หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

หน้าทอนฟอรั่ม

วงน้ำชาออนไลน์ พูดคุย แลกเปลี่ยน เสนอแนะ

สมุยมีการเพาะพันธุ์สัตร์น้ำ หรือทำแหล่งปะการังเทียม ปลูกป่าชายเลนกันบ้างไหมครับ ใครรู้บอกด้วย

by ม้าน้ำ @June,09 2008 08.27 ( IP : 118...22 ) | Tags : หน้าทอนฟอรั่ม

ผมดูข่าวที่อื่นๆทำแหล่งปะการังเทียม ปลูกป่าชาเลน สร้างแหล่งเพาะพันธุ์สัตร์น้ำ สมุยมีหน่วยงานประมงหรือส่วนงานที่เกี่ยวข้องที่ทำงานด้านนี้กันบ้างไหมครับ กุ้ง หอย ปู ปลา บ้านเรา ลดน้อยลงไปทุกทีแล้วนะครับ ราคายิ่งแพงขึ้นไปเรื่อยๆ เมืองทะเลของทะเลหายากนี่น่าคิดนะครับ

Comment #1
Posted @June,09 2008 11.42 ip : 117...180

ปัญหาอีกเรื่องคือ แหล่งสืพพันธ์(ผสมพันธ์) สัตว์น้ำจืด และสัตว์น้ำทะเล หลายชนิดผสมพัธ์ที่น้ำกล่อยครับ โครงการหลายโครงการทำลายแหล่งผสมพันธ์สัตว์น้ำ อย่างรู้เท่าไม่ถึงการ รวมไปถึงการรุกล้ำ ของคนที่เห็นแก่ตัว แต่สิ่งที่สูญเสีย ประเมินค่าไม่ได้ ยกตัวอย่าง การทำเขื่อน ที่พรุเฉวง ปิดกั้น การเครื่อนไหวตามธรรมชาติของระบบนิเวศ                 การบุกรุกที่คลองบางทด ที่บางรักษ์ ปิดกั้นการเคลื่อนไหวของระบบนิเวศเช่นเดียวกัน

