เก็บเรื่องมาฝาก
นวัตกรรมสิ่งปลูกสร้าง จากตึกแตงกวาถึง London Eye
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : มิเพียงบทความในนิตยสาร wired จะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปทรงของอาคารสมัยใหม่ได้อย่างลึกซึ้งเท่านั้น... หากแต่ในข้อเขียนของ มาร์ค เออร์วิน ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ architecture เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังเสนอมุมมองได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้กัน
น่าสนใจไม่แพ้กันเพราะว่า ขณะที่ wired ให้คำถามทางความคิดว่า ขณะที่เปลือกภายนอกของตึกสูงระฟ้าต่างๆ ในศตวรรษที่ 2000 กำลังจะกลายเป็น 'เรือนกระจก' กันหมดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันในวันนี้ ทาง เออร์วิน กลับเสนอว่า ในประเทศที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวอย่างเอเชียและละตินอเมริกานั้น กำลังรับเอาแง่มุมผิดๆ ไปใส่ไว้ใน 'สิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่' ด้วยแนวคิดผิดๆ
"ทุกวันนี้เราพบว่า แม้แต่ตามชนบทที่มีอากาศร้อนในโลกด้อยพัฒนา ซึ่งไม่มีความเหมาะสมจะใช้วัสดุอย่างกระจกนั้น ปรากฏว่านักออกแบบหลายคนจะเน้นความสวยงามของตึก มากกว่าที่จะนึกถึงหน้าที่ที่ใช้ได้จริงหรือผลประโยชน์สูงสุดของผู้อยู่อาศัย"
นิตยสาร wired ยกตัวอย่างสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่าง ตึกแตงกวา (คนอเมริกันเรียกตึกจรวด ส่วนอิงลิชชนเรียกมันอย่างเหน็บแนม 'ตึกน้องจู๋') ว่า ผลงานล้ำสมัยของเซอร์ นอร์แมน ฟอสเตอร์ นั้น ถือเป็นนวัตกรรมที่มาก่อนเวลา และก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างของผู้พบเห็น
"ผมว่าตึกแตงกวามันมีความโดดเด่นในตัวมันเอง และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในแง่ของการออกแบบ ตอนผมไปอังกฤษไม่นานมานี้ นักท่องเที่ยวหลายคนต้องการที่จะไปเดินถ่ายรูปคู่กับตึกแตงกวาอันนี้ ซึ่งแน่นอนว่า อาจจะโดนวิจารณ์ว่ามันมีรูปทรงที่โดดขึ้นมาจากอาคารใกล้เคียงย่านนั้น" ภาสกร ประมูลวงศ์ บอกกับ 'จุดประกาย'
คุณปรีดา วัฒนาโน วิศวกรที่ออกแบบที่อยู่อาศัยด้วยโครงสร้างของกระจกเพื่อความสวยงามบอกว่า ในต่างประเทศนั้น กระจกกลายเป็นสีสันและเทรนด์ใหม่ในการสร้างความสวยงามและถ่ายเทอากาศ ซึ่งฮิตมากในยุโรป และเมื่อสร้างออกมาก็ได้รับการยอมรับ ส่วนจะออกเป็นแบบอะไรนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับส่วนของกระจก
"เขาอาจจะถกเถียงกันเรื่องรูปทรง แต่เขาไม่ได้ถกเถียงเรื่องการใช้กระจก เพียงแต่สิ่งนี้เป็นเรื่องที่คนไทยควรจะต้องคิดให้มาก อย่างน้อยๆ ผมก็เชื่อว่าด้วยทิศทางการตั้งของอาคารนั้น กระจกคงไม่ใช่คำตอบของการออกแบบ เพราะเราต้องดูอากาศของเรา อากาศของเรากับอากาศของเขาไม่เหมือนกันเลย" เขาเล่าให้ 'จุดประกาย' ฟัง
สิ่งที่ต่างกันในประเด็นความคิดก็คือ ขณะที่เอเชียกำลังเห่อผนังกระจก คนทำงานหลายคนกลับไม่เห็นด้วย และขณะที่คนอังกฤษมองว่า รูปทรงของตึกนั้น ออกจะมีสรีระที่ตลกและไม่เข้าพวก แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีปัญหากับการใช้วัสดุกระจก
