หน้าทอนซิตี้ : NathonCity

เก็บข่าวมาเล่า

ความเป็นมาของการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการพื้นที่พิเศษ “เมืองเกาะสมุย”

by NathonCity @June,15 2010 23.51 ( IP : 118...199 ) | Tags : เก็บข่าวมาเล่า , เมืองเกาะสมุย

โดย ปานเทพ วิริยานนท์




มีนาคม 2547

กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น  โดย สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาเรื่อง “สภาพปัญหา แนวทางการปรับปรุงรูปแบบการบริหาร และแนวทางการพัฒนาพื้นที่เกาะสมุย ”


รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550  หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 284 วรรค 9  “การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีโครงสร้างการบริหารที่แตกต่างจากที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ให้กระทำได้ตามที่กฎหมายกำหนด แต่คณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง” 


29 ธันวาคม 2551 นโยบายรัฐบาล โดย นายกอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ

มีนโยบายยกระดับการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ โดยสนับสนุนให้ท้องถิ่นที่มีศักยภาพและจัดตั้งเป็นมหานครหรือเมืองพิเศษ


26 พฤษภาคม 2552

แต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการพัฒนารูปแบบพิเศษ การให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะเครือข่ายหรือกลุ่มพื้นที่และรูปแบบการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการในพื้นที่พิเศษ”  โดยมีนายอภิรักษ์  เกษะโยธิน เป็นประธาน


31 สิงหาคม 2552  คณะอนุกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีมติเห็นชอบให้มีการศึกษารูปแบบองค์กรบริหารจัดการในพื้นที่พิเศษ นำร่องใน 5 พื้นที่ ได้แก่

  1. เมืองศูนย์กลางการบินสุวรรณภูมิ
  2. เมืองชายแดน - อ.แม่สอด
  3. เมืองอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ - แหลมฉบัง มาบตะพุด
  4. เมืองท่องเที่ยว - เชียงใหม่ ภูเก็ต หัวหิน-ชะอำ เกาะสมุย
  5. เมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม – สุโขทัย อยุธยา

โดยในระยะแรก กกถ. ให้ดำเนินการนำร่อง ระยะแรก  และให้ดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรบริหารจัดการพื้นที่พิเศษ ประกอบด้วย

  1. เมืองศูนย์กลางการบินสุวรรณภูมิ
  2. กลุ่มเมืองชายแดน ได้แก่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
  3. กลุ่มเมืองทอ่งเที่ยว ได้แก่ เกาะสมุย


    22 ตุลาคม 2552

คณะอนุกรรมการฯ มอบให้รองศาตราจารย์ อาจารย์วุฒิสาร  ตันไชย ร่วมกับรองศาสตรจารย์มานพ  พงศ์ทัต ออกแบบโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบเมืองเกาะสมุย

17 ธันวาคม 2552  คณะอนุกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เดินทางมาเกาะสมุยเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับการออกแบบโครงสร้าง อปท.รูปแบบพิเศษเมืองเกาะสมุย


17 มิถุนายน 2553

นายอภิรักษ์  เกษะโยธิน ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนารูปแบบพิเศษ การให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะเครือข่ายหรือกลุ่มพื้นที่และรูปแบบการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการในพื้นที่พิเศษ  และคณะเดินทางมาเกาะสมุยเพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชน

Comment #1ทิศทางการปกครองท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
Posted @June,16 2010 07.36 ip : 118...127

โดย รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย       รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า       ที่มา วิชาการ.คอม


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มุ่งเน้นสาระสำคัญใน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ แนวทางที่สอง ได้แก่ ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน และส่งเสริมการกระจายอำนาจ แนวทางที่สาม การทำให้การเมืองมีความโปร่งใส มีคุณธรรม และจริยธรรม และ แนวทางที่สี่ ได้แก่ การทำให้องค์กรตรวจสอบมีอิสระ เข้มแข็ง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ในส่วนบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปรากฎอยู่ใน 2 หมวดสำคัญ ได้แก่  หมวดที่ 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารแผ่นดิน (มาตรา 78) ส่วนที่ 4 แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม (มาตรา 80) และ หมวดที่ 14 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น  ( มาตรา 281 – 290)

  โดยในสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นในรัฐธรรมนูญนั้น สามารถแบ่งได้ออกเป็นสาระสำคัญใน 5 ประการ ได้แก่ ประการที่หนึ่งการขยายอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีบทบาทที่ชัดเจนและกว้างขวางขึ้น ประการที่สองการทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความเป็นอิสระ ประการที่สามเป็นการพัฒนาระบบการดำเนินงานและบริหารงานภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประการที่สี่การเปิดพื้นที่ให้แก่ประชาชน ชุมชน และภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่นร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ ประการที่ห้าการทำให้การเมืองท้องถิ่นมีความโปร่งใส โดยจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

    ประการที่หนึ่ง : การขยายอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีบทบาทที่ชัดเจนและกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 78  เป็นเครื่องประกันว่ารัฐจะต้องปรับระบบการดำเนินงานและระบบความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นให้มีความชัดเจนในเชิงอำนาจหน้าที่ อีกทั้งต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นด้านต่าง ๆ นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงระบบการทำงานของภาครัฐว่าจะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรมของเจ้าหน้าที่พร้อมกับการพัฒนาระบบการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน และให้รัฐมุ่งเน้นการทำงานตามหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี ทั้งนี้ในรายละเอียดยังมีการกำหนดเพิ่มเติมว่ารัฐจะต้องจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส  ตรวจสอบได้ และประชาชนมีส่วนร่วม โดยมุ่งเน้นการให้บริการสาธารณะที่รวดเร็ว มีคุณภาพ โปร่งใส และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน  และเพื่อให้แนวนโยบายพื้นฐานของรัฐบรรลุตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ จึงได้มีการกำหนดรายละเอียดด้านต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียดเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานแก่หน่วยงานของรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ กำหนดแนวทางในการดำเนินงานด้านการศาสนา สังคม สาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรมของรัฐ  ไว้เป็นต้น

    นอกจากนี้ในหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น ยังได้มีการกำหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรหลักในการจัดบริการสาธารณะ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่  และการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนนี้เองเป็นหลักประกันว่ารัฐจะต้องส่งเสริม สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลัก โดยให้การกระจายอำนาจเป็นกลไกสำคัญ  และเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจึงได้มีการกำหนดมาตรา 283  อันเป็นการระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ในการดูแลและจัดทำบริการสาธารณะ และมีอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงิน และ การคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีความเข้มแข็งในการบริหารงานได้โดยอิสระ และสามารถพัฒนาระบบการคลังให้จัดบริการสาธารณะได้โดยครบถ้วน สามารถที่จะจัดตั้ง หรือร่วมกันจัดตั้งองค์การเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่  นอกจากยังมีการบัญญัติถึงการให้มีกฎหมายกระจายอำนาจ ฯ เพื่อกำหนดการแบ่งอำนาจหน้าที่และรายได้ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง โดยคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นตามลำดับความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ  ประการสำคัญเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนทางรายได้ จึงได้มีการกำหนดให้มีการจัดทำกฎหมายรายได้ท้องถิ่นเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น และเพียงพอสำหรับการจัดบริการสาธารณะ สุดท้ายในมาตรานี้ได้กล่าวถึงการกำหนดอำนาจหน้าที่และการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดว่าให้มีคณะกรรมการทำหน้าที่พิจารณาทบทวนทุกระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี โดยในการพิจารณาต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ
    ดังกล่าวแล้วข้างต้นยังได้กำหนดบทบาทเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยกำหนดว่ามีอำนาจหน้าที่ในการบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น  มีสิทธิในการจัดการศึกษาอบรมและฝึกอาชีพตามความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่นนั้น รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  มีสิทธิในการจัดการศึกษาอบรมและฝึกอาชีพตามความเหมาะสม ตามความต้องการภายในท้องถิ่นนั้น อีกทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานและระบบการศึกษาของชาติ

    ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม  ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่  การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ นั่นถือเป็นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น

    และเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการกระจายอำนาจ ยังมีการกำหนดให้จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานท้องถิ่นจำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายกำหนดแผนและและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ซึ่งต้องครอบคลุมใน 3  ประเด็นหลัก ได้แก่ การแบ่งอำนาจหน้าที่ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น  การจัดสรรรายได้ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเอง การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลของการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  รวมถึงกฎหมายรายได้ท้องถิ่น ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่สำหรับแวดวงการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทย โดยกำหนดว่าให้มีการจัดทำกฎหมายรายได้ท้องถิ่นต้องกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี และรายได้อื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ที่เพียงพอกับรายจ่ายตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  อีกทั้งยังกำหนดไว้ในรายละเอียดเกี่ยวกับการพิจารณาทบทวนกฎหมายทั้งสองฉบับ ว่าจะต้องมีการพิจารณาทุกทุกระยะเวลาไม่เกินห้าปี เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมของการกำหนดอำนาจหน้าที่ และการจัดสรรรายได้ โดยต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ

    จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ให้ความสำคัญกับการติดตามและบังคับใช้บทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เพื่อให้กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารงานด้านการปกครองท้องถิ่นเกิดขึ้นจริง รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 303 (5)  กำหนดว่าต้องดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายรายได้ท้องถิ่น กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  กฎหมายเกี่ยวกับข้าราชการท้องถิ่น และกฎหมายอื่น ๆ ภายใน 2 ปีนับจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550  และการกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลเช่นนี้ก็เป็นเครื่องประกันและเป็นตัวเร่งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไข จัดทำและพัฒนากฎหมาย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้การกระจายอำนาจถูกขับเคลื่อน เกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต

    ประการที่สอง : ในรัฐธรรมนูญ 2550 ได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการขาดความสมดุลระหว่างการกำกับดูแล และความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นจึงได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าในการกำกับดูแลนั้นต้องมีการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็น มีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  มีการจัดทำมาตรฐานกลางเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกปฏิบัติได้  รวมไปถึงรูปแบบ วิธีการและความเข้มข้นในการกำกับดูแลต้องแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความเข้มแข็งของภาคประชาชน

    นอกจากนี้ยังมีการบัญญัติเพิ่มเติมในส่วนขององค์กรที่จะทำหน้าที่ในการกำกับดูแล โดยได้เพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมาตรา 282 ได้เพิ่มองค์กรที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลใหม่ ได้แก่ “ ประชาชน” และรัฐเองก็ต้องจัดให้มีกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยประชาชน ซึ่งหมายความว่านับจากนี้ไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินงานภายใต้การติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลจาก 3 องค์กรหลัก ได้แก่ ราชการบริหารส่วนกลาง  ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และประชาชน

    ประการที่สาม : เป็นการพัฒนาระบบการดำเนินงานและบริหารงานภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่างภารกิจที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น และกระแสความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  โดยยึดหลักว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีอิสระในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารงาน การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงิน และการคลัง  โดยได้มีการกำหนดรูปแบบในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าจะต้องมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน และยังกำหนดว่าข้าราชการส่วนท้องถิ่นอาจได้รับการพัฒนาร่วมกัน หรือ สับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้  รวมทั้งจัดให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น และเพื่อสร้างระบบคุ้มครองคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น ยังกำหนดให้มีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น

    การพัฒนาระบบคลังก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น จึงได้มีการเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้พัฒนาระบบคลังท้องถิ่น เพื่อให้สามารถจัดบริการสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครบถ้วนตามอำนาจหน้าที่ และนอกจากการพัฒนาระบบคลังแล้ว ยังเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้ง หรือ ร่วมกันจัดตั้งองค์การเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะ หรือที่เรียกว่า “สหการ”  ได้อีกด้วย

    ในรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ ได้เปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนทอ้งถิ่นได้มีการพัฒนาระบบโครงสร้างการบริหารภายใน โดยกำหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องประกอบด้วย 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายสภา และ ฝ่ายบริหารท้องถิ่น สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป และยังเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษมีโครงสร้างการบริหารงาน ที่แตกต่างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป  และการกำหนดในลักษณะนี้เป็นการสร้างโอกาสให้กับประชาชนในท้องถิ่น และ พื้นที่ที่จะได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว คล่องตัว และสอดคล้องกับความเป็น “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเป็นการเฉพาะ

    ประการที่สี่ : การเปิดพื้นที่ให้แก่ประชาชน ชุมชน และภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่นร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในท้องถิ่นสามารถเข้าชื่อกันเพื่อการใช้สิทธิลงคะแนนเสียง ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือคณะผู้บริหารท้องถิ่นออกจากตำแหน่งได้    การเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งก็สามารถเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นได้เช่นกัน ทั้งนี้ลักษณะในการบัญญัติก็เช่นเดียวกันการบัญญัติในมาตรา 285 คือ การไม่ได้กำหนดจำนวน หรือ สัดส่วนของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญฯ แต่ให้เป็นไปตามที่จะมีการบัญญัติไว้ในกฎหมายต่อไป

    นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ ฯ ยังได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องจัดให้มีวิธีการเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมาตรา 287 วรรค 1 บัญญัติว่าประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดให้มีวิธีการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมดังกล่าวได้ด้วย) ซึ่งการบัญญัติลักษณะนี้เป็นการบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งก็คือ การมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา การกำหนดการเลือก การประเมินทางเลือก การบริหารจัดการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การร่วมติดตามประเมินผล และร่วมรับผลประโยชน์ ประการสำคัญการบัญญัติในลักษณะนี้จะเป็นการกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ริเริ่มในการสร้างกลไก ช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม

    ในมาตรา 287 วรรค 2 ยังมีการบัญญัติถึงนัยความสัมพันธ์กันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ กรณีสำหรับการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น  ทั้งนี้การบัญญัติเช่นนี้ จะเป็นเครื่องเตือนใจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีว่าก่อนที่จะดำเนินการใดๆ แล้ว จะต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งผลดีและผลเสียอย่างรอบด้าน โดยการศึกษาผลกระทบนี้จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหากพบว่าการดำเนินการนั้น ๆ จะก่อให้เกิดผลทางลบ หรือผลเสียหายแก่ประชาชน โดยจะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้าก่อน และเพื่อป้องกันมิให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอ้างเหตุผลว่าได้แจ้งล่วงหน้าให้ประชาชนทราบแล้ว ( แม้ว่าจะมีการแจ้งในระยะเวลาอันกระชั้นชิด) จึงได้มีการบัญญัติไว้อย่างรัดกุมโดยบัญญัติว่า “... เป็นเวลาอันสมควร” ซึ่งก็หมายความว่าอย่างน้อยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นเวลาพอสมควรแล้วแต่กรณีไป  และในวรรคเดียวกันยังกำหนดว่าในบางกรณีหากสมควร หรือ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการร้องขอจากประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หรืออาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินการนั้น ๆ ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการจริง แต่อย่างไรก็ตามบนเงื่อนไขเช่นนี้ยังคงต้องให้มีกฎหมายบัญญัติไว้ในรายละเอียดก่อน

    มาตรา 287 วรรค 3  ยังกำหนดไว้ถึงหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าจะต้องมีหน้าที่ในการรายงานผลการดำเนินการต่าง ๆ ต่อประชาชนทุกปี ไม่ว่าจะเป็นรายงานผลการจัดทำงบประมาณ การใช้จ่ายงบประมาณ  และผลการดำเนินงาน  ทั้งนี้แม้ว่าจะเป็นการสร้างภาระให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะใช้แสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน และการรายงานผลการดำเนินการนี้ก็เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการดำเนินงานของคณะผู้บริหาร ผู้บริหาร และสมาชิกสภาท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งเหล่านี้เองในทางกลับกันจะยิ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำงานได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสำหรับประชาชนเองก็ไม่ต้องคอยร้องขอ หรือ สอบถามอยู่บ่อย ๆ เพราะนับจากนี้ไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ต้องรายงานให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ

    ประการที่ห้า : การทำให้การเมืองท้องถิ่นมีความโปร่งใส มีคุณธรรมและจริยธรรม โดยในมาตรา 284 วรรค 10 กำหนดว่า “ให้นำบทบัญญัติมาตรา 265 มาตรา 266 มาตรา 267 และ มาตรา 268 มาใช้บังคับกับสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ด้วยโดยอนุโลม” ซึ่งเมื่อพิจารณาในรายมาตราของมาตรา 265 – 268 แล้ว จะพบว่าเป็นบทบัญญัติในส่วนที่ 2 การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

    ในมาตรา 265  กล่าวถึง การห้ามให้ผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นรับ หรือ แทรกแซง หรือ ก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทาน หรือ เข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ  ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ห้ามมิให้รับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติการบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานตามปกติ รวมทั้งห้ามมิให้เป็นหุ้นส่วน หรือ ผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการสื่อสารมวลชน หรือ เข้าเป็นคู่สัญญากับห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทดังกล่าว ซึ่งการกำหนดในบทบัญญัตินี้เองจะช่วยให้การเมืองท้องถิ่นมีความโปร่งใส เพราะได้เสมือนหนึ่งปิดช่องทางที่จะก่อให้การเอื้ออำนวยกันระหว่างผู้บริหารท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่นกับคู่สัญญาที่จะเกิดขึ้นทั้งในทางตรงและทางอ้อม อันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง และการกำหนดเช่นนี้เองจะทำให้ผู้บริหาร คณะผู้บริหารท้องถิ่น และ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มศักยภาพ อาทิ ในกรณีของการต่อรองราคา และการตรวจรับงานก็จะสามารถทำได้อย่างเต็มที่ทั้งนี้โดยมีผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

    นอกจากนี้แล้ว การนำความในบทบัญญัติมาตรา 266  มาใช้กับคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นยังทำให้การเมืองท้องถิ่นมีคุณธรรม และจริยธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยห้ามให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวใช้ตำแหน่ง หรือสถานะเข้าไปก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์แห่งตน ผู้อื่น หรือพรรคการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ ห้ามแทรกแซง ก้าวก่ายเรื่องการปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินงานในหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หรือห้ามแทรกแซง ก้าวก่ายเรื่องการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน หรือ การพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้างของหน่วยราชการ เป็นต้น ทั้งนี้บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวก่อให้เกิดการดำเนินงาน และการบริหารงานที่มีคุณธรรม จริยธรรม และประการสำคัญเป็นการป้องกันมิให้เกิดการแทรกแซงระบบการพิจารณาและการดำเนินงานของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และเป็นเครื่องประกันว่าบุคคลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงานของรัฐ ลูกจ้างหน่วยงานราชการ หรือ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องได้รับการพิทักษ์และความคุ้มครองภายใต้ “ ระบบคุณธรรม”

    นอกจากความเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของการปกครองท้องถิ่นดังกล่าวมาแล้วข้างต้น  พบว่า ยังมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนสภาวการณ์ที่อยู่แวดล้อมและเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหาร และการพัฒนาท้องถิ่นให้เอื้อต่อการพัฒนาการปกครองท้องถิ่น  โดยในหมวด 13 เรื่อง จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ซึ่งหมวดนี้เป็นหมวดที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ และกำหนดว่าจะต้องมีการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานในด้านจริยธรรมให้แก่กลุ่มบุคคล บุคคลดังกล่าวเหล่านั้น