บทความ ตัดตอนมาครับ ป่าชายเลนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าทางด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนทั้งที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต เป็นถ่าน
ไม้ฟืน นอกจากนี้ยังได้ใช้บริการด้านนิเวศวิทยา และสิ่งแวดล้อมด้วย โดยเป็น แหล่งอาหารและอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนในอากาศ ช่วย ป้องกันพายุ คลื่นลม และป้องกันการพังทลายของชายฝั่ง แต่ปัจจุบันเนื้อที่ป่า ชายเลนได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้แก่ การทำนากุ้ง การ ขยายเมืองและแหล่งที่อยู่อาศัย การสร้างท่าเรือ ถนน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ทำให้เนื้อที่ป่าชายเลนลดลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด จากตัวเลขในช่วง 35 ปี
ประเทศไทยมีป่าชายเลนเหลืออยู่เพียง 47 เปอร์เซ็นต์ จาก 2.219 ล้านไร่ ในปี
2504 เหลือเพียง 1.047 ล้านไร่ ในปี 2539       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี ได้ ทรงเล็งเห็นและตระหนักถึงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น จากสภาพการเปลี่ยน แปลงที่เสื่อมโทรมของทรัพยากรและจำนวนพื้นที่ป่าไม้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
ในปี 2536 จึงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานป่าไม้แก่ปวงชนชาวไทยทั่วทุก ภาค เพื่อการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เนื่องใน วโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี
พ.ศ.2539 มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับมูลนิธิโททาล จึงได้มีแนว คิดที่จะจัดทำโครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าชายเลนขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครง การปลูกป่าพระราชทาน โดยได้มอบหมายให้สถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหา วิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการดำเนินโครงการฟื้นฟ
ูป่าชายเลนที่ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และจัดตั้งศูนย์ศึกษาธร รมชาติป่าชายเลนยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนและองค์กร ท้องถิ่นในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และวางแผนการดูแลทรัพยากรป่าชาย เลนในแต่ละท้องที่ด้วยตนเอง รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ป่าชายเลนที่มี ประสิทธิภาพ ซึ่งในระยะแรกของการดำเนินโครงการ สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปในพื้นที่บ้านหัวเขา จังหวัดสงขลา และ ทรงร่วมปลูกป่าชายเลนด้วยพระองค์เอง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นแบบ
อย่างให้ประชาชนทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ได้ร่วมใจกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ ป่าชายเลนที่ปลูกขึ้นใหม่ให้เจริญเติบโตต่อไป จากแนวคิดการดำเนินการที่ใช้
ขบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชน มุ่งเน้นไปสู่กลุ่มเป้าหมายพร้อมทั้งมีการปรับ ปรุงเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการวางรูปแบบแนวทางการดำเนินงานดังรายละเอียด ของโครงการพอจะสรุปได้ดังนี้ ทฤษฎีการฟื้นฟูระบบนิเวศน์และพื้นที่เสื่อมโทรม ในการฟื้นฟูป่าชายเลน ตำบลหัวเขา นอกจากได้ใช้เทคนิคทางด้านวิชาการ แล้ว การมีส่วนร่วมของชุมชน นับว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการฟื้นฟูป่าชายเลน ทั้งนี้ เพราะชุมชนคือกลไกและพลังทางสังคมที่แท้จริงในการบริหารจัดการทรัพยากร ป่าชายเลนอย่างยั่งยืน โดยได้หาแกนนำชุมชนซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจลักษณะของพื้นที่
รู้ถึงความต้องการของชุมชนเป็นอย่างดี เป็นผู้นำในการใช้ขบวนการวางแผน อย่างเป็นขั้นตอน เพื่อดำเนินการปลูก ดูแลรักษา และใช้ประโยชน์จากผลที่ได้รับ ในขณะที่ประชาคมที่เกี่ยวข้องเช่น ภาครัฐ เอกชน มีบทบาทในการสนับสนุนและ มีสถาบันทรัพยากรชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้อำนวยความ สะดวกในการดำเนินการกระบวนการกลุ่ม สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน
ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหา และโอกาสของชุมชน การเตรียมชุมชน การวางแผน และทำกิจกรรมร่วมกับส่วนราชการ การสรุปบทเรียน และจัดตั้งองค์กร การฟื้นฟู และพัฒนาป่าชายเลน ที่ตำบลหัวเขา นับว่าเป็นวิธีการที่มีการมองและจัดการปัญหาอย่างเชื่อมโยง หรือบูรณา การ โดยมุ่งเน้นไปที่ความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันของชุมชน และประชาคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการจัดการทรัพยากรป่า ชายเลน ผลจากการปลูกป่าชายเลนนำไปสู่การก่อตั้งชมรมฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าชายเลน ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์ของชุมชนหัวเขา องค์กรแรกที่ได้เรียนรู้การใช้ขบวนการในการฟื้นฟูและพัฒนาป่าชายเลนที่จะรับผิดชอบดูแลกิจกรรมของชุมชนต่อไป และได้ มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยประสานงานกับเทศบาลสิงหนคร องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา หน่วยงานเอกชน
และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนโครงการที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆ  ดำเนินการบริหารจัดการป่าชายเลนของ ชุมชนตำบลหัวเขาให้ยั่งยืนต่อไป นับเป็นรูปแบบการฟื้นฟูป่าชายเลนที่เป็นตัวอย่างในการพัฒนาบุคลากร และการดำเนินงาน ของภาครัฐและเอกชน ป่าชายเลนยะหริ่งสู่…ศูนย์ศึกษาป่าชายเลน เป็นตัวอย่างเพียงไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่ของป่าชายเลนที่ยังคงความสมบูรณ์ในประเทศไทยด้วยการดูแลของป่าไม้เขต ปัตตานี และชุมชนท้องถิ่นที่มีวัฒนธรรมอันสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ จาการสำรวจอย่างละเอียดพบว่าบริเวณนี้มีระบบ นิเวศป่าชายเลนและทัศนียภาพที่น่าสนใจเหมาะสำหรับการพัฒนาเป็นศูนย์ศึกษาป่าชายเลน โดยจะจัดให้มีทางเดินชม ธรรมชาติ การล่องเรือชมป่าชายเลน และชมอ่าวปัตตานี       การก่อตั้งศูนย์ฯ นี้ได้พิจารณาประเมินหลักที่นำมาออกแบบศูนย์เพื่อให้สอดคล้องกลมกลืนในหลายๆ ด้านเช่น รูปแบบ อาคาร ลานจอดรถที่เหมาะสม มีทางเดินชมธรรมชาติ ป้ายสื่อความหมาย และมีการล่องเรือชมธรรมชาติ ศูนย์ฯ ได้รับการ ออกแบบให้มีบทบาทสำคัญหลายประการ เช่น การบริการข้อมูลผู้เยี่ยมชม การให้ความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนยะหริ่งและจัดการ
ทรัพยากรป่า การให้บริการการศึกษาแก่คณะนักเรียน นักศึกษาและกลุ่มผู้สนใจต่างๆ อันเป็นหน้าที่หลัก นอกจากนี้ในระยะ ต่อไป ศูนย์ฯ ควรเป็นศูนย์ประสานชุมชนท้องถิ่นด้วย โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้ • ศูนย์ที่ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับป่าชายเลนและธรรมชาติศึกษา
• สถานที่ซึ่งองค์กรท้องถิ่น และประชาชนมีจิตสำนึก มีความรัก และ หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ มีวิสัยทัศน์และมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของชุมชน แหล่งพัฒนาองค์กรชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง เน้นการปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติที่ดีต่อระบบ นิเวศน์ของชุมชน
• การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าชายเลน
• แหล่งข้อมูล เป็นแหล่งเยี่ยมชมที่ชุมชนสามารถเข้ามาดูมาเลือกทำกิจ กรรมต่างๆ ที่สนใจ เกี่ยวกับป่าชายเลน เป็นแหล่งความรู้สำหรับผู้ สนใจศึกษาป่าชายเลน
• การดูแลเยี่ยมชม ควบคู่กับการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและแหล่งอาศัย ของพืชและสัตว์ที่สำคัญ
• การดึงดูดให้มีผู้มาเยี่ยมชมจำนวนมากพอที่จะก่อให้เกิดรายได้ต่อ ท้องถิ่นและศูนย์ฯเป็นแหล่งสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม มีความเป็น เจ้าของ และใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตลอดไป
ขอบเขตของศูนย์ฯ มีบริเวณครอบคลุมทั้งอ่าวปัตตานี โดยมีอาคารที่ตั้งของศูนย์เป็นเพียงสถานที่ต้อนรับ และบรรยายกิจ กรรมต่างๆ ของศูนย์ ทั้งนี้ได้มีการวางแผนการดำเนินงานหลายรูปแบบ เช่น การล่องเรือ กิจกรรมล่องเรือชมธรรมชาติ จากท่าเทียบเรือของศูนย์ จะช่วยให้ผู้เยี่ยมชมศูนย์ได้มีโอกาสล่องเรือชม ธรรมชาติ พร้อมกับการบรรยายในเรือระหว่างผ่านคลองยามู ผ่านป่าชายเลน และอ่าวปัตตานี เส้นทางล่องเรือครอบคลุม บริเวณที่น่าสนใจ โดยใช้ระยะเวลาในการล่องเรือ 1 ชั่วโมง ดังนี้ • หาดโคลนใหม่ มีพืชเบิกนำ และพืชชายเลน
• ป่าโกงกางปลูก อายุประมาณ 30 ปี
• แปลงป่าสัมปทานทำถ่าน ที่มีรอบตัดฟัน 15 ปี
• อ่าวปัตตานี มีเครื่องมือประมงพื้นบ้าน และนกน้ำในฤดูอพยพ
• การเลี้ยงปลากะพงในกระชัง และวิถีชีวิตชุมชนที่น่าสนใจ
      กิจกรรมภายในศูนย์ฯ ตลอดทางเดินชมธรรมชาติ 1,250 เมตร จะได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ สัมผัสธรรม ชาติป่าชายเลน สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าทึ่ง เฉกเช่นงานศิลป์ที่สร้างสรรค์โดยธรรมชาติ สนุกสนาน และได้รับ ความรู้จากป้ายสื่อความหมายพร้อมกับคำอธิบายติดตั้งตลอดทางเดินธรรมชาติที่ได้มาตรฐาน มีความพร้อมของข้อมูลประชา สัมพันธ์ในรูปสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่สวยงาม น่าอ่าน การเดินพักผ่อนและออกกำลังกาย การทัศนศึกษา ได้รับความรู้เกี่ยวกับธรรม ชาติและการจัดการป่าชายเลน การชมสัตว์ป่า พันธุ์ไม้ป่าชายเลน การชมทัศนียภาพธรรมชาติที่รื่นรมย์ นอกจากนี้ทางศูนย์ได้จัดให้มีคู่มือสำหรับครูเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ พร้อมแบบฝึกหัดแก่นักเรียนระดับประถม และมัธยม ที่ จะใช้ประกอบการเดินศึกษาป่าชายเลน พร้อมกับผังป้ายสื่อความหมาย และมีเอกสารประกอบการล่องเรือที่มีเนื้อหาสื่อความ เข้าใจ และกระตุ้นให้เกิดความรัก หวงแหนป่าชายเลน ภายในศูนย์ยังจัดให้มีการแสดง และนิทรรศการ การฉายสไลด์
ภาพยนตร์ การบรรยาย สาธิต และจัดกิจกรรมในโอกาสพิเศษต่างๆ จนถึงงานเทศกาลท้องถิ่น       การวิจัยเพื่อการจัดการอย่างยั่งยืน  ป่าชายเลนยะหริ่งมีพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ พื้นที่ส่วนหนึ่งได้จัดเป็นป่า สัมปทานเพื่อเผาถ่านเชื้อเพลิง และเพื่อใช้ในการก่อสร้างป่าธรรมชาติ ที่เหลือบางส่วนยังอุดมสมบูรณ์ และถูกใช้เพื่อเป็นที่ตั้ง ชุมชน บางส่วนถูกเปลี่ยนสภาพเป็นนากุ้ง และสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ศึกษาป่าชายเลนยะหริ่งเป็นศูนย์ที่จะทำการศึกษา วิจัย ติดตาม และประเมินผลรูปแบบการพัฒนาป่าชายเลนที่ยั่งยืน เพื่อใช้ประกอบการจัดการป่าชายเลนโดยตรง โดยการสร้าง องค์กรชุมชนให้เข้มแข็งกระตุ้นให้เกิดการจัดการในรูปแบบประชารัฐ และทำการวิจัยด้านตัวชี้วัดต่างๆ ที่จะนำไปสู่การปรับ เปลี่ยนวิธีการจัดการป่าชายเลนยะหริ่งให้เป็นไปตามนโยบายของชาติ ที่จะสนองตอบต่อความต้องการของชุมชนที่แท้จริง