ในหนังสือที่เน้นเรื่องของ popular culture มากๆ อย่าง culture club ของฝรั่งเศสนั้น ยกย่องการเกิดขึ้นของตึกแตงกวา และมองว่า ฟอสเตอร์ คือนักคิดที่มาก่อนเวลา เหมือนศิลปินเลื่องชื่อทั้งหลาย คุณมัลลิกา เอี่ยมละออ เจ้าหน้าที่ของบริติช เคานซิล เคยให้ทัศนะกับ 'จุดประกาย' ในเรื่องนี้ว่า บางทีมันเป็นเรื่องของเวลาที่จะค่อยๆ ให้คำตอบต่อประชาชนของเขา
"ตอนปี 2000 ที่มีการสร้าง london eye ก็เหมือนกัน ตอนนั้นมีใครเห็นด้วยบ้าง ก็เห็นมีแต่คนว่ากัน แต่พอผ่านไป 6-7 ปีถึงตอนนี้ กลายเป็นว่า london eye ที่ตั้งใจว่าจะเปิดแค่ฉลองวาระการขึ้นศตวรรษใหม่นั้น มาถึงเวลานี้ เลิกไม่ได้แล้ว เพราะว่านักท่องเที่ยวกลับชอบชิงช้าสวรรค์แบบอังกฤษที่ว่านี้"
'จุดประกาย' มีโอกาสได้ไปสำรวจตรวจตราสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแห่งที่ว่านี้ถึงมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งก็สัมผัสได้ว่ามีนักท่องเที่ยวมากมายมหาศาลที่ให้ความสนอกสนใจกับสัญลักษณ์ของสิ่งปลูกสร้างแห่งศตวรรษที่ 20
london eye นั้น ออกแบบและสร้างสรรค์โดย David Marks and Julia Barfield ด้วยการสนับสนุนโดยสายการบิน British Airways กระทั่งถึงเดือนมีนาคม ปี 2000 london eye ที่ใครต่อใครในปีนั้น ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้ตั้งโชว์ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ (ส่วนหนึ่งด้วยการบังทัศนวิสัยหรือรกทัศนียภาพ) นั้น ค่อยๆ ฝ่าทัศนคติรุนแรงและกลายเป็นของเล่นทันสมัยที่ใครต่อใครต้องไปถ่ายรูปเมื่อไปเยือนลอนดอน
ความสูงต่อรอบที่มากถึง 135 เมตร และการหมุนเคลื่อนอย่างเชื่องช้าในแต่ละรอบนั้น เท่ากับว่า london eye ไม่ได้ทำหน้าที่ในเชิงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มีความหมายในเชิงวัฒนธรรมเมือง ด้วยการเป็นพาหนะในการเชื้อเชิญ ชวนเชิญให้นักท่องเที่ยวได้ละเลียดมุมมองงดงามจากด้านต่างๆ ของมหานครลอนดอน
"แต่ละปี จะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาขึ้น london eye ไม่ต่ำกว่า 3.5 ล้านคน โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละเดือน เรามีคนมาเที่ยวมากกว่า 300,000 คนต่อเดือน หรือ 10,000 คนต่อวัน" ลินดา โจเซฟ เจ้าหน้าที่ต้อนรับของ london eye ให้ข้อมูลกับ 'จุดประกาย' บ่ายวันที่เราเดินทางไปสัมผัสกับ london eye นั้น ปรากฏว่าฝนฟ้าตกลงมาอย่างหนัก ซึ่งแทนที่จะทำให้นักท่องเที่ยวถอยกลับหรือเลิกราความตั้งใจ กลายเป็นว่าพวกเขาเลือกที่จะขึ้นไปหลบฝนและใช้เวลาอยู่ใน 'แคปซูล' ซึ่งในหนึ่งวงรอบของชิงช้าสวรรค์แบบอังกฤษนั้น สามารถจุคนได้ถึง 700-800 คนทีเดียว
ในแคปซูลหนึ่งที่ จุดประกาย ได้เข้าไปสัมผัสมุมมองกับนักท่องเที่ยวนั้น นอกจากทุกคนจะสนุกกับการดูวิว ถ่ายรูปและเก็บภาพจากการบันทึกด้วยกล้องวิดีโอแล้ว คู่รักไม่น้อยกว่า 3-4 คู่ ยังนิยมที่จะถ่ายภาพโดยให้วิวของโบสถ์และสะพานทาวเวอร์บริดจ์ เป็นฉากหลังในโมงยามนั้นอีกด้วย
