หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

ลมทะเล

ฟื้นชีวิตให้พื้นที่ริมน้ำ : ข้อคิดจาก PPS

by NathonCity @February,17 2008 20.49 ( IP : 118...70 ) | Tags : ลมทะเล

ปกรณ์ จารุจิตติพันธ์
แปลและเรียบเรียง




ตั้งแต่อดีตการตั้งถิ่นฐานและอารยธรรมของมนุษย์เกิดขึ้นบริเวณริมฝั่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล มหาสมุทร เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มีตะกอนดินสำหรับการเพาะปลูก มีแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร และ มีเส้นทางคมนาคมสัญจรเพื่อติดต่อค้าขายกับโลกภายนอก อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ริมน้ำเป็นพื้นที่หนึ่งที่สะท้อนเอกลักษณ์ และประวัติศาสตร์ของเมือง


เมื่อการเติบโตขยายลึกเข้าไปในฝั่งเกิดเป็นเมืองใหม่  พื้นที่ริมน้ำที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จึงเป็นที่รวมของความเสื่อมโทรมและความไร้ระเบียบ  เนื่องจากเป็นส่วนของเมืองที่เติบโตมาก่อนส่วนอื่นๆ และเป็นการเติบโตในยุคแรกๆ ที่ยังไม่มีผังและแผนคอยรองรับดูแล เมื่อเกิดเมืองใหม่เมืองเก่าจึงถูกทอดทิ้ง ดังนั้นเราจึงพบความเสื่อมโทรมและการใช้ประโยชน์ที่ทำให้เมืองด้อยค่าในพื้นที่ริมน้ำทั่วโลก


ท่ามกลางความเสื่อมโทรมดังกล่าวหลายเมืองต่างพยายามฟื้นชีวิตพื้นที่ริมน้ำ เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธาณะสำหรับประชาชนพลเมืองสามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ให้เป็นพื้นที่ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของเมืองได้อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งกระบวนการขั้นตอนในการเปลี่ยนผ่านต่างต้องอาศัยชุมชนและผู้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้น เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลง โดยมีองค์กร หน่วยงานต่างๆสนับสนุน


Project for Public Spaces (PPS) เป็นองค์กรเอกชนในนิวยอร์ค ก่อตั้งในปี 2518 ในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร มีชื่อเสียงทั่วโลกในด้านการออกแบบและบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะ มีส่วนร่วมในโครงการต่างๆทั้งในฐานะผู้สนับสนุนให้ความรู้แก่ชุมชน ร่วมกระบวนการออกแบบบริหารจัดการพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ถนน ตลาด สถานีขนส่ง ห้องสมุดและพื้นที่อื่นๆใน 2,000 ชุมชน 47 รัฐ และอีก 26 ประเทศทั่วโลก ได้สรุปหลักการสำคัญในการฟื้นฟูพื้นที่ริมน้ำจากประสบการณ์ในการทำงานกว่า 32 ปี ทั่วโลก ไว้ดังนี้


1. มุ่งประโยชน์สาธารณะเป็นจุดประสงค์หลัก

จุดประสงค์หลักของการปรับปรุงฟื้นฟูต้องมุ่งไปที่ชุมชนและประโยชน์ส่วนรวม และตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่า พื้นที่ริมน้ำเป็นสินทรัพย์สาธารณะอันมีค่า

การเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตั้งแต่ต้น จะก่อให้เกิดความรู้สึกผูกพันและภาคภูมิใจ เอื้อให้กระบวนการขั้นต่อไปของการทำงานมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น


2. ชุมชนสร้างจินตภาพของพื้นที่ที่ต้องการร่วมกัน

จินตภาพร่วมของพื้นที่ (shared community vision) คือ การที่ชุมชนร่วมกันกำหนดเป้าหมาย หรือภาพฝันว่าจะให้พื้นที่เป็นอย่างไร จะมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งจากภาพที่มีร่วมกันจะทำให้กระบวนการต่อมาชัดเจนขึ้นว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ภาพดังกล่าวเป็นจริง  ก่อให้เกิดกระบวนการคิด และค้นพบโอกาสใหม่ๆในการพัฒนาพื้นที่

จินตภาพร่วมไม่ใช่แผนแม่บท แต่เป็นภาพที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยน และเริ่มลงมือทดลองทำจากจุดเล็กๆได้ ซึ่งภาพจะมีความชัดเจนขึ้นเมื่อทุกฝ่ายเริ่มเห็นความสำคัญของโครงการ และเข้ามีส่วนร่วม


