หน้าทอนฟอรั่ม
วงแหวนการเมืองไทย 4 ภาคส่วน: จุดเริ่มต้นของการทุจริตคอรัปชั่นแบบไทยๆ
http://www.krirk.ac.th/faculty/Communicationarts/truexpert/@true/500313/ethicsincrisis_sudin.doc
วงแหวนการเมืองไทย 4 ภาคส่วน: จุดเริ่มต้นของการทุจริตคอรัปชั่นแบบไทยๆ
กิจกรรมทางการเมืองของไทย แบ่งออกได้ 4 ระดับ หรือ 4 ภาคส่วน คือ การเมืองภาคประชาชน การเมืองภาคเอกชน การเมืองท้องถิ่น และการเมืองภาครัฐ กิจกรรมทางการเมืองของแต่ละระดับต่างเกี่ยวข้องกันดุจเดียวกับวงแหวนที่วางเหลื่อมซ้อนทับกันสามวง แต่ละวงมีความสัมพันธ์กันและเกี่ยวร้อยกันเป็นการเมืองภาครัฐ ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าว เป็นความสัมพันธ์กัน 3 ด้าน คือ ด้านการใช้อำนาจและการใช้สิทธิ ด้านภาระกิจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และด้านความจงรักภักดี กับอิสระภาพเสรีภาพ
(1) การเมืองภาคประชาชน คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน เช่น การเลือกตั้งผู้แทน การแสดงประชามติคัดค้าน หรือยอมรับ
(2) การเมืองภาคเอกชน คือ การมีส่วนร่วมของกลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลที่มีธุรกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่สอดคล้องกัน รวมกันแสดงบทลาทและพลังทางการเมือง
(3) การเมืองท้องถิ่น คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับท้องถิ่น เช่น การเลือกผู้แทน ผู้ปกครอง การลงมติต่างๆ การเมืองทั้ง 3 ภาคส่วน เป็นส่วนสนับสนุนให้เกิด
(4) การเมืองภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง การมีรัฐบาล มีรัฐสภา มีกฎหมาย มีการบริหารปกครอง
ธรรมชาติของการเมืองไทยที่ผ่านมา ผู้ที่มีบทบาทในการเมืองภาคเอกชน มักจะเป็นนายทุน หรือผู้มีอิทธิพล ที่ประกอบธุรกิจ ย่อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประชาชนในฐานะเป็นกลุ่มลูกค้าในทางธุรกิจ ในขณะเดียวกันก็มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองท้องถิ่น ที่มักจะมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนและต่างตอบแทนกัน นอกจากนี้สายสัมพันธ์อีกคู่หนึ่ง ก็คือ นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชนในตำบล ต่างก็มีสายสัมพันธ์ในลักษณะเจ้านาย-ลูกน้อง ซึ่งมักจะมีผลประโยชน์ตอบแทนโดยผ่านหัวคะแนน สัมพันธภาพของนักการเมืองทั้ง 3 กลุ่ม จะส่งผลไปถึงพัฒนาการของการเมืองภาครัฐ ที่มีลักษณะไม่แตกต่างอะไรกับการเมืองทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว
วงแหวนความสัมพันธ์ของการเมือง 4 ภาคส่วน เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาและวิกฤติทางการเมืองมาตลอด ในรูปของการทุจริตคอร์รัปชัน การเอารัดเอาเปรียบของฝ่ายปกครอง ในเมื่อนี่คือธรรมชาติของการเมืองไทย ที่ฝังรากลึกมานาน การแก้ไขจะต้องวางระบบการศึกษา การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยกำหนดทิศทางและนโยบายทางการศึกษา การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสารมวลชน ในการสร้างความเข้าใจหลักปรัชญาการเมือง เพื่อสลายเชื้อของการทุจริตและปมอิทธิพลทางการเมือง ด้วยการสร้างความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ ความจริง ระหว่างรัฐ กับ ประชาชน ให้สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ อย่างเป็นธรรม
รองศาสตร์จารย์ สังศิต พิริยะรังสรรค์ ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมคอร์รัปชัน ไว้ว่า “คอร์รัปชัน หมายถึง กระบวนการที่บุคคลสาธารณะ มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ครอบครัว วงศาคณาญาติ พวกพ้องและคนใกล้ชิด โดยอาศัยตำแหน่ง หน้าที่ กฎหมาย อำนาจที่ได้รับมอบหมายและสถานะในระบบราชการหรืออิทธิพลในทางส่วนตัวเป็นเครื่อง ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะผิดกฎหมาย หรืออาจไม่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะนำมา ซึ่งผลประโยชน์ทางด้านเงินทองหรือสิ่งตอบแทน หรือไม่ก็ตาม ถ้าหากการกระทำดังกล่าวขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลสาธารณะ ขัดกับมาตรฐานความคาดหวังของสาธารณชน ที่มีต่อบุคคลสาธารณะ ขัดกับผลประโยชน์ของประชาชนจำนวนมากและขัดกับหลักการแห่งการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ถือเป็นการคอร์รัปชันทั้งสิ้น” ทำให้เกิดมุมมองวงแหวนความสัมพันธ์ของการเมือง 4 ภาคส่วน ว่าเป็นจุดกำเนิดของกระบวนการทุจริตที่สลับซับซ้อนยากแก่การแก้ไข