จุดประกาย ถามนักท่องเที่ยวสามีภรรยาคู่หนึ่งที่เดินทางมาจากออสเตรเลีย โดยถามว่าทำไมรูปแบบของพาหนะอย่างนี้ ก็มีอยู่ทั่วไปในเมืองใหญ่ ปารีส ซิดนีย์ และลอนดอน ทำไม london eye ของใจกลางลอนดอนถึงมีชื่อเสียงมากกว่าหลายๆ แห่ง เคธี่ ซึ่งเป็นภรรยาบอกว่า เธอก็เห็นแบบนั้น
"...แต่อาจเป็นไปได้ว่า london eye วางตัวเองอยู่ท่ามกลางริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งคนที่นี่ผูกพันและรู้สึกว่า มันคือทัศนวิสัยมากกว่าที่จะเป็นพิพิธภัณฑ์ทรงคุณค่า ที่ไปตั้งอยู่ใจกลางเมือง ฉันว่าผู้คนมอง london eye เป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่ง ขณะที่สิ่งปลูกสร้างทางวัฒนธรรมอื่นๆ แสดงตัวตนด้วยการเป็นอะไรที่สูงส่ง.." เธอบอก
london eye นั้น จะมีระยะเวลาในการหมุนต่อรอบ ด้วยเงื่อนไข 30 นาที ด้วยระยะความเร็วที่ 0.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นทำให้เมื่อคำนวณกับมุมต่างๆ ของวิวที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นไปนั้น นักท่องเที่ยวมีเวลาเหลือเฟือที่จะเก็บภาพต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ บางคนนั้นรู้สึกว่า เมื่อชิงช้าสวรรค์ชื่อนี้ของอังกฤษ ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปถึงเพดานสูงสุดนั้น ผู้โดยสารจะรู้สึกได้ถึงความสูงอย่างชัดเจน
มาร์ค เออร์วิน เขียนไว้อย่างน่าฟังว่า เขาคิดว่าหลังจากปี 1997 เป็นต้นมา สิ่งปลูกสร้างค่อยๆ คืบคลานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรม (innovation) มากขึ้น ไม่ใช่คำนึงถึงหน้าที่เท่านั้น แต่ในหลายครั้งให้น้ำหนักกับเรื่องการออกแบบดีไซน์มากกว่าการใช้ประโยชน์จริงจังด้วยซ้ำ
"จากกรณีของตึกแตงกวานั้น ตอนนี้ความเป็นสถาปัตยกรรมทางยุโรปกำลังสนใจว่า เมื่อกระจกถูกนำมาใช้สอยในเชิงความสวยงามได้ ในอีก 3-5 ปีถัดจากนี้ เราจะได้เห็นหน้าตาของยุโรปที่แตกต่างไปจากอดีต" เขาชี้ว่า จากแง่มุมนี้นั้น ตัวของ london eye ทำงานในลักษณะของเครื่องพักผ่อนหย่อนใจมากกว่า ที่จะโอ้อวดด้วยการเป็นมหัศจรรย์สถานที่แบบเรื่องพิสดารทั้งหลาย
"ความลักลั่นของตึกแตงกวานั้น ทำให้ผู้คนรู้สึกในระยะแรกว่าไม่เป็นมิตร และอาจเลยเถิดถึงขั้นเป็นมลพิษในการทำร้ายทัศนียภาพบางอย่างของลอนดอน แต่ london eye ผ่านการพิสูจน์ตัวเองไปแล้ว ซึ่งก็ไม่แน่ว่าถ้าวันหนึ่งจะมีการเก็บ london eye เป็นสมบัติล้ำค่าจะทำได้ไหม เพราะว่านักท่องเที่ยวไม่มีทีท่าว่าจะลดลง"
เมื่อถามถึงสิ่งที่โดดเด่นของชิงช้าสวรรค์แบบอังกฤษนั้น เคธี่ บอกว่าในมุมมองของเธอนั้น ผู้โดยสารหรือนักท่องเที่ยวจะรู้ได้ถึงความปลอดภัยจากโครงสร้างที่แข็งแกร่ง สามีเธอคอมเมนท์ติดตลกว่า ถ้าจะมีพลัดตกอะไรลงมา มันก็คงจะตกไปในน้ำ
"นักท่องเที่ยวก็จะได้โบนัสด้วยการเล่นน้ำต่ออีก"
ภาสกร มองเพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือดีไซน์สมัยใหม่ว่า ในอนาคตอันใกล้ เขาเชื่อว่าโลกคงจะมีของเล่นใหม่ๆ มายั่วนักท่องเที่ยวอีก มุมมองนี้ คุณปรีดา เห็นด้วย แต่ฝากคำถามถึงผู้รักที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ว่า ไม่ว่าจะมีรสนิยมแบบใด จะออกทางยุโรป หรือ exotic เน้น hip hotel อะไรนั้น ที่สุดแล้ว เจ้าของบ้านก็จะต้องดูความเหมาะสมของประโยชน์มากกว่าเอาสวยงาม