3. สร้างพื้นที่ย่อยๆ ในพื้นที่ริมน้ำทั้งหมด

เพื่อให้กระบวนการกำหนดจินตภาพร่วมของพื้นที่ชัดเจน  PPS ใช้วิธีให้ผู้ร่วมโครงการกำหนดจุดหมายหรือพื้นที่ที่ต้องการให้เกิดกิจกรรม ขึ้น 10 จุดจากพื้นที่ริมน้ำทั้งหมด เมื่อกำหนดพื้นที่หรือจุดหมายได้แล้ว ชุมชน รวมถึง ผู้อยู่อาศัย เอกชน ธุรกิจ องค์กรต่างๆ ร่วมกันกำหนดว่า ในจุดต่างๆทั้ง 10 จุด แต่ละจุดจะมีกิจกรรมหรือการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างไรบ้าง ซึ่ง PPS แนะนำว่าในแต่ละพื้นที่ควรจะมีกิจกรรม 10 อย่างเกิดขึ้น ไม่ควรกำหนดให้พื้นที่หนึ่งรองรับกิจกรรมใดโดยเฉพาะ  ซึ่งความต้องการเหล่านั้นจะเป็นเงื่อนไขในการออกแบบพื้นที่ต่อไป

วิธีการนี้จะทำให้การกำหนดจินตภาพของพื้นที่ชัดเจนขึ้น และสร้างการมีส่วนร่วมโดยชุมชนและส่วนต่างๆ  เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียคิดอย่างเสรี ต่างกับการกำหนดมาตั้งแต่ต้นว่า จะสร้างสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น อาคาร หรือ สิ่งก่อสร้างใดในพื้นที่หนึ่งๆ ซึ่งไม่เอื้อให้เกิดแนวความคิดใหม่ๆในการพัฒนาพื้นที่


4. เชื่อมพื้นที่ย่อยๆ เหล่านั้นให้ถึงกัน

สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าพื้นที่ย่อยๆ หรือจุดหมายที่กำหนดทั้ง 10 จุด เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ริมน้ำทั้งหมด ดังนั้นจะต้องสร้างความต่อเนื่อง (continuity) ให้พื้นที่เหล่านั้น โดยเฉพาะเมื่อคิดจากมุมมองของคนเดินเท้า

พื้นที่ริมน้ำที่สามารถเดินได้ตลอดแนว มีความหลากหลายของกิจกรรมตลอดเส้นทาง จะทำให้พื้นที่ย่อยๆ แต่ละจุดที่เรากำหนดไว้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความต่อเนื่องของพื้นที่ริมน้ำทั้งหมด

นอกจากนั้น การเชื่อมโยงยังหมายรวมถึง การหาวิธีชักนำให้ผู้คนเข้าสู่พื้นที่ริมน้ำโดยการเดินเท้า จักรยาน หรือวิธีอื่น แทนการใช้รถเพียงอย่างเดียว


5. การเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำ

การที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงพื้นที่ริมน้ำได้สะดวก และ การเข้าถึงมีความต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญ ยิ่งช่องทางการเข้าถึงมีความต่อเนื่องมากเพียงไรยิ่งเป็นผลดีต่อพื้นที่ริมน้ำนั้น ความไม่ต่อเนื่องเพียงเล็กน้อยก็อาจลดคุณค่าของพื้นที่นั้นๆไปอย่างมาก

และการเข้าถึงยังหมายรวมการที่ผู้ใช้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับน้ำได้โดยตรง เช่น ว่ายน้ำ ตกปลา พายเรือ หากไม่สามารถให้ผู้ใช้สัมผัสน้ำได้โดยตรง ก็ควรจะมีวิธีอื่น เช่น ลานน้ำพุ สระว่ายน้ำ ที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกถึงความเป็นพื้นที่ริมน้ำ



6. การพัฒนาใหม่ๆ ต้องอยู่ในกรอบของภาพที่ชุมชนคิดร่วมกัน

การพัฒนาใดๆที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งโดยรัฐและเอกชน จะต้องสอดคล้องกับภาพที่ได้คิดร่วมกัน พื้นที่ริมน้ำเป็นสมบัติสาธารณะที่มีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้นักลงทุนพัฒนาโครงการใดๆ ได้โดยอิสระ