Comment #2
Posted @June,09 2008 12.01 ip : 117...180

ระบบนิเวศป่าชายเลน... http://www.geocities.com/bangtabon/mangrove_eco.HTM สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของป่าชายเลนมีความแตกต่างออกไปอย่างมากจากป่าชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะดิน เนื่องจากมีสภาพเป็นดินเลนในที่ราบกว้างใหญ่ ดินเหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์สูงจากธาตุอาหารที่ไหลมาจากแหล่งต่างๆ เช่น จากการกันเซาะตามชายฝั่งและแหล่งน้ำลำธาร อีกส่วนหนึ่งมาจากซากพืชซากสัตว์ในบริเวณป่าชายเลนเอง โดยเฉพาะใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันเป็นจำนวนมาก แพลงค์ตอนพืชและสาหร่าย ส่วนสภาพความเค็มของน้ำบริเวณนี้มีระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีน้ำจืดไหลลงมาปะปนกับน้ำทะเลจึงทำให้น้ำบริเวณนี้เป็นน้ำกร่อย ระดับความเค็มของน้ำดังกล่าวยังเปลี่ยนแปลงไปได้ตามระดับน้ำที่ขึ้นลงเป็นประจำ กล่าวคือ ระดับความเค็มจะสูงขึ้นเมื่อน้ำขึ้น และในขณะที่อยู่ในช่วงน้ำเกิด น้ำทะเลจะสามารถไหลเข้าสู่ป่าชายเลนได้เป็นระยะทางไกลขึ้น ซึ่งเป็นไปในทางกลับกันกับน้ำลงและช่วงน้ำตายตามลำดับ

ลักษณะทางกายภาพดังกล่าวมีผลต่อชุมชนในป่าชายเลนเป็นอย่างมาก โดยมีผลทางตรงต่อชนิดและการกระจายของพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ดังจะเห็นได้จากป่าชายเลนแหล่งต่างๆของโลก พันธุ์ไม้จะขึ้นอยู่ในลักษณะเป็นเขตแนวของแต่ละชนิด โดยมีแบบแผนแน่นอนจากบริเวณฝั่งน้ำเข้าไปด้านในของป่า อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างไปจากป่าบกทั่วไป ทั้งนี้เพราะลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ป่าที่มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกันตั้งแต่ชายฝั่งถึงส่วนที่อยู่ลึกเข้าไป พันธุ์ไม้ต่างๆที่มีการปรับตัวมาจนขึ้นอยู่ได้ในเขตนี้ แม้จะปรับตัวมาในลักษณะคล้ายกัน แต่ยังคงมีความแตกต่างกันในบางส่วน ที่ทำให้สามารถเจริญและแพร่กระจายอยู่ได้ในบริเวณต่างกันของป่าชายเลนโดยเฉพาะบริเวณที่มีสภาพเป็นดินเลนลึก มีน้ำท่วมถึงเสมอกับบริเวณที่เป็นดินเลนตื้น และมีน้ำท่วมถึงเป็นบางครั้งบางคราว พันธุ์ไม้ที่จะขึ้นได้ในบริเวณที่เป็นดินเลนลึกจึงต้องมีรากค้ำจุนที่แข็งแรงเป็นจำนวนมาก รากเหล่านี้ช่วยพยุงลำต้นให้ตั้งตรงอยู่ได้ไม่โค่นล้มเมื่อถูกพายุพัดหรือคลื่นซัด ได้แก่ พันธุ์ไม้พวก โกงกาง ต้นอ่อนจึงสามารถเจริญเติบโตตั้งแต้อยู่บนต้นแม่จนกระทั่งพร้อมที่จะงอกรากและเติบโตเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงทันทีที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน

สำหรับสัตว์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนต่างก็ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากสัตว์ ในป่าบกทั่วไปเช่นกัน สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามเรือนยอดของพันธุ์ไม้ต่างๆในป่าชายเลนเป็นพวกที่ไม่จำเป็นต้องมีการปรับตัวโดยเฉพาะ ได้แก่ นก แมลง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดต่างๆ เช่น ลิง หนูค้างคาว เสือปลา นาก และแมวป่า รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลาน เช่น ตะกวด เต่า และงู เป็นต้น สัตว์พวกนี้อาจมีการอพยพไปมาจากป่าชายเลนสู่ป่าข้างเคียงได้ แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามพื้นป่าโดยอาศัยคืบคลานหรือเกาะหรือขุดรูอยู่ตามพื้นดิน รวมทั้งพวกที่อยู่ในน้ำจะต้องมีการปรับตัวอย่างมากเพื่อการอยู่รอดเนื่องจากต้องประสบกับสภาวะต่างๆที่เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นประจำหรือต้องอยู่ในสภาพไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตโดยทั่วไป เช่น สภาวะที่ทำให้มีการสูญเสียน้ำออกจากลำตัว และสภาพอุณหภูมิสูง สภาพที่มีปริมาณออกซิเจนค่อนข้างต่ำของดินเลน และการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำ สัตว์พวกนี้ได้แก่ หอย ปู กุ้ง หนอนตัวกลม หนอนตัวแบน ไส้เดือนทะเล และครัสเตเชียน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามชุมชนในป่าชายเลนจะประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆจำนวนมากที่สามารถปรับตัวอยู่ได้และแพร่ลูกแพร่หลานเป็นจำนวนมาก ทำให้ป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิดก็ได้อาศัยวางไข่และอนุบาลตัวอ่อนในบริเวณนี้ โดยบางชนิดอาศัยอยู่จนครบวงจรของชีวิต

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนในแง่ของการถ่ายทอดพลังงาน เป็นแบบที่เริ่มต้นด้วยเศษอินทรียสาร (detritus) ซึ่งได้จากการสลายตัวของใบไม้ในบริเวณป่าชายเลนโดยจุลินทรีย์ผู้ย่อยสลาย อินทรียวัตถุเหล่านี้จะเป็นอาหารของพวกกินเศษอินทรียวัตถุ เช่น แอมฟิพอด หอย กุ้ง ปู และตัวอ่อนของแมลงต่างๆ จากพื้นก็จะถูกกินต่อๆกันไปตามลำดับขั้นของลูกโซ่อาหาร

Comment #3
Posted @June,09 2008 19.27 ip : 118...152

สมุยมีหน่วยงานพวกประมงอำเภอ อะไรแบบนี้ที่ต้องรับผิดชอบบ้างไหมครับ แล้วมีภาคเอกชน ชมรม สมาคมอะไรบ้างครับที่จะช่วยกันด้านนี้บ้าง อยากให้ช่วยกันด้านนี้หน่อยครับ ผมว่าน่าเป็นห่วงนะ

Comment #4
Posted @June,11 2008 11.23 ip : 202...34

สมุยมีหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สังกัดเทศบาล คือกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้านี้ก็มีกลุ่มนางเงือกสมุยที่มีการวางแนวปะการังบ้าง แต่หลังๆ นี่เงียบ ๆ น่ะครับ

Comment #5
Posted @June,11 2008 20.25 ip : 118...163

สมัยผมเด็กๆจำได้ว่ามีประมงอำเภอ เดี๋ยวนี้เขาไม่มีกันแล้วหรือครับ อย่าหวังอะไรกับเทศบาลมากเลยครับงานเขาเยอะแยะ ขนาดเก็บขยะยังขับมอเตอร์ไซด์เก็บกันเลย ทรายที่ตกลงมาตรงไหล่ถนนก็ไม่เคยสน เพราะคนใหญ่ๆเขามีรถยนต์ขับกัน ไม่ต้องขับมอเตอร์ไซด์ตรงไหล่ถนนเหมือนกับคนตัวเล็กๆอย่างผม บ่นไปก็เท่านั้น

Main menu

  • หน้าทอนคึกคัก - รวมความเคลื่อนไหว
  • คนขี่เสือ - เรื่องราวของคนขี่เสือที่เกาะสมุย

ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมกับเว็บ NathonCity ด้วยการส่งบทความ หรือภาพถ่าย มาร่วมเผยแพร่ในเว็บไซท์นี้

Tags

. .. ..... 10000 เตียง 60 ปี โรงเรียนเกาะสมุย HOF NCT Poll Photo Trip SML Unused up&down; กรรมการชุมชน กรรมการหมู่บ้าน การศึกษา การเกษตร กินข้าวห่อ กีฬา ขยะ คมนาคม คลิป ค้าปลีกส่ง จังหวัด ชวนกิน ชวนดู ชวนอ่าน ชวนเที่ยว ชักพระ ดนตรี ตรุษจีน ท่องเที่ยว น้ำท่วม บ้านอ่างทอง บ่ายวันอาทิตย์ ประชาสังคม ปิโตรเลียม พรุเฉวง พลัง พลัีง พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ มูลนิธิกุศลสงเคราะห์ รอบบ้าน ลอยกระทง ศาลเจ้าไหหลำหน้าทอน ศิลปะ สาธารณสุข สาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หนอนหัวดำมะพร้าว หน้าทอน หน้าทอนคึกคัก อสังหาริมทรัพย์ อ่างเก็บน้ำคลองจระเข้ อาชญากรรม อาลัย อำเภอเกาะสมุย อุบัติเหตุ เตือนภัย เทศกาล เทศบาลเมืองเกาะสมุย เฟอร์รี่ เมืองเกาะสมุย เลือกตั้งเทศบาล 51 เศรษฐกิจ เสา22เมตร แผน