"คุณลองดูสิ่งปลูกสร้างทางยุโรป ทำไมถึงอยู่มาเป็นร้อยๆ ปี บางแห่งเหยียบพันปีและเมื่อบูรณะซ่อมแซมก็ยังใช้งานได้อีก นั่นก็เพราะว่าสร้างมาจากหลักการที่เข้าใจสภาพโดยรอบตัวเอง ผมยังยืนยันว่า กระจกนั้น ไม่เหมาะกับบ้านเราเท่ากับที่ใช้ในยุโรป อากาศที่ถ่ายเทออกไปมาในบ้านเขา เหมาะสมกับการเป็นผนังกระจก แต่คงไม่ใช่ประเทศที่อากาศร้อนอบอ้าวอย่างบ้านเรา"
ที่สุด...london eye และ ตึกแตงกวานั้น นอกจากจะเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมแล้ว สองสิ่งนี้ยังเป็นนวัตกรรมสิ่งปลูกสร้างที่จะต่ออิทธิพลไปยังของเล่นชิ้นใหม่ๆ ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย
นันทขว้าง สิรสุนทร ที่มา www.bangkokbiznews.com
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
เงื่อนไขในการใช้บริการ
เว็บไซท์เปิดให้ทุกท่านตั้งหัวข้อกระทู้ เพื่อสอบถามความคิดเห็น จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่นมีเงื่อนไข คือ- เว็บบอร์ดมีการบันทึกข้อมูลผู้ใช้งาน มีระบบบันทึกไอพี ซึ่งสามารถสืบค้นไปยังผู้เขียนข้อความได้ กรุณาระมัดระวังในการเขียนข้อความซึ่งอาจก่อผลร้ายต่อตนเองและผู้อื่น
- กระทู้ที่สมาชิกตั้งหรือข้อความที่ท่านแสดงความคิดเห็น จะแสดงผลทันทีหลังการโพสต์ เว้นแต่ในกรณีที่มีความจำเป็น ข้อความที่โพสต์อาจจะไม่ขึ้นโดยอัตโนมัติ ( สมัครสมาชิกคลิกที่นี่ )
- ขอสมาชิกให้ความเคารพต่อสิทธิของผู้อื่นและตนเองในการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
- ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ หรือ สิ่งอื่นใดที่เขียนหรือนำเข้าโดยสมาชิกแต่ละท่าน เป็นการแสดงความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น ไม่ใช่มุมมองและความคิดเห็นของเว็บนี้ ทางเว็บไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ กรุณาใช้วิจารณญาณและดุลยพินิจ
- หากเนื้อหา หรือ ข้อความใดๆ ที่ท่านคิดว่าไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งลบได้ ทางทีมงานจะพิจารณาเพื่อลบข้อความเหล่านั้น ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทางเว็บขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตรวจสอบดูแล
- ผู้ดูแลเว็บไซท์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อความใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความหายต่อบุคคลอื่น พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ท่านทราบ
เนื่องจากความคิดเห็นที่แสดงด้านบนถูกส่งขึ้นโดยอัตโนมัติจากผู้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เจ้าของเว็บไซท์ ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ หากข้อความในกระทู้ พาดพิงบุคคลอื่นในทางเสียหาย และหากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม โปรดแจ้งทีมงานโดยด่วน เพื่อดำเนินการต่อไป
แจ้งลบหัวข้อ