และที่สำคัญการพัฒนานั้นจะต้องไม่ทำลายความต่อเนื่องของพื้นที่ริมน้ำ  เช่น ไม่ควรทำลานจอดรถ หรือ พัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์ ซึ่งในที่สุดจะทำให้พื้นที่ริมน้ำขาดความต่อเนื่อง ไม่เอื้อต่อผู้ใช้ โดยเฉพาะสำหรับคนเดินเท้า


7. เอื้อให้เกิดกิจกรรมในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พื้นที่ริมน้ำที่ประสบความสำเร็จ  ส่วนมากจะไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัย  เนื่องจากพื้นที่ริมน้ำควรจะเป็นที่ที่มีผู้คนใช้ประโยชน์ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นพื้นที่สำหรับจัดงานเทศกาล คอนเสิร์ต ตลาดนัด รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ของชุมชนและเมือง การพัฒนาย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นริมน้ำ ไม่ส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเต็มที่


8. ใช้สวนสาธารณะเป็นทางเชื่อม ไม่ใช่จุดหมาย

บทบาทของสวนสาธารณะในพื้นที่ริมน้ำ ควรเป็นทางหรือพื้นที่ที่เชื่อมโยงพื้นที่ย่อยๆ เข้าด้วยกัน มากกว่าเป็นจุดเด่นหลักของพื้นที่ริมน้ำทั้งหมด

พื้นที่สีเขียวที่เน้นการใช้ประโยชน์เชิงรับ และไม่ตอบรับกิจกรรมและกลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลาย  จะลดความมีชีวิตชีวาของพื้นที่ริมน้ำ

พื้นที่ริมน้ำที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นที่ เฮลซิงกิ, สต็อกโฮล์ม, ซิดนีย์, หรือ บัลติมอร์ ต่างใช้สวนสาธารณะในฐานะเป็นตัวเชื่อมพื้นที่ย่อยๆเข้าด้วยกัน


9. อาคารและการใช้ประโยชน์ ต้องสอดรับกับพื้นที่สาธารณะ

อาคารในบริเวณพื้นที่ริมน้ำและการใช้ประโยชน์จากอาคาร จะต้องเอื้อต่อพื้นที่สาธารณะและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในบริเวณนั้น

อาคารสูงบางประเภท นอกจากจะกันพื้นที่ชั้นล่างของอาคารไว้ใช้ส่วนตัว ไม่เอื้อต่อพื้นที่สาธารณะที่อยู่โดยรอบแล้ว ในบางครั้งยังเป็นกำแพงที่ตัดขาดพื้นที่ริมน้ำออกจากพื้นที่รอบๆ


10. ส่งเสริมให้มีการเดินทางหลายรูปแบบ และจำกัดการใช้พาหนะส่วนตัว

พื้นที่ริมน้ำที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา  นอกจากรถยนต์ส่วนตัวแล้ว ผู้ใช้ต้องสามารถเข้าถึงพื้นที่นั้นได้ด้วยวิธีการเดินทางหลายรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็น การเดิน จักรยาน เรือ  ฯลฯ รวมถึงไม่ถูกรถ หรือ ที่จอดรถ ขัดขวางการเข้าถึงหรือการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าว

การมีทางจักรยาน หรือ ทางเดินกว้างขวาง สะดวกสบาย ไม่ถูกรบกวนจากพาหนะอื่นๆ เป็นหนึ่งในอีกปัจจัยความสำเร็จ


11. ผู้ใช้ สามารถทำกิจกรรมได้ทุกฤดู ตลอดปี

ไม่ว่าภาวะอากาศในแต่ละฤดูจะเป็นเช่นไร ฝนตก ลมแรง หรือ แดดจ้า พื้นที่ริมน้ำที่ประสบความสำเร็จ ควรออกแบบให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกเวลา คำนึงถึงกิจกรรมที่เหมาะสมกับฤดูนั้นๆ

การออกแบบให้ ผู้ใช้สามารถมีกิจกรรมในพื้นที่ริมน้ำได้ทุกช่วงเวลา ยังทำให้โครงการนั้นๆ มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการมากขึ้น


12. สร้างอาคารเดี่ยวเป็นจุดเด่น  และตอบสนองการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย

อาคารริมน้ำ อาจส่งผลดีต่อพื้นที่ริมน้ำ ตราบใดที่อาคารดังกล่าวตอบสนองการใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย และสนับสนุนกิจกรรมที่เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว

เช่น ศาลาว่าการเมืองในกรุงสต็อกโฮล์ม เป็นหนึ่งในอาคารริมน้ำที่จอแจที่สุดในเช้าวันหยุด ทั้งนี้เนื่องจาก ศาลาว่าการไม่ได้ปิดประตูตาย แต่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวได้ มีร้านค้า สวน และ สนามหญ้าที่ผู้คนสามารถเข้าถึง รวมถึงมีท่าเรือหลักซึ่งจอดรับนักท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณเดียวกัน


13. การบริหารจัดการ

การร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่คอยดูแลทางด้านกายภาพและการบำรุงรักษา รวมถึงวางแผนจัดกิจกรรม หรืองานเทศกาล ต่างๆ ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ตลอดทั้งปี เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการสร้างพื้นที่ริมน้ำให้ได้รับการยอมรับ และสร้างเอกลักษณ์ของพื้นที่ริมน้ำนั้นๆ



ข้อมูลและภาพ

  1. How to Turn Waterfront Around. PPS
  2. The Waterfront Renaiisance. PPS
  3. War on the Water Front. PPS
Comment #1
Posted @February,18 2008 09.33 ip : 124...88

เคยเห็นแบบนี้มามาก แต่เกาะสมุยคงได้แต่ฝันหวาน.............คิดยังไม่เคยคิดแล้วจะทำได้พรือ...ที่เฉวงเขาก็คิดไว้ดี แต่ออกมาเป็นไง...เน่า เฉา เหี่ยว พร้าวตายหมด ไม่ต้องโทษใคร ...คิดถึงหน้าทอน หัวถนน บางเก่า ท้องกรูด ก็ยากที่จะคิด....เที่ยวรอบโลกก็ชาวยอะไรไม่ได้...ฮิฮิ ตั้งใจแซวน่ะจะบอกให้

Comment #2
Posted @February,19 2008 05.54 ip : 118...237

บัดสีจังเลย...เวลากลับมาบ้านตัวเอง...ทำไมเขาไม่ทำอะไรกันบ้างเลย เมืองไปโตถึงไหนแล้ว..ได้ข่าวว่ายังทำถนนกันอย่างเดียว บางเส้นก็ทำแล้วซ่อมแล้วซ่อมอีก...ทำให้ดีไปเลย..ฝากทั้งผู้มาใหม่ และจะมาอีก หรือจะอำลา ฝากไว้ว่า บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของใครผูกขาดแล้วเป็นเจ้าของ...

Comment #3
Posted @February,20 2008 08.14 ip : 118...60

อ่านแล้ว...เมืองอื่นทำได้ เกาะสมุยก็ทำได้..อยู่ที่ว่าประชาชนและผู้บริหารเมืองมองเห็นภาพแบบนี้บ้าง...ชุมชนริมน้ำที่เหมาะที่สุดคงเป็นหน้าทอน  หัวถนน..ทำได้รับรองไม่อายใคร

Comment #4
Posted @December,22 2008 01.34 ip : 117...21

ถ้าผู้บริหารวิสัยทัศน์สั้นก็ทำไม่ได้ดอก    ของตัวเองมีดีอยู่แล้วไม่รู้จักคิดทำ มัวแต่หาผลประโยชน์ตัวเองเข้าไป น่าสงสารสมุย

Comment #5
Posted @June,18 2009 22.34 ip : 58...214

สมุยบ้านเราจะไปทางไหน ?

Comment #6
Posted @June,19 2009 09.30 ip : 118...191

คิดถึงส่วนรวมมาก่อน ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ

Comment #7น่าจะทำได้..
Posted @February,03 2010 18.28 ip : 118...35

ไม่ยากเกินไป แต่ก็ยากกว่าทำถนน

Main menu

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน
  • คนขี่เสือ - เรื่องราวของคนขี่เสือที่เกาะสมุย
  • Nathon Radio
  • สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยสมุย FM 96.75 MHz
  • หน้าทอนคึกคัก - รวมความเคลื่อนไหว
  • ศูนย์สื่อสารโรงพยาบาลเกาะสมุย

ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมกับเว็บ NathonCity ด้วยการส่งบทความ หรือภาพถ่าย มาร่วมเผยแพร่ในเว็บไซท์นี้