    การกำหนดบทบัญญัติในหมวดนี้เป็นการเสริมสร้างกรอบประพฤติ ปฏิบัติที่คุณธรรมและจริยธรรมให้แก่นักการเมืองท้องถิ่น  และข้าราชการท้องถิ่นและเป็นเสมือนหนึ่งสิ่งที่ผู้บริหารท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่นต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมและคุณธรรมแล้วอาจจะเป็นเหตุไปสู่การถอดถอนจากตำแหน่งได้  การบัญญัติในลักษณะดังกล่าวจะมีผลต่อการปฏิบัติงานและการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่น คณะผู้บริหาร และ ข้าราชการส่วนท้องถิ่นและจะทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้ปฏิบัติงานภายใต้กรอบจริยธรรม คุณธรรม และมุ่งเน้นคุณภาพ ประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ถือเป็นการเสริมกำลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น “กำลังทรัพย์” “กำลังคน” และ “กำลังทางปัญญา” และที่สำคัญได้เพิ่มอำนาจในการตัดสินใจทางการบริหารงานท้องถิ่นในด้านต่าง ๆ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอันจะก่อให้เกิดกระบวนการในการพัฒนาท้องถิ่น ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน  และการปกครองท้องถิ่นก็จะเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยต่อไป วันที่ 20/08/2552

Comment #2"รศ.วุฒิสาร ตันไชย" กางโรดแมปตั้ง "เมืองพิเศษ" เมืองแม่สอด-เกาะส
Posted @June,16 2010 07.44 ip : 118...127

ที่มา : วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4176  ประชาชาติธุรกิจ http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02phu03180153§ionid=0211&day=2010-01-18


วันนี้การจัดตั้งท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ หรือเมืองพิเศษ เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากมีการศึกษาและผลักดันมานาน โดยมีพื้นที่ เป้าหมายนำร่อง คือแม่สอด เกาะสมุย แหลมฉบัง มาบตาพุด รวมทั้งเมืองมรดกโลก เช่น พระนครศรีอยุธยา และสุโขทัย "รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย" รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษารูปแบบองค์กรบริหารจัดการในพื้นที่พิเศษได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้

  • กรอบแนวคิดเรื่องการจัดตั้งเมืองพิเศษ

ตอนนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 284 วรรค 9 เปิดโอกาสให้มีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษได้แล้ว คำว่าองค์กรท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอาจมี 2 แนวทาง คือ 1.แบบขนาดใหญ่ที่ต้องการบริหารจัดการร่วมกับเมืองขนาดเล็กรอบ ๆ บริวาร เช่น ถ้า กทม.จัดการเรื่องขนส่งมวลชน ก็ต้องมีบทบาทกับจังหวัดรอบ ๆ นั่นคือต้องบริหารจัดการบางอย่างร่วมกัน เช่น อาจจะร่วมทุน หรือถือหุ้นแล้วให้เอกชนบริหารจัดการ ผมเรียกว่าเป็น "Networking Gorvernance" คือเป็นการบริหารเชิง โครงข่าย ไม่จำเป็นต้องไปยุบรวมท้องถิ่น แต่มีหน้าที่บางเรื่องยกขึ้นมาแล้วดูร่วมกัน

แนวทางที่ 2.เมืองพิเศษที่จะทำหน้าที่พิเศษบางอย่าง หัวใจสำคัญของรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษนี้ ต้องรู้ว่ามีหน้าที่อะไร เราจึงได้มานั่งหารือกับคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ว่าเมืองพิเศษจะมีอำนาจหน้าที่อย่างไรให้เหมาะสมกับหน้าที่ของเมืองนั้น

รูปแบบวันนี้อาจจะมีกลุ่มที่พิเศษประมาณ 3 กลุ่ม เช่น กลุ่มที่ 1 กลุ่มการค้าชายแดน มีเรื่องแรงงานต่างด้าว การค้าชายแดน เรื่องการส่งเสริมการลงทุน ทำอย่างไรจะให้ระบบโลจิสติกส์ดำเนินไปได้ดี เช่น แม่สอด มุกดาหาร และ อ.สะเดา จ.สงขลา

กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มเมืองท่องเที่ยว มองได้ 2 ลักษณะ คือท่องที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น สมุย หัวหิน เกาะช้าง เป็นเมืองที่ขายธรรมชาติ แต่ถ้าไม่มีอำนาจในการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจำกัด นักท่องเที่ยวจะสามารถทำให้เมืองพวกนี้ ยั่งยืนได้อย่างไร อีกกลุ่มคือท่องเที่ยวมรดกโลกแบบเชิงวัฒนธรรม อาทิ สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา เมืองแบบนี้ต้องมีรูปแบบพิเศษเกิดขึ้น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนา

กลุ่มที่ 3 คือเมืองอุตสาหกรรม ก็คือมาบตาพุด ซึ่งตอนนี้เจอปัญหาเยอะมาก และก็ถูกหยิบเข้าไปในคณะรัฐมนตรีทางสภาพัฒน์ก็เอาไปดู เพื่อพัฒนาแบบ "Green Industry" และยังมีเมืองส่งออกอย่างแหลมฉบัง แต่ที่นี่ก็แก้ปัญหาเรื่องการจัดการท่าเรือไม่ได้ คอนเทนเนอร์ ขยะพิษ ระบบการขนส่ง น้ำหนักเกิน เมืองเหล่านี้แก้ปัญหาเมืองตัวเองไม่ได้ และไม่มีรายได้เพิ่มพิเศษต่างจากเมืองอื่น เพื่อเอามาพัฒนาพื้นที่ ทั้ง ๆ ที่เป็นเมืองที่รับภาระหนัก และเป็นเกตเวย์ส่งออก

- หลักการสำคัญของท้องถิ่นรูปแบบพิเศษคืออะไร

หลักการคือ 1.ต้องไปเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ท้องถิ่นในบางเรื่อง เพื่อให้เขาไปช่วยแก้ไขปัญหาของเมืองนั้นได้ 2.เพิ่มขีดความสามารถ หรือทำให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น 3.คือทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ

- โครงสร้างองค์กรจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นเมืองพิเศษ นอกจากมีผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้ว อาจจะมีกรรมการอื่นอีกก็ได้ เช่น มีคณะกรรมการบริหารนโยบาย หรือบอร์ด ตรงนี้จะทำให้การให้อำนาจเพิ่มเติมเป็นไปได้ เช่น วันนี้ถ้าเกาะสมุยจะบริหารเมือง ก็อาจจะต้องการอำนาจ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คืออำนาจเดิมอย่างเทศบาลที่ดูแลประชาชน แต่อำนาจที่ 2 คืออำนาจพิเศษที่จะดูแล บริหารเรื่องการท่องเที่ยวได้ เช่น การควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวที่เหมาะสม การควบคุมมัคคุเทศก์ การทำผังเมืองที่เหมาะสม

อำนาจพิเศษเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องของนายกฯกับสภาอย่างเดียวแล้ว อำนาจ บอร์ดชุดนี้ก็อาจจะดูเฉพาะเรื่องอำนาจพิเศษ ส่วนสภาท้องถิ่นก็ดูอำนาจปกติทั่วไป ฉะนั้น เรื่องของโครงสร้างและการกำกับดูแลจึงสำคัญ เมืองพิเศษกลุ่มนี้จะมีอำนาจหน้าที่เฉพาะบางเรื่องที่ไปสร้างการบริหารจัดการ ทำให้เกิดการแข่งขันได้ดี และไม่ได้ทิ้งจากราชการ

- ที่มาของรายได้เมืองพิเศษ

น้ำหนักไม่ได้มาจากภาษี แต่มาจากค่าธรรมเนียมการให้บริการ ซึ่งรายได้ของเมืองพิเศษต้องไม่กระทบกับคนทั่วไป

  • ทุกเมืองก็คงอยากเป็นเมืองพิเศษ เพราะได้สิทธิพิเศษ

ไม่ใช่ทุกเมืองจะเป็นได้ ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพื้นที่จริง ทั้งศักยภาพและโอกาสการพัฒนาพื้นที่ว่าตรงนั้นเป็นอะไร คณะทำงานไม่ได้คิดเอง มีตัวแทนจากสภาพัฒน์ กรมโยธาธิการ ผังเมืองสำนักสิ่งแวดล้อม และหลายคนที่ศึกษาอยู่บอกว่าอันนี้ควรจะพัฒนา มีศักยภาพ ต้องเป็นไปได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม

- มีพื้นที่เป้าหมาย และเป็นไปได้กี่เมือง

เป้าหมายนำร่องคือแม่สอด เพราะมีความพร้อมหลายด้าน และมีการรับฟังประชาคมมามากแล้วพอสมควร เริ่มต้นจะมีการรวมเทศบาลตำบลท่าสายลวด ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำเมย กับเทศบาลเมืองแม่สอด 2.เกาะสมุย และ 3.แหลมฉบัง ส่วนอีก 2 เมืองกำลังศึกษา คือพระนครศรีอยุธยา และสุโขทัย

- ขั้นตอนการจัดตั้งเมืองพิเศษหลังจากนี้

กรณีแม่สอด ตอนนี้ได้ข้อยุติแล้วเรื่องความต้องการ อำนาจหน้าที่ ซึ่งอยู่ในขั้น ยกร่างแรก ภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้ ร่างกฎหมายเสร็จ ถ้าคณะกรรมการชุดคุณอภิรักษ์เห็นชอบ ก็ไปสู่คณะกรรมการการกระจายอำนาจ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา แนวโน้มการเมืองสนับสนุนอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีอะไรขัดข้อง เพราะมีแต่ประโยชน์ ไม่ได้เสียอะไร เป็นนวัตกรรมการปกครองท้องถิ่น

Comment #3หลักการโอเคเลย...
Posted @June,19 2010 06.51 ip : 118...245

พิเศษแบบไหน ...ช่วยบอกที

คงดีกว่าเป็นเทศบาลนครมั๊ง....

เกาะสมุยต้องก้าวไปข้างหน้า...ด้วยสิ่งใหม่ๆ

Comment #4โอกาสไม่ได้มีให้คว้าเสมอไป
Posted @June,20 2010 10.07 ip : 114...205

นี่คือทางรอดของอนาคตสมุย  อนาคตลูกหลานสมุย  ฝากรัฐบาลด้วยโดยเฉพาะทั่นที่มีสายเลือดเมืองคนดี...ช่วยสมุยด้วยเถอะครับ  ก่อนที่มันจะสายเกินไป ...คนหมุย...

Main menu

Samui MTB XC Race 2011
  • คนขี่เสือ - เรื่องราวของคนขี่เสือที่เกาะสมุย
  • Nathon Radio
  • สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยสมุย FM 96.75 MHz
  • หน้าทอนคึกคัก - รวมความเคลื่อนไหว
  • ศูนย์สื่อสารโรงพยาบาลเกาะสมุย
Photo League

ขอเชิญทุกท่านมีส่วนร่วมกับเว็บ NathonCity ด้วยการส่งบทความ หรือภาพถ่าย มาร่วมเผยแพร่ในเว็บไซท์นี้

Tags

10000 เตียง 60 ปี โรงเรียนเกาะสมุย HOF NCT Poll Photo League Photo Trip Samui Marathon Samui Triathlon Samui Trophy SamuiMala SML Unused up&down; XC 2011 กรรมการชุมชน กรรมการหมู่บ้าน การศึกษา การเกษตร กินข้าวห่อ กีฬา ขยะ คมนาคม คลิป ค้าปลีกส่ง จังหวัด ชวนกิน ชวนดู ชวนอ่าน ชวนเที่ยว ชักพระ ดนตรี ตรุษจีน ท่องเที่ยว ท่องเเที่ยว นก น้ำท่วม บ้านอ่างทอง บ่ายวันอาทิตย์ ประชาสังคม ปิโตรเลียม ผังเมือง พรุเฉวง พลัง พลัีง พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ มูลนิธิกุศลสงเคราะห์ รอบบ้าน ลอยกระทง ละไม วันชื่นคืนสุข ศาลเจ้าไหหลำหน้าทอน ศิลปะ สาธารณสุข สาธารณูปโภค สิ่งแวดล้อม สุขภาพ หนอนหัวดำมะพร้าว หน้าทอน หน้าทอนคึกคัก อสังหาริมทรัพย์ อ่างเก็บน้ำคลองจระเข้ อาชญากรรม อาลัย อำเภอเกาะสมุย อุบัติเหตุ เตือนภัย เทศกาล เทศบาลเมืองเกาะสมุย เฟอร์รี่ เมืองเกาะสมุย เลือกตั้งเทศบาล 51 เศรษฐกิจ เสา22เมตร เืตือนภัย แผน