หน้าทอนฟอรั่ม
มองอะไรในการเมืองท้องถิ่น
สุข สมหวังและเจ็บร้าว ไปกันพอสมควร ในเกมการเมือง ระดับท้องถิ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (31 ก.ค.2548) ซึ่งรุนแรง ดุเดือด ห้ำหั่นและชิงไหวชิงพริบกัน ทุกเสี้ยววินาที
ในอดีตกระบวนการชิงไหวชิงพริบ ตลอดจนการสถาปนาฐานะทางอำนาจของตน ครอบครัวเครือญาติและผองเพื่อนนั้น เกิดขึ้นจากการหยิบยื่นให้โดยผู้มีอำนาจกว่า หรือจากฐานที่ครอบครองผลประโยชน์ครอบครองทรัพยากรมากกว่า เช่น เป็นเจ้าที่ดิน และครอบงำสัมพันธ์กันไว้ด้วยโลกทัศน์บุญทำ กรรมแต่ง แต่ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ไม่ใช่แค่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการมาสู่อำนาจ หรือกระจายผู้มีส่วนสถาปนามาอยู่ในมือผู้คน (อื่นๆ ) มากขึ้น หรือเปิดช่องให้คิดค้นหาหนทางมาสู่อำนาจได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยได้สร้างขบวนการ จัดรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ มากขึ้นด้วย
การเลือกตั้ง อบต. ครั้งนี้ ผมเองก็ถือโอกาสกลับบ้าน (ที่สุรินทร์ ) เช่นกัน เพื่อไป สังเกตการณ์ (มากกว่าจะไปเลือกตั้ง) ในชุมชนตนเอง ว่าแรงเหวี่ยงของระบบประชาธิปไตย ได้สร้างสรรค์อะไรขึ้นในชุมชน ซึ่งในรอบ 10 กว่าปี หลังการมีรูปแบบการปกครองท้องถิ่นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
ด้านหนึ่ง เห็นว่ามีพัฒนาการให้สังคมการเมืองระดับชุมชน ตื่นตัว และกล้าเผชิญหน้าต่อกันมากขึ้น วิพากษ์วิจารณ์ ตรงไปตรงมา ตรวจสอบการทำงานทางการเมืองเป็น และผู้เลือกรู้จักสงวนท่าที วางจุดยืนและต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง อาทิ “เบอร์มึงให้เท่าไหร่” “เบอร์นี้ญาตินะ ขอแพงหน่อยถ้าไม่เลือกมัน” “เราต้องแบ่งกันกา ฉันกาคนนั้นเขาให้เงินมาแล้ว พ่อมันกาคนนี้เพราะเขาดีจริงๆ นะ” “เลือกคนบ้านเรา พัฒนาบ้านเราซิ” “ไม่เอาญาติแล้วจะเอาใคร” ฯลฯ
อีกด้านหนึ่ง ก็น่าตกใจอยู่ เพราะต้นทุนประชาธิปไตย ยิ่งเกมต่อสู้กันรุนแรง ดุเดือด และยิ่งการเมืองระดับชาติก้าวไปในทิศทางใด ระดับท้องถิ่นก็เดินตามไปด้วยในทิศทางนั้น เฉพาะเม็ดเงินในเขตเลือกตั้งเล็กๆ หรือตำบลเล็กๆ ค่อนยากจน กลับมีเงินสะพัดนับล้านบาท ยิ่งสู้ยิ่งเข้มข้น ยิ่งเข้มข้นยิ่งทุ่มยิ่งพัฒนายุทธวิธีและ ยิ่งเผชิญหน้า ตลอดจนนำมาสู่ปัญหา “อาการแตกร้าวในชุมชน” อันเกิดจาก ชุดปฏิบัติการไล่จับผิดคู่ต่อสู้ สอดแนม ใส่ไฟโจมตีดิสเครดิต ทุกอย่างยิ่งแข่งขันยิ่งหนักหน่วง เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ และนั่นก็ยิ่งแตกร้าวต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งยิ่งสูญเสียจิตวิญญาณต่อระบอบ นั่นไม่สำคัญเท่ากับปัญหาชุมชนเล็กๆ ที่รู้จักมักจี่กันทั้งชุมชน ผูกพันกันมาแต่รากเหง้าเหล่ากอ ต้องมาเผชิญสภาพความขุ่นข้องหมองใจ หรือหนักถึงขั้นชิงชังกัน
ความเป็นชุมชนเล็กๆ ที่โยงใยกันเป็นเครือญาติ รักใคร่ ช่วยเหลือกัน แทบไม่มองหน้ากัน ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่ถูกระดมนำมาต่อสู้ หมดแล้วก็กู้ กู้แล้วกู้อีก ความเป็นชุมชน เครือญาติ ตระกูล ถูกฟื้นกลับมาปฏิบัติการเผชิญหน้ากับอีกเครือญาติหนึ่งหรือคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้าม ต้นทุนทางสังคมทั้งหมดถูกนำมาแปรเปลี่ยน มาใช้อย่างสิ้นเปลืองเพื่อแลกกับประชาธิปไตย และ / หรือ ถูกสืบสานใหม่แบบมีนัยยะทางการเมืองมากขึ้นๆ
ไม่แปลก ยามกลับบ้านผมมักได้ยินประโยคที่ว่า “ไอ้บ้านหลังนั้นนะ มันทำเอาหน้า มันหัวคะแนนเบอร์นั้น” “คุ้มนู้นฐานเสียงเบอร์นู้น ช่วยมันทำไม” ถึงกระนั้น ทั้งปรากฎการณ์ที่น่าชื่นมื่นและภาพความล้มเหลวของภารกิจการศึกษา ภาพคนชั้นกลาง คนมีระดับการศึกษาสูงๆ ก็สะท้อนออกมาร่วมด้วย เพราะตั้งแต่ตลอดเส้นทางที่รถวิ่งออกจากกรุงเทพฯ ภาพผู้ใช้แรงงานที่ห้อยโหนรถอย่างอดทนแออัดยัดเยียด เพื่อกลับบ้านไปจนถึงหมู่บ้าน จนถึงบรรยากาศการกลับมาเลือกตั้งในหมู่บ้าน จนถึงวันเลือกตั้ง และวันกลับ สุดปลายทางกรุงเทพฯ
สิ่งที่ปรากฏคือ คนชั้นล่าง ลูกจ้างรายวัน เด็กหนุ่มสาวจากโรงงาน กลุ่มผู้ใช้แรงงานต่างๆ ที่แออัดกันกลับบ้าน “ไปเลือกตั้ง” บางกลุ่มเดินทางมาใต้สุด คือจากยะลา จากภาคใต้ หรือภาคเหนือมุ่งสู่คูหาเลือกตั้ง แต่ที่กลับพบน้อยมากคือ กลุ่มคนชั้นกลาง ปัญญาชนคนมีการศึกษาสูงในแต่ละชุมชน กลับมาเลือกตั้งน้อยมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัว สนใจและมีสำนึกต่อการเมืองระดับท้องถิ่น ว่ามีน้อยมาก ในกลุ่มผู้สมัครเองก็มองเห็น หรือให้ความสำคัญกับผู้ใช้สิทธิ์กลุ่มนี้น้อยด้วยเช่นกัน
ดังนั้น การมองให้ถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด สภาพการลิดรอน ตลอดจนการลงทุนด้านประชาธิปไตยในสังคม ตั้งแต่ระดับชุมชน จนถึงระดับชาติ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ กิจกรรมการเมือง พฤติกรรมการเมืองตลอดจนอุดมการณ์ประชาธิปไตย ทั้งรัฐ ประชาสังคมและขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ยังต้องคิดโจทก์ และผลักดันกันต่อ อย่าปล่อยให้ชุมชน ผู้สมัคร ผู้ใช้สิทธิ์ เผชิญหน้ากับสภาพความแปรปรวนกับท่าทีประชาธิปไตยอย่างเดียวดาย
เพราะยังไงก็ตาม ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจ ผลประโยชน์ การเลือกตั้งและชัยชนะเท่านั้น แต่ประชาธิปไตยคือ ความศรัทธาต่อระบอบ ต่อจิตวิญญาณต่อส่วนรวม ความเสียสละให้อภัย สายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นในชุมชน และที่สำคัญเพื่อให้ประชาธิปไตย คือระบอบที่ผดุงความสงบสุขเป็นธรรมของสังคม
หลังจากนี้ทั้งผม และผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ทุกๆ คน ต้องกลับบ้าน ไปหาเพื่อน ไปหาญาติ อีกครั้ง และอีกครั้ง กลับไปสร้างอีกด้านหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย กลับไปเยียวยาบาดแผลขุ่นข้องหมองใจกัน
เมื่อนาทีแห่งชัยชนะผ่านพ้นไป นาทีแห่งมิตรภาพ อภัยและความเอื้ออาทรกันต้องกลับคืนมานี่คือความสูงส่งของการเมืองระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริง และนี่คืออุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่สังคมไทยยังไปไม่ถึง ครับ …
คนออมสิน
bo
แจ้งลบหัวข้อ