ปัจจัย 4 ประการ ที่อาจนำไปสู่การคอร์รัปชัน ตามที่ เอ.ดับบริว. กูดี้ และ ดี.สตาซาเวจ (A.W Goudie and D. Stasavage: 1998) รวบรวมไว้ คือ
(1) ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง ด้วยการแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการของนักการเมือง เพื่อเอื้อต่อการเปิดทางให้ทุจริต
(2) ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ (Judiciary Relationship) ที่ไม่แยกอำนาจบริหารกับอำนาจตุลาการอย่างชัดเจน ก่อให้ช่องทางทุจริต
(3) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน (Civil society relationship) ที่มีสื่อมวลชนเป็นสื่อกลางว่าจะเข้าข้างฝ่ายประชาชน หรือเข้าข้างฝ่ายรัฐ โดยมีพื้นฐานของจริยธรรมและจรรยาบรรณของสื่อ
(4) กลยุทธ์การพัฒนาขั้นพื้นฐานของรัฐบาล (Basic strategy of the Government) หมายความว่า กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจและเครื่องมือต่างๆ ทางนโยบาย บรรดากฎเกณฑ์ต่างๆ ของระบบการเมืองมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนให้เกิดช่องทางการทุจริตได้
จะเห็นว่า นักปรัชญาการเมืองในอดีต เช่น เพลโต (Plato) อริสโตเติล (Aristotle) แมเคียวเวลลี (Machiavelli) และรูสโซ (Rousseau) ต่างเห็นพ้องกันว่าคอร์รัปชัน มีเหตุมาจากความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ด้านความร่ำรวยในโภคทรัพย์ (wealth) อำนาจ (power) และสถานภาพ (status) นั่นหมายถึง การเลือกปฏิบัติเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ที่เป็นโภคทรัพย์ อำนาจ และสถานภาพ เพื่อตนเอง นี่คือปัจจัย และเงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อการทุจริตของนักการเมืองและผู้มีอำนาจ
ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ 5 ทฤษฎี ที่เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ได้แก่
(1) ทฤษฎีทางด้านศีลธรรม (Moral Approach) เมื่อนำบรรทัดฐานศีลธรรมมาเป็นเกณฑ์วัด จะทำให้เกิดความแตกต่างที่ชัดเจนของความไม่ซื่อสัตย์ที่มีอยู่ภายตัวของบุคคลสาธารณะ
(2) ทฤษฎีทางด้านโครงสร้างนิยม (Structural Approach) ทำให้เกิด การแทรกแซงระบบเศรษฐกิจของรัฐ, การควบคุม ดูแลกิจกรรมภาคเอกชน, การผูกขาดสินค้าและบริการโดยภาครัฐ, ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง, สื่อรัฐมีอำนาจเหนือภาคประชาสังคม, การร่วมมือกันระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ ธุรกิจเอกชน, ความเข็มแข็งของกลุ่มผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจ, ผู้นำทางการเมืองไม่สนใจปัญหาคอร์รัปชัน, ระบบการตรวจสอบอ่อนแอ, ระบบบริโภคนิยมภาคประชาสังคมขาดความเข้าใจในปัญหาคอร์รัปชัน
(3) ทฤษฎีทางด้านหน้าที่นิยม (Functional Approach) ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนา (Development) กับการสร้างสังคมที่ทันสมัย (Modernization) และความสัมพันธ์ระหว่างระบบทุนนิยม (Capitalism) กับระบอบประชาธิปไตย (Democracy)
(4) ทฤษฎีทางด้านสถาบันนิยม (Institutional Approach) ทำให้เกิดด้านกฎหมาย บทบาทของฝ่ายบริหารกับฝ่ายตุลาการ มิได้แยกออกจากกันเด็ดขาด ทำให้ระบบการตรวจสอบอ่อนแอ
(5) ทฤษฎีทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy Approach) ทำให้เกิดหลักธรรมาภิบาล และเกิดผลกระทบ
**การใช้อำนาจ กับ การแสวงผลประโยชน์ทางการเมือง: บทเรียนของประเทศไทยสมัยรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ** ตลอดระยะเวลา 5 ปี รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สร้างความนิยมทางการเมืองให้เกิดขึ้น แบบฝังรากลึก ด้วยการใช้นโยบายประชานิยม และระบบอุปถัมภ์ เพื่อดำรงไว้ซึ่งอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล แล้วใช้ช่องทางแห่งอำนาจเหล่านั้น แสวงผลประโยชน์เพื่อตน ครอบครัวและพวกพ้องจนร่ำรวย ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนลง มีหนี้สินพอกพูนขึ้น ปัญหาความยากจนและปัญหาอื่นๆ ไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาต่างๆ สะสม มาเป็นเวลาช้านาน เพราะรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นอกจากมองต่างมุมกับนักปราชญ์ นักการศาสนา และนักวิชาการแล้ว ยังใช้คำพูดสร้างความแยก ดูหมิ่น และกล่าวเท็จ ไม่รับผิดชอบในคำพูดของตนในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้คนไทยเกิดการแตกแยก
(1) เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนายทุนที่อิงอำนาจรัฐ (กลุ่มทุนที่เป็นคนของรัฐบาล) กับกลุ่มทุนนอกอำนาจรัฐ (กลุ่มทุนของคนชั้นกลาง)ที่ถูกเอาเปรียบจากทุนใหญ่ ไม่มีความคิดในด้านการจัดสรรหุ้นส่วนทั้งด้านอำนาจ (Authoritarianism partnership) และหุ้นส่วนทางสังคม (Social partnership) ของคนในรัฐบาลแต่อย่างใด จึงเกิดการครอบงำและอิทธิพล และความมั่งคั่งร่ำรวยเฉพาะคนในรัฐบาลเท่านั้น
(2) ขัดแย้งกับกลุ่มปัญญาชน ที่คนในรัฐบาลนอกจากไม่รับฟังข้อติเตือน ยังดูหมิ่นด้วยซ้ำไปว่าเป็นพวก "ขาประจำ" เกิดการท้าทาย ทำให้กลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มนายทุนรัฐ สะสมความไม่พอใจขึ้นเรื่อยๆ แม้ปัญญาชน (ซึ่งมีกลุ่มของทุนคนชั้นกลางรวมอยู่ด้วย) จะไม่มีทุน ไม่มีอาวุธ กองกำลังก็ตาม แต่พวกเขาก็มีพลังปัญญาความรู้ มีการบริหารจัดการ และรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ ย่อมรู้ทันระบอบทักษิณว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังผันทุนของรัฐ (ที่มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งคนชั้นกลาง คนระดับปัญญาชนเป็นผู้เสียภาษีมากที่สุด) นำไปอุปถัมภ์คนจนผ่านโครงการต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้านละล้าน โครงการ 30 บาท ซึ่งเป็นการลงทุนผ่านคนจน (Investment through the poor) นี่คือการดึงคนจนมาเป็นฐานสนับสนุน เพื่อสร้างม่านบังตาไม่ให้คนจนมองเห็น เปิดทางทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร ผ่านโครงการที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท พร้อมกับใช้ระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเครื่องมือและเป็นข้ออ้างในการดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อสร้างภาพ “ความชอบธรรม” เช่น การดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาล อ้างกฎกติกา ประชาธิปไตย ทำให้รู้สึกว่าการใช้อำนาจ (ที่ได้มาจากกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย) ในฐานะที่เป็นตัวแทนประชาชน (ที่ซื้อคะแนนเสียงมา) เป็นสิ่งที่ชอบธรรม การนำเงินภาษีของรัฐ มาลงทุนสร้างสวัสดิการให้แก่ประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนกับ สถานภาพในความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนเชื่อว่า หากยังมีนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ชินวัตร นโยบายต่างๆ ก็จะได้รับการตอบสนองต่อไป แต่ถ้าตนพ้นตำแหน่งด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม สวัสดิการต่างๆ ที่ประชาชนได้รับ จะถูกเพิกถอนไป
เมื่อมีกลุ่มประชาชนคัดค้านนโยบายต่างๆ เพราะเห็นว่าไม่ชอบธรรม ก็ร่างกติกาและกฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง ผ่านระบบรัฐสภาที่ตนอุปถัมภ์อยู่ กติกาและกฎหมายเหล่านั้นจึงไม่ชอบธรรม
(3) เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพราะรัฐบาลจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น มีความพยายามจะแปรรูปการไฟฟ้า โดยนำเข้าตลาดหลักทรัพย์หวังจะขายให้คนต่างชาติ (กลุ่มเทมาเสก สิงคโปร์) แม้จะทำไม่สำเร็จ แต่ก็มีความพยายามจะนำสินทรัพย์ของชาติประเภทอื่นๆ ออกขายในตลาดหลักทรัพย์ นั่นย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการครอบงำทางเศรษฐกิจของคนต่างชาติ การขายกิจการโทรคมนาคมให้สิงคโปร์ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการขายความลับของชาติ สร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่า "ขายชาติ" ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง แต่ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร กลับนิ่งเฉย ไม่ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานั้น ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงให้แก่ประชาชน
(4) ความขัดแย้งระหว่างคนภาคใต้ กับคนภาคเหนือ ซึ่งเป็นถิ่นคะแนนเสียงของคนรัฐบาล โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดภาคใต้ รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ เพราะมีแนวคิดสวนทางกับคนภาคใต้ คนในรัฐบาล นอกจากคิดกลับขั้วกันกับข้อเท็จจริงในสังคมไทยแล้ว ยังอาศัยเป็นช่องทางสร้างระบบอุปถัมภ์ ด้วยการแปลง "น้ำใจ" ของชาวบ้านให้เป็น "บุญคุณ" แบ่งแยกคนออกเป็นฝ่ายๆ แล้วมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่เห็นด้วย สร้างความรู้สึกเป็นบุญคุณ ที่สามารถชี้นำได้ เท่ากับสร้างเกราะกำบัง เพื่อปกปิดพฤติกรรมฉ้อราษฎร์ของตน ปกปิดความผิดของตนด้วยการครอบงำสื่อ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถกระทำได้ เพราะมีความคิดเป็นศรัตรูตั้งแต่แรก คิดว่าการแก้ปัญหาแบบจักรกล จะช่วยได้ ยิ่งสร้างความบาดหมาง เพิ่มขึ้น
(5) การเปิดการค้าเสรีที่ให้ความสำคัญกับระบบทุนมากเกินไป ทำให้คนไทยเสียเปรียบมากกว่า
(6) เมื่อจุดวิกฤติมาถึง ประชาชนแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน คือ ขั้วต่อต้านรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม นำโดยฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับขั้วตอบโต้ผู้ต่อต้านรัฐบาล ได้แก่กลุ่มคารวานคนจน และกลุ่มอาชีพรถรับจ้าง นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มปฏิเสธการชุมนุมเรียกร้อง ซึ่งไม่ชอบการเมืองอยู่ก่อนแล้ว ได้แก่กลุ่มนักธุรกิจที่รักประโยชน์ของตน
คนที่ "รู้ทันทักษิณ" จะไม่ชอบพฤติกรรมทักษิณ และคอยขัดขวางไม่ให้เขามีอำนาจต่อไป คนที่ "รู้ทันระบอบทักษิณ" จะมองเห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ส่วนคนที่ไม่รู้ทันทักษิณ และเคยได้รับสวัสดิการจากนโยบายประชานิยม ก็จะเชิดชูวาทกรรมและปกป้องเขา ยิ่งไม่รู้ทันระบอบทักษิณ ก็จะยิ่งเชื่อสนิทว่า คือระบอบประชาธิปไตยที่งดงาม
ข้อกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคล "ขายชาติ" ควรออกไป และไม่สมควรเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยอีกต่อไป เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง แต่การไม่ตอบข้อกล่าวหานั้น เท่ากับยอมรับความจริง ทั้งๆ ที่ตนเองครอบครองสื่อไว้เกือบหมดแล้ว มีโอกาส มีเวลาตั้งมากมายที่จะชี้แจง แต่กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลย ส่งผลให้อุณภูมิแห่งข้อสงสัยเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดวเลา และมีปริมาณมากพอที่จะขับไล่นักการเมืองที่ไม่พึงประสงค์ออกไป
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
เงื่อนไขในการใช้บริการ
เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ- เว็บบอร์ดมีการบันทึกข้อมูลผู้ใช้งาน มีระบบบันทึกไอพี ซึ่งสามารถสืบค้นไปยังผู้เขียนข้อความได้ กรุณาระมัดระวังในการเขียนข้อความซึ่งอาจก่อผลร้ายต่อตนเองและผู้อื่น
- กระทู้ที่สมาชิกตั้งหรือข้อความที่ท่านแสดงความคิดเห็น จะแสดงผลทันทีหลังการโพสต์ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็น ข้อความที่โพสต์อาจจะไม่ขึ้นโดยอัตโนมัติ ( สมัครสมาชิกคลิกที่นี่ )
- ขอสมาชิกให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นและตนเองในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
- ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ หรือ สิ่งอื่นใดที่เขียนหรือนำเข้าโดยสมาชิกแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมองและความคิดเห็นของเว็บนี้ ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ กรุณาใช้วิจารณญาณและดุลยพินิจ
- หากเนื้อหา หรือ ข้อความใดๆ ที่ท่านคิดว่าไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งลบได้ ทางทีมงานจะพิจารณาเพื่อลบข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทางเว็บขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตรวจสอบดูแล
- ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ
เนื่องจากความคิดเห็นที่แสดงด้านบนถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป
แจ้งลบหัวข้อ