลมไปก็มี ต้องพยุงกายหามไปปฐมพยาบาลก็มี และข้าพเจ้าทราบจากพ่อแม่ของนักศึกษาว่าบางคนต้องนอนเฝ้าที่ประตูนั่นเอง เพราะในวันรุ่งขึ้นกลัวจะไม่ได้ยืนเข้าคิว บางคนมาสามวันแล้วยังไม่ได้เยี่ยมลูกเลย อนิจจา ! พ่อแม่ของลูกที่แสนจะทรมานร่างกาย มันเป็นการสมน้ำหน้าของคนที่ยังไม่มีลูก หรือมีลูกแต่ไม่ถูกจับกุมคุมขัง ความจริงเหตุการณ์เช่นนี้จะถูกเข้ากับคนในเวลาใดก็ได้ ซึ่งสุภาษิตเขาเขียนไว้ว่า ไม้ล้มข้ามได้ แต่คนล้มอย่าเพิ่งข้าม

เมื่อออกมาถึงรถยนต์ ก็บอกน้องชายว่าให้น้องชายนำรถกลับบ้านแต่คนเดียว ข้าพเจ้าได้จับรถไฟกรุงเทพ-หาดใหญ่ ที่สถานีนครปฐม ถึงสุราษฎร์ธานีตอนเช้าเวลา ๗.๐๐ น.  ขณะนั่งในรถไฟนั้นไม่มีเวลาใดที่จะอดคิดถึงลูกไม่ได้ เห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันยิ่งทำให้คิดถึงมากขึ้น นึกถึงสภาพที่ลูกเคยกลับบ้านพร้อมกันกับพ่อ ดูเหมือนจะมีความสุขใจอย่างยิ่ง ถ้าเห็นลูกซื้อของกินบนรถ แม้ตนเองไม่ได้กินก็รู้สึกอิ่มในใจอยู่เสมอ ถึงสถานีสุราษฎร์ก็แวะลงจับรถยนต์เข้าตัวเมืองตลาดบ้านดอนเพราะลูกสามคนพักอยู่ที่บ้านของลุงที่โรงเรียนการช่าง เมื่อถึงบ้านพักได้พบลูกๆ กำลังนั่งอยู่ในห้องกับแม่และลูกคนเล็ก พอเห็นหน้าแม่ของลูก และลูกๆ อดจะน้ำตาคลอเบ้าทีเดียว พูดได้คำเดียวว่าไม่พบลูกจารุพงษ์เท่านั้น แม่และน้องๆ ต่างน้ำตาไหล ได้ยินแต่เสียงแม่พูดกับลูกๆ พลางลูบหลังลูกแหวนและลูกแจ แล้วถึงมากอดไว้ แล้วสั่งเสียอะไรต่างๆ นานๆ ในทำนองอย่าให้ลูกทั้งสี่คนเป็นไปอย่างพี่ชายอีก เท่าที่การสูญเสียลูกชายไปนี้แสนจะอาลัยเป็นที่สุด น้ำตาของข้าพเจ้าดูกลับไหลท่วมหัวใจจนเต็มปรี่

นั่งคุยกันระหว่างพ่อแม่และลูกๆ แล้ว เห็นจะต้องกลับบ้านที่พระแสง ลูกแจสงสารพ่อแม่เป็นกำลัง และบอกแม่ว่า เขาไม่สามารถจะเรียนที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานีขอกลับไปเรียนโรงเรียนพระแสงวิทยา เพราะอยากอยู่กับแม่ อยากอยู่ร่วมกับพ่อ สงสารแม่มาก ข้าพเจ้าก็ไม่คัดค้านประการใด เขาก็เตรียมผ้าผ่อนและเครื่องเรียนได้กลับบ้านพร้อมกัน ส่วนลูกสาวและลูกแหวนยังคงเรียนอยู่ที่เดิม ข้าพเจ้าได้แต่ปลอบใจลูกๆ ว่า ตั้งใจเรียนเถิดลูก ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรให้มากมาย จะเสียการเรียน เราได้จับรถยนต์จากบ้านดอนถึงพระแสงในวันนั้น พอถึงพระแสง ไปรษณีย์ก็นำโทรเลขไปให้ เป็นโทรเลขที่ข้าพเจ้าโทรจากกรุงเทพ นั่นเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นโทรเลขของตนเอง แต่ใจหนึ่งยังคิดว่าเป็นโทรเลขของลูกกระมัง จึงรีบคลี่ดู เห็นข้อความที่ตนโทรมาก็รีบเก็บไว้ทันที เพื่อนบ้านญาติพี่น้องก็มาห้อมล้อมไต่ถามถึงเรื่องลูกทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็ได้เล่าให้ฟังตามที่ประสบเหตุการณ์มา ดูเขาเหล่านั้นสงสารข้าพเจ้ากับแม่ของลูกเป็นกำลัง โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าก็มานั่งเฝ้าให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้าและแม่ของลูกเกือบทั้งวันทั้งคืน เราพูดอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออกไม่รู้จะทำประการใด

พอตอนบ่ายวันนั้น พี่ล้วนซึ่งเป็นแม่ของสุพจน์ก็มาจากบ้าน เขาเป็นห่วงทั้งลูกทั้งหลานชายของเขา ได้ไต่ถามพอรู้ว่าลูกของเขาถูกคุมขังอยู่ ส่วนหลานไม่รู้หายไปไหน ก็มีความทุกข์ใจเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็บอกว่า คิดอ่านเรื่องประกันให้สุพจน์ออกมาก่อนเถิด เพราะสุพจน์คงลำบากแย่ที่ถูกคุมขัง เพราะได้ข่าวจากเพื่อนๆ ที่ได้ประกันตัวออกมาว่า ถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมอย่างทารุณ ยิ่งถ้าเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ยิ่งถูกซ้อมขนาดหนัก บางคนถึงกับเป็นโรคจิตไปเลยก็มี แม้ว่าเป็นเพียงแค่ข่าว จะเท็จจริงอย่างไรไม่ประจักษ์ แต่ก็อดสงสารหลานชายไม่ได้ แต่การที่จะประกันตัวออกมานั้น หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวให้ญาติของนักศึกษาที่ถูกกักขังอยู่นำหลักทรัพย์ หรือเงินสดไปประกันรายละสามหมื่นบาท เมื่อคิดกันเสร็จระหว่างญาติๆ ของข้าพเจ้า ต่างให้ความเห็นกันและกัน เพราะเราจะหาเงินสดจำนวนสามหมื่นบาทเพียงคนสองคนนั้นหาไม่ได้ จึงรวบรวมโฉนดที่ดิน และ น.ส.๓ ได้จำนวนสามแปลงเป็นที่สวนของข้าพเจ้าแล้วกำหนดจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ต่อไป

ข้าพเจ้าไหนต้องไปปฏิบัติราชการที่อำเภอ จะต้องส่งใบลา เมื่อผู้บังคับบัญชาอนุญาตแล้ว ก็รีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกเป็นครั้งที่สอง ความจริงข้าพเจ้าเบื่อการนั่งรถไฟระยะทางไกลเป็นวันๆ คืนๆ แต่เป็นการจำเป็นจึงไม่รู้สึกเบื่อหน่ายอะไร ถึงกรุงเทพฯ จับรถแท็กซี่ไปที่หอพักลูกอีก นึกว่าเป็นเวลาหลายวันแล้ว จะมีข่าวคืบหน้าประการใดบ้าง แต่เมื่อลุงเจ้าของหอพักตอบว่ายังไม่ได้รับข่าวอะไรเลย ข้าพเจ้าได้แต่เหลือบมองหน้าต่างห้องนอนของลูก แล้วลาเจ้าของบ้านตรงไปที่โรงพักชนะสงคราม เพื่อทำเรื่องราวประกันตัวหลานชาย ทางโรงพักชนะสงครามบอกให้ไปยื่นประกันที่โรงพักพญาไท เราจะไปไหนก็พบปะพ่อแม่ ญาติของนักศึกษาเที่ยวกันขวักไขว่ เพื่อขอประกันลูกหลานกันทั้งนั้น ข้าพเจ้าไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขอประกันตัว แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าวันนี้หมดเขตการประกันตัวแล้ว เมื่อคืนเขาทำกันตลอดเกือบรุ่งเพราะเป็นวันสุดท้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และในวันสุดท้ายนี้ เขาเรียกเงินสดประกันรายละหนึ่งหมื่นบาทเท่านั้น ข้าพเจ้าใจหายวาบ รู้สึกว่าเป็นการผิดหวังเสียทั้งนั้น และตำรวจ บอกว่าคุณลองไปที่ศาลอา

Comment #15
Posted @October,01 2007 20.56 ip : 61...130
Photo :  , 740x456 pixel 48,699 bytes

เห็นภาพนี้ คนที่เคยเชื่อว่า คนไทย ใจดี  มีเมตตา บ้านเรา เป็นเมือง
พุทธ  ไม่ชอบฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต ก็คงต้องคิดใหม่อีกรอบ  ผมลองเอา
ข้อความบางตอน ของอาจารย์ชัยวัฒน์  ที่อธิบายว่า ทำไม คนรุ่นเก่า
ๆ จึงพยายาม ไม่บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ให้ลูกหลานได้ฟัง


"เป็นไปได้หรือไม่ว่า สังคมไทยมุ่งจะลืม “รอยด่าง” ทางประวัติศาสตร์
นี้ เพราะรอยด่างนี้ คือ การย้ำกับสังคมไทยว่าครั้งหนึ่งเมื่อไม่นาน
มานี้ สังคมที่สงบสุขตามสมควร สังคมที่ภาคภูมิใจในสันติธรรมของ
ตนเอง

เคยเป็นฉากรองรับความรุนแรงอันป่าเถื่อนที่กลืนชีวิตผู้บริสุทธิ์ไป
ไม่น้อย รอยด่างนี้ทำลายความมั่นใจในตนเองของสังคมไทยลงไป

รอยด่าง 6 ตุลาคม ได้ตั้งปัญหาที่ทารุณเอากับสังคมไทยในเรื่อง
ความเข้าใจตนเองของสังคมไทยที่มักอ้างกับตนเองถึงความดีงาม
และความมีน้ำใจเมตตาทั้งมวล

เป็นไปได้หรือไม่ว่า การพยายามไม่เผชิญกับรอยด่างนี้อย่างจริงจัง
นั้น นอกจากจะเป็นด้วยเหตุผลสามัญทางการเมืองแล้ว  ยังเป็นเพราะ
อาการบาดเจ็บทางจิต วิทยาสังคมของไทย  ที่ทะลวงกรอบแห่งมา
ยาภาพทางสังคม ผลักสังคมไทยเข้ากระแทกกับความเป็นจริงอัน
โหดร้าย และความเป็นจริงนั้นก็คือ

ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมบางประการ ผู้คนในสังคมนี้ก็มีศักยภาพ
ในทางลบที่จะทำการอันรุนแรงหฤโหดต่อคนอื่นไม่ผิด กับมนุษย
ชาติพันธุ์อื่นส่วนใหญ่ในโลกนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า  รอยด่างที่
สร้างความกระทบกระเทือนอย่างหนักต่อชีวิตทางสังคมไทยนี้มีส่วน
สำค ัญในการอธิบายปรากฏการณ์แห่งความเงียบอันเกิดขึ้นต่อ
เหตุการณ์ดังกล่าวได้ ?  "

Comment #16
Posted @October,01 2007 20.59 ip : 61...130
Photo :  , 640x1136 pixel 62,764 bytes

ภาพถ่ายจากหนังสือพิมม์ต่างประเทศ เกี่ยวกับเหตุการณ์ หกตุลา
คนที่ถูกแขวนคอ คือ นิสิตจากจุฬา  สถานที่ ณ ใต้ต้นมะขาม
ท้องสนามหลวง


ผู้ฆ่าเขา คือ คนไทยอีกคนหนึ่ง
และคนไทยอีกกลุ่มใหญ
และฆ่าอย่างเปิดเผย


สถานที คือ ณ ท้องสนามหลวง  ตรงข้ามกับวัดพระแก้ว
ตรงข้ามกับพระราชวัง

เหตุเกิด ณ เดือนตุลาคม พ.ศ.2519
เป็นอีกประวัติศาสตร์หนึ่ง ที่คนไทยไม่อยากจำ

เป็นอีกประวัตศาสตร์ หนึ่ง ที่ คนไม่อยากพูดถึง
และนั่นก็เลยกลายเป็นเหตุผลว่า

เรื่องเล่าขานเหล่านี้ ได้ถูกเก็บเงียบเอาไว้
มิได้ส่งต่อให้ลูกหลานได้รับทราบมากนัก

Comment #17
Posted @October,01 2007 21.01 ip : 61...130
Photo :  , 640x400 pixel 25,136 bytes

"วิชิตชัย อมรกุล นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"

แม้ร่างกายของเขาจะจากไป
แม้ชื่อของเขาจะไม่มีใครรู้จัก
แต่ในฐานะ คนรุ่นหลัง

ยาโมเมะ ขอนำเรื่องราว ที่เล่า
ขานเกี่ยวกับชายคนนี้ มาแบ่ง
ปันเพื่อเป็นอุทาหรณ์ทางประวัติศาสตร์


ขอแสดงความคาราวะ
ยาโมเมะ

ปล. ยาโมเมะ เชื่อว่า แม้ชายเหล่านี้ จะตายไปแล้ว
แต่หากเขารู้ว่า นักศึกษา ลูกหลานรุ่นน้อง สามารถ
จดจำเรื่องราวของเขาได้  เขาก็คงจะดีใจ

เขาคงจะดีใจมากขึ้น หาก นอกจากเราจดจำเรื่องราว
ของเขาแล้ว เรายังบอกเล่า เรื่องราวเขาเหล่านี้ ต่อไป
ยังลูกหลานของเราต่อไป

Comment #18
Posted @October,01 2007 21.08 ip : 61...130
Photo :  , 740x509 pixel 50,942 bytes

สาธิต วิธีการเผาศพ ณ ท้องสนามหลวง ตรงข้ามวัดพระแก้ว
เป็นวิธีการเผาศพ ที่ใช้ คนเป็นๆ  และมีตำรวจคอยอารักขา
อย่างดี

เหตุเกิด ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2519

Comment #19
Posted @October,01 2007 21.13 ip : 61...130
Photo :  , 511x225 pixel 19,369 bytes

ยิ่งกว่าสงครามเพราะที่นี่ฆ่าหมู่ฝ่ายเดียว ฝ่ายหนึ่งหมอบรอกระสุน อีกฝ่ายยิงไปสูบบุหรี่ไปอย่างเลือดเย็น

Comment #20
Posted @October,01 2007 21.16 ip : 61...130

วิชิตชัย อมรกุล วีรชน ๖ ตุลา (ผู้เขียน  อาจารย์ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

วิชิตชัย อมรกุล...ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูผู้คนเลยสักนิด เป็นใครบางคนที่สังคมไทยไม่รู้จัก แต่สำหรับศิษย์เก่าชาวเดือนตุลาคม ชื่อนี้คุ้นหูอย่างยิ่ง เป็นชื่อที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจและความทรงจำมิลืมเลือน

วิชิตชัยเป็นบุตรคหบดีตระกูลอมรกุลแห่งจังหวัดอุบลราชธานี แม้เขาจะมาจากต่างจังหวัดไกลถึงสุดแดนอีสาน แต่เขามีอะไรบางอย่างที่พิเศษยิ่งกว่าเด็กวัยเดียวกัน เขาเป็นผู้ใหญ่เกินตัวมาตั้งแต่เล็ก เป็นเด็กฉลาด สุขุม เรียนดีเยี่ยม ขยันขันแข็ง มีความรับผิดชอบ รักเพื่อน รักครอบครัว รักทุกคนที่อยู่รอบข้าง และมีรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าอยู่เป็นนิตย์ วิชิตชัยสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยปี ๒๕๑๘ และด้วยความเฉลียวฉลาด ทุ่มเท เขาก็เข้ามาเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จท่ามกลางความปลาบปลื้มของบิดามารดาและญาติพี ่น้อง.... วิชิตชัยได้เป็นหนึ่งในชาวสิงห์ดำรุ่นที่ ๒๘

นอกจากการเรียนที่มีผลคะแนนยอดเยี่ยมทุกวิชาตั้งแต่ภาคการศึกษาแรกของปี ๒๕๑๘ วิชิตชัยยังได้เป็นนักกีฬาประจำทีมฟุตบอลของคณะรัฐศาสตร์ด้วยร่างกายที่แข็งแ รงว่องไวและปฏิภาณไหวพริบที่ดีเลิศ ในฐานะนักกีฬาตัวจริงของคณะ เขาฝึกซ้อมอย่างรับผิดชอบ ตรงตามนัด และไม่รู้จัดเหน็ดเหนื่อย

ปี ๒๕๑๘ นั้นเป็นเวลาเพียงสองปีหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๑๖ มหาวิทยาลัยได้กลายเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ เป็นโรงบ่มเพาะความคิดประชาธิปไตย และเป็นฐานแห่งการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่รักชาติ รักประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทางสังคม ด้วยพื้นฐานเดิมที่เป็นคนเฉลียวฉลาด ตื่นตัว รักเพื่อน รักสังคม และรักความเป็นธรรมอยู่แล้ว วิชิตชัยจึงกระโจนเข้าสู่กระแสคลื่นประชาธิปไตยในเวลานั้นอย่างไม่ลังเลเหมื อนกับคนหนุ่มสาวรุ่นเดียวกันจำนวนมาก เขาร่วมเคลื่อนไหวขับไล่ฐานทัพอเมริกาในประเทศไทย สนับสนุนชาวนาชาวไร่ที่เข้ามาเรียกร้องความเป็นธรรมในกรุงเทพฯ ช่วยเหลือกรรมกรคนงานที่ต่อสู้เพื่อค่าแรงและสวัสดิการอันชอบธรรม

ความหวังอันเต็มเปี่ยมในหัวใจของวิชิตชัยคือสังคมไทยที่มีเสรีภาพ เป็นประชาธิปไตยให้ความเป็นธรรม และความอยู่ดีกินดีแก่มวลพี่น้องทุกหมู่เหล่าโดยไม่แยกเชื้อชาติ ศาสนาหรือชนชั้น แม้ว่าเขาจะมีภารกิจเพื่อสังคมเต็มมือ แต่เขาก็ยังเรียนอย่างสม่ำเสมอ มีผลการเรียนดีเยี่ยมโดยตลอด และยังคงฝึกซ้อมลงแข่งฟุตบอลให้แก่คณะรัฐศาสตร์อย่างครบถ้วน อีกทั้งความรักเอื้ออาทรของเขาที่มีต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนเพื่อนร่วมทีมฟุต บอล และเพื่อนร่วมกิจกรรม วิชิตชัยจึงเป็นที่รู้จักและที่รักของทุกคน

แต่วิชิตชัยและเพื่อนๆ นิสิตนักศึกษากลับเป็นที่เกลียดชังเคียดแค้นของผู้มีอำนาจที่สูญเสียผลประโย ชน์ กลุ่มขวาจัดได้รวมกำลังกันใช้กลอุบายสหปรกนานัปการใช้สื่อมวลชนบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสถานีวิทยุยานเกราะ ทำการกระพอข่าวลือและข้อมูลเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีวิชิตชัยและเพื่อนให้เป็น "พวกบ่อนทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" เป็น "คอมมิวนิสต์" "พวกขายชาติ" กระทั่ง "ไม่ใช่คนไทย" แต่เป็น "พวกต่างชาติจีนญวน" กระทั่งประกาศผ่านวิทยุยานเกราะอย่างเปิดเผยว่า จะฆ่านักศึกษาจำนวนถึง ๓๐,๐๐๐ คน "เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"

พวกขวาจัดลงมือเข่นฆ่าอย่างไม่ปรานี พวกเขาลอบฆ่าผู้นำชาวนาชาวไร่หลายสิบคนทั่วประเทศภายนเวลาไม่กี่เดือน ลอบสังหารฆ่าผู้นำกรรมกร คนงาน ลอบฆ่าผู้นำนักศึกษาและอาจารย์มหาวิทยาลัย...ศพแล้วศพเล่า กลุ่มกระทิงแดงอันเป็นกลุ่มอันธพาลการเมืองถึงกับย่ามจ รวมกำลังบุกเข้ายิงถล่มและเผาทำลายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเดือนสิงหาคม ๒๕๑๘

พวกขวาจัดเริ่มลงมือตามแผน "ยุทธการฆ่านกพิราบ" ด้วยการนำเอาจอมพลถนอม กิตติขจร กลับเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๙ ในคราบของสามเณร เข้าพักและอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยอ้างว่าเข้ามาเยี่ยมบิดาที่กำลังป่วยหนัก และเมื่อนิสิตนักศึกษาประชาชนเคลื่อนไหวคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอม พวกขวาจัดก็ตอกย้ำความโกรธของประชาชน ด้วยการฆ่าแขวนคอสมาชิกแนวร่วมประชาชนสองคนที่จังหวัดนครปฐม เป็นภาพสองคนถูกซ้อมและแขวนคอตายอย่างทารุณตรงประตูเหล็ก ตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ

นิสิตนักศึกษา ประชาชน จึงถึงจุดสุดท้ายของความอดกลั้น และระดมพลชุมนุมต่อต้านจอมพลถนอมในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที ่ ๔ ตุลาคม ๒๕๑๙ อีกทั้งจัดการแสดงละครกลางแจ้งเรื่องการฆ่าแขวนคอสองศพที่นครปฐม

แต่อนิจจา ภาพถ่ายการแสดงละครฆ่าแขวนคอในครั้งนั้น ได้ถูกนำไปดัดแปลงให้กลายเป็นภาพแขวนคอบุคคลระดับสูงขึ้น ตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับ และได้กลายเป็นเครื่องมือของพวกฝ่ายขวาจัดใช้ปลุกระดมความเกลียดชังนิสิตนัก ศึกษาระดมกำลังกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และกลุ่มนวพล ประกอบกับกองกำลังตำรวจนครบาล ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจพลร่ม และตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งล้วนติดอาวุธปืนกลหนักเบา เครื่องยิงลูกระเบิด กระทั่งปืนต่อสู้รถถังและปืนไร้แรงสะท้อน รวมศูนย์เข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกลางดึกคืนวันที่ ๕ ตุลาคม ทั้งที่นิสิตนักศึกษาที่ถูกปิดล้อมมีเพียงสองมือเปล่าที่ปราศจากอาวุธใดๆ

ช่วงเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ฝ่ายปิดล้อมเริ่มใช้อาวุธทั้งหนักเบา ยิงถล่มเข้ามาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถี่ยิบรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที กระทั่งถึงช่วงสายก็กลายเป็นการยิ่งถล่มอย่างบ้าเลือดเมามัน นิสิตนักศึกษาบางส่วนเริ่มหาทางหลบหนี คนที่ถูกจับได้ก็ถูกทรมาน ถูกยิงทิ้ง ถูกฆ่าอย่างทารุณกลางถนน ต่อหน้าสายตาผู้คนที่มุงดูบางคนถูกจับแขวนคอใต้ต้นไม้แล้วเอาท่อนไม้ เก้าอี้เหล็ก ระดมตีอย่างบ้าคลั่ง บางคนถูกเอาลิ่มตอกอก ถูกราดน้ำมัน หรือเอายางรถวางทับแล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น นักศึกษาหญิงถูกฆ่า แล้วเอาท่อนไม้กระแทกใส่ช่องคลอด ฯลฯ

วิชิตชัย อมรกุล เข้าร่วมการต่อสู้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนี้ตั้งแต่ต้น และด้วยความเป็นนักกีฬาที่มีร่างกายแข็งแรงปราดเปรียว เขาจึงอาสาเข้าประจำหน่วยรักษาความปลอดภัยแนวหน้าสุดเฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่าน มา วิชิตชัยทำหน้าที่อย่างถึงที่สุด ทั้งหมอบ ทั้งวิ่งฝ่าห่ากระสุนเข้าช่วยเพื่อนๆ ที่บาดเจ็บคนแล้วคนเล่า

เผา ทั้งหมดนี้ต่อหน้าฝูงชนที่มุงดูแน่นขนัด และต่อหน้ากองกำลังตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย ที่กำลังปิดล้อมยิงถล่มนักศึกษาที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุณพ่อของวิชิตชัย เร่งรุดเดินทางจากอุบลราชธานีเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มส่อเค้าความรุนแรง แต่ไม่พบลูกชายที่รัก เพราะวิชิตชัยไปประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ต้นเสียแล้ว หลังจากการเข่นฆ่าสังหารหมู่ในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม คุณพ่อก็ออกค้นหาลูกชายที่โรงเรียนตำรวจบางเขต ซึ่งเป็นที่คุมขังนิสิตนักศึกษากว่า ๓,๐๐๐ คน ที่ถูกจับกุมในวันนั้น แต่ก็ไม่พบชื่อวิชิตชัย อมรกุล แต่อย่างใด คุณพ่อจึงหันไปค้นหาลูกชายตามห้องผู้บาดเจ็บในโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาร่างของลูกชาย

ด้วยหัวใจที่เจ็บปวดและพรั่นพรึง คุณพ่อตัดสินใจเข้าดูศพผู้เสียชีวิต ดูแม้แต่ศพที่เหลวแหลกเพราะถูกทารุณกรรมสุดป่าเถื่อนหลายสิบศพ แต่ก็หาไม่พบอีก...ดูเหมือนความหวังที่จะพบลูกชายสุดที่รักจะเลือนรางเต็มที

เพื่อนสนิทของวิชิตชัย ซึ่งเป็นนิสิตรัฐศาสตร์และเป็นนักกีฬาในทีมเดียวกันอาสาช่วยคุณพ่อดูศพอีกรอบ  ในที่สุด เพื่อนก็มาหยุดอยู่ที่ร่างหนึ่ง ใบหน้าเหลวเลย มีเชือกผูกที่คอ มีรูกระสุนปืนที่ท้อง และร่างกายแหลกช้ำ เพื่อนสังเกตเห็นร่างนั้นใส่รองเท้ากีฬาที่ชำรุดและมีรอยซ่อมแซม ...นั่นมันรองเท้ากีฬาคู่โปรดของวิชิตชัย... คุณพ่อเข่าอ่อน น้ำตาพรั่งพรูออกมาอย่างหมดกลั้น

ครอบครัวจัดงานทำบุญศพอย่างเงียบๆ ให้แก่วิชิตชัยที่วัดธาตุทอง เพื่อนนิสิตนักศึกษามากราบศพกันเพียงประปราย เพราะบางส่วนถูกจับกุมคุมขัง และบางส่วนกำลังหลบหนีเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของรัฐ เพื่อนอีกคนของวิชิตชัยซึ่งถูกซ้อมถูกจับกุมในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม และได้รับการประกันตัว พาร่างและใบหน้าอันบอบช้ำมากราบศพเพื่อน แต่ก็มิอาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ นั่งลงร้องไห้คร่ำครวญอย่างเจ็บปวดที่สุดหน้าโลงศพนั่นเอง

คุณพ่อของวิชิตชัยหัวใจแหลกสลาย นั่งซึม น้ำตาคลออยู่ที่เก้าอี้ พร่ำถามผู้คนที่มางานศพ...
"วิชิตชัย...ลูกชายผม... คนหนุ่มหน้าตาดีที่สุดในละแวกบ้าน.... เขาถูกกระทำ จนแม้แต่ผมผู้เป็นพ่อยังจำเขาไม่ได้เมื่อไปเห็นหน้าเขาที่โรงพยาบาล..."
"ลูกชายผม... คนหนุ่มมองโลกในแง่ดี รักเพื่อน รักครอบครัว และรักชาติ เรียนเก่งและมีอนาคตยาวไกล... เขามีความผิดอะไรหรือ ถึงต้องกระทำกับเขาอย่างป่าเถื่อนถึงเพียงนี้...."

นายสมัคร สุนทรเวช มีคำตอบให้แก่คุณพ่อของวิชิตชัยบ้างหรือไม่?"
นายสมัคร สุนทรเวช มีความกล้าเหมือนปากหรือไม่ที่จะตอบคำถามของคุณพ่อวิชิตชัยอย่างตรงประเด็น และตอบคำถามอีกหลายข้อจากผู้คนชาวเดือนตุลาคม

ใครคือคนที่เดินทางไปต่างประเทศในช่วงปี ๒๕๒๐ เที่ยวพรำพูดว่า นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นฝ่ายยิงปืนออกมา มีตำรวจเสียชีวิตจำนวนมาก และผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นญวน
ใครคือคนที่ขว้างแฟ้มเอกสารอย่างโกรธเกรี้ยวใส่ผู้หญิงต่างชาติที่ตะโกนถามถ ึงข้อเท็จจริงในการฆ่าหมู่วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

ใครคือคนที่พูดปกป้องและสนับสนุนสถานีวิทยุยานเกราะว่า มีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เมื่อสถานีวิทยุแห่งนั้นประกาศที่จะฆ่านักศึกษาถึง ๓๐,๐๐๐ คน

ใครคือคนที่ออกมาบริภาษ ป้ายสีอย่างเคียดแค้นเกลียดชังว่า อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร เป็นผู้ยุยง ให้ท้าย และอยู่เบื้องหลังนิสิตนักศึกษาให้ "ทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์"
บางทีคำถามเหล่านี้คงไม่มีวันที่จะได้คำตอบที่ชัดเจนจากนายสมัคร สุนทรเวช เพราะนายสมัคร ปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ตลอดมา
คำถามของคุณพ่อวิชิตชัย จึงยังดังก้องอยู่ในศาลาสวดศพวัดธาตุทอง โดยไม่มีคำตอบ ตราบจนบัดนี้

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Main menu

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน
  • คนขี่เสือ - เรื่องราวของคนขี่เสือที่เกาะสมุย
  • Nathon Radio
  • สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยสมุย FM 96.75 MHz
  • หน้าทอนคึกคัก - รวมความเคลื่อนไหว
  • ศูนย์สื่อสารโรงพยาบาลเกาะสมุย

ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมกับเว็บ NathonCity ด้วยการส่งบทความ หรือภาพถ่าย มาร่วมเผยแพร่ในเว็บไซท์